เร่งเชื่อมโยงหลังบ้านทุกหน่วยงาน อุดช่องโหว่ ป้องกันมิจฉาชีพออนไลน์ - ข่าวสด

คลัง ยกระดับการตรวจสอบธุรกรรมการเงินต้องสงสัย ย้ำประชาชนแจ้งเหตุได้หลายช่องทาง แต่หลังบ้านทุกระบบต้องเชื่อมโยง ด้วยมาตรฐานเดียวกัน ระงับ-อายัดได้ทันท่วงที

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงิน เพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินต้องสงสัย หรือ คณะกรรมการ Connect the Dots ว่า การจัดตั้งคณะกรรมการ Connect the Dots มีเป้าหมายเพื่ออุดช่องโหว่จากกลุ่มมิจฉาชีพ ที่มักอาศัยรอยต่อของระบบข้อมูลทางการเงิน จากหลากหลายหน่วยงาน ในการหลอกลวงประชาชน

ทั้งนี้ คณะกรรมการชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งขึ้นโดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในฐานะประธานกรรมการ เพื่อขับเคลื่อนการบูรณาการข้อมูลและติดตามความคืบหน้าในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุด วันนี้ที่ประชุมมีมติสำคัญในการขับเคลื่อน 3 เรื่อง

ได้แก่ 1.การยกระดับการยืนยันตัวตน มีมติว่าจะยกระดับเรื่องการยืนยันตัวตนให้เป็นมาตรฐานสากล มุ่งมั่นทำตาม Financial Action Task Force (FATF) ให้เทียบเท่าศูนย์กลางทางการเงินอย่างสิงคโปร์หรืออังกฤษ ทั้งการทำ KYC และ Extended Due Diligence (EDD) หรือการรู้จักตัวตนลูกค้าที่แท้จริงจะใช้มาตรฐานสากล

2.การเชื่อมโยงฐานข้อมูลทางการเงินและการวางรากฐาน 4 ระบบ นำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง, ธนาคารแห่งประเทศไทย, สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.), สมาคมธนาคารไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ นำข้อมูลมาร่วมเชื่อมโยงกัน โดยวางรากฐานการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาการเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินในอีก 4 เรื่อง ดังนี้

เรื่องที่ 1 การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โดยให้ลูกค้า หรือประชาชน ผู้เป็นเจ้าของข้อมูลสามารถให้ความยินยอม (Consent) ในการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อลดความเสี่ยง และป้องกันการถูกโกง เรื่องที่ 2 การทำศูนย์ข้อมูลธุรกรรมทางการเงินแบบไม่ระบุตัวตน เพื่อให้นักวิเคราะห์ข้อมูล นำไปคาดการณ์พฤติกรรมของโจร หรือมิจฉาชีพ ที่พยายามมุดทำธุรกรรมต่ำกว่าเกณฑ์ เช่น ธปท. ควบคุมธุรกกรมการเงิน ที่มากกว่า 5 ล้านบาท

เรื่องที่ 3 ระบบบริหารการแจ้งเหตุระดับชาติ ระบบที่บูรณาการช่องทางรับแจ้งเหตุต่างๆ เช่น 1441, สถานีตำรวจ หรือธนาคาร โดยเชื่อมโยงระบบหลังบ้านเข้าด้วยกัน ทำให้ประชาชนสามารถแจ้งเหตุเพียงครั้งเดียว ผ่านทางช่องทางไหนก็ได้ เรื่องที่ 4 ระบบระงับ และอายัดธุรกรรมทันท่วงที โดยเชื่อมโยงข้อมูลเมื่อเกิดเหตุเพื่อระงับธุรกรรม และอายัดเส้นทางการเงินได้อย่างรวดเร็ว ป้องกันความเสียหายก่อนมิจฉาชีพจะย้ายเงินหนี

และ 3. การมอบหมายการออกแบบระบบ โดยมอบหมายให้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังเป็นหัวหน้าทีมบูรณาการ 4 เรื่องนี้ขึ้นมาร่วมกัน และออกแบบระบบภายใน 30 วัน เพื่อให้มีมาตรฐานข้อมูล และการแลกเปลี่ยนข้อมูลเดียวกัน สามารถวิเคราะห์เส้นทางเงิน และหยุดยั้งได้เร็ว

“ประชาชนสามารถแจ้งเหตุผ่านหลายช่องทาง แต่ข้างหลังบ้านทุกระบบจะเชื่อมโยงกันด้วยมาตรฐานเดียวกัน นี่เป็นการยกระดับครั้งสำคัญ และจากเดิมที่ตำรวจเมื่อทำเคสต้องออกหนังสือขอข้อมูลจาก 10 หน่วยงาน เพื่อรวบรวมทำเคส ทำสำนวนต่อไป ต่อไปเมื่อมีระบบฐานข้อมูลกลาง จะเชื่อมโยงข้อมูลหลังบ้านทันที ช่วยให้ป้องกันความเสี่ยง อายัดเงินได้เร็วขึ้น ประเทศไทยจะมีระบบโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีมาตรฐาน และปลอดภัย และข้อมูลนี้ยังนำมาประยุกต์ใช้เพื่อช่วยยกระดับการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนที่ขาดโอกาสได้อีกด้วย” นายเอกนิติ กล่าว