หลับตา ยักไหล่ ลอยตัว: เมื่อการ 'ไม่รู้' กลายเป็นเกราะคุ้มกันของผู้บังคับบัญชาใน พ.ร.บ.อุ้มหายฯ

หนึ่งในรากฐานสำคัญของระบบยุติธรรมทางอาญาสากลในการปราบปรามการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ คือการบังคับใช้ ‘หลักความรับผิดของผู้บังคับบัญชา’ (Superior and Command Responsibility) ซึ่งตั้งอยู่บนฐานคิดที่ว่าอาชญากรรมร้ายแรงอย่างการทรมานหรือการบังคับให้สูญหาย มักไม่ได้เกิดขึ้นจากดุลพินิจส่วนบุคคลของผู้ปฏิบัติงานระดับล่างอย่างโดดเดี่ยว หากแต่อาจเป็นผลผลิตของโครงสร้างอำนาจที่ยินยอม ละเลย หรือแม้กระทั่งส่งเสริมให้เกิดการกระทำดังกล่าว[1]

การลงโทษเพียงผู้ปฏิบัติงานระดับล่าง โดยปล่อยให้ผู้ที่อยู่บนโครงสร้างอำนาจซึ่งมีหน้าที่ควบคุม กำกับดูแล และป้องกันการกระทำความผิดรอดพ้นจากความรับผิด จึงไม่อาจแก้ไขปัญหาการลอยนวลพ้นผิดได้อย่างแท้จริง และด้วยเหตุนี้ การประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ. อุ้มหายฯ) จึงถูกคาดหวังว่าจะเข้ามาปิดช่องโหว่ดังกล่าว ผ่านบทบัญญัติในมาตรา 42 ซึ่งรับรองหลักการเอาผิดผู้บังคับบัญชาไว้โดยเฉพาะ โดยบัญญัติว่า

มาตรา 42 ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาซึ่งอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตนจะกระทำหรือได้กระทำความผิดตามมาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 37 หรือมาตรา 38 และไม่ดำเนินการที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อป้องกันหรือระงับการกระทำความผิด หรือไม่ดำเนินการหรือส่งเรื่องให้ดำเนินการสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย ต้องระวางโทษกึ่งหนึ่งของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

เมื่อพิจารณาในเบื้องต้น เราอาจรู้สึกใจชื้นขึ้นมาได้ระดับหนึ่ง เพราะในที่สุดประเทศไทยก็มีกฎหมายเฉพาะเพื่อป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับให้บุคคลสูญหาย พร้อมกับกลไกพิเศษสำหรับเอาผิดผู้บังคับบัญชาที่ละเลยต่อการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชา อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลึกลงไปอีกขั้น บทบัญญัติดังกล่าวอาจไม่ได้มีประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น และอาจกลายเป็นเพียง ‘หลักการบนแผ่นกระดาษ’ ที่ไม่อาจนำไปใช้เพื่อเอาผิดผู้บังคับบัญชาที่ละเลยต่อการกระทำความผิดของผู้ใต้บังคับบัญชาได้จริงในทางปฏิบัติ

เนื่องจากบทบัญญัติดังกล่าวนี้ ได้ทิ้งข้อสังเกตที่สำคัญประการหนึ่งเกิดขึ้นจากการกำหนดเงื่อนไขด้านความรู้ของผู้บังคับบัญชาไว้เพียงกรณีที่ผู้บังคับบัญชา ‘ทราบ’ ว่าผู้ใต้บังคับบัญชาจะกระทำหรือได้กระทำความผิด กล่าวอีกนัยหนึ่ง คือเป็นการผูกความรับผิดของผู้บังคับบัญชาไว้กับการพิสูจน์ให้ได้ว่า ผู้บังคับบัญชามี ‘การรับรู้’ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดของผู้ใต้บังคับบัญชา

เงื่อนไขดังกล่าวอาจฟังดูสมเหตุสมผลในทางหลักการ เพราะการลงโทษบุคคลจากสิ่งที่ตนไม่รู้ย่อมเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในกฎหมายอาญา แต่อย่างไรก็ตาม การบัญญัติกฎหมายลักษณะดังกล่าวก็ทิ้งช่องโหว่ขนาดใหญ่อันน่ากังวล เพราะผู้บังคับบัญชาก็จะมีข้อต่อสู้ที่เรียบง่าย แต่ทรงพลัง ด้วยการอ้างแต่เพียงว่าตนไม่รู้ ก็อาจเพียงพอต่อการหลุดพ้นความรับผิดทั้งปวง

ในการนี้ ผู้เขียนขอชวนท่านผู้อ่านพิจารณาช่องโหว่ดังกล่าวของกฎหมายไทย ผ่านมุมมองของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (International Convention for the Protection of All Persons from Enforced Disappearance: ICPPED) ซึ่งเป็นตราสารระหว่างประเทศที่วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความรับผิดของผู้บังคับบัญชาไว้โดยเฉพาะ แล้วจึงย้อนกลับมาพิจารณาว่าการกำหนดให้ผู้บังคับบัญชาต้อง ‘ทราบ’ ตามมาตรา 42 ของพ.ร.บ. อุ้มหายฯ นั้น เพียงพอที่จะทำให้หลักความรับผิดของผู้บังคับบัญชาสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่


ความไม่สอดคล้องของมาตรา 42 พรบอุ้มหายฯ และอนุสัญญา ICPPED


หากพิจารณาพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศ การที่ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ (ICPPED) ย่อมนำมาซึ่งภาระหน้าที่ในการอนุวัติการกฎหมายภายใน (Domestic Legislation) ให้มีมาตรฐานที่ไม่ต่ำไปกว่าที่อนุสัญญากำหนดไว้ ทว่าเมื่อนำมาตรา 42 ของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาวางเปรียบเทียบกับ ข้อ 6 (1)(b) ของอนุสัญญา ICPPED เราจะพบรอยแยกเชิงโครงสร้างที่สำคัญขององค์ประกอบความผิดทันที

อนุสัญญา ICPPED ข้อ 6 (1)(b)[2] ได้วางหลักเกณฑ์ว่าด้วยความรับผิดของผู้บังคับบัญชาโดยมีหลักการว่า:

1. แต่ละรัฐภาคีจะต้องดำเนินมาตราการที่จำเป็นที่จะให้มีความรับผิดทางอาญา อย่างน้อยที่สุดในกรณีดังต่อไปนี้

(b) ผู้บังคับบัญชาที่ทราบ หรือเจตนาละเลยข้อมูลที่ชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้อำนาจสั่งการหรืออำนาจควบคุมของตนได้ก่อหรือกำลังจะก่ออาชญากรรมบังคับให้บุคคลหายสาบสูญ ใช้อำนาจหน้าที่รับผิดชอบหรือการควบคุมกิจกรรมซึ่งเกี่ยวข้องกับอาชญกรรมบังคับให้บุคคลหายสาบสูญ และไม่ใช้มาตรการที่จำเป็นและสมควรตามอำนาจของตน เพื่อป้องกันหรือปราบปรามการทำให้บุคคลหายสาปสูญ หรือไม่แจ้งเรื่องแก่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนและฟ้องร้องดำเนินคดี

จากหลักการดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามาตรฐานสากลตาม ICPPED ได้สร้างตาข่ายความรับผิดไว้สองชั้นอย่างรัดกุม:

ชั้นที่หนึ่ง: การรับรู้จริง (Actual Knowledge) ซึ่งตรงกับคำว่า ‘knew’ ในอนุสัญญา ซึ่งหมายถึงกรณีที่ปรากฏพยานหลักฐานชัดเจนว่าผู้บังคับบัญชาได้รับรายงาน สั่งการ หรือรับทราบถึงการกระทำความผิดโดยตรง ซึ่งเป็นมิติเดียวกับคำว่า ‘ทราบ’ ในมาตรา 42 ของกฎหมายไทย

ชั้นที่สอง: การเพิกเฉยต่อข้อมูล (Conscious Disregard) ซึ่งตรงกับคำว่า ‘consciously disregarded information’ ซึ่งเป็นกลไกป้องกันการลอยนวลพ้นผิดในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาไม่ได้มี ‘ความรู้จริง’ ในลักษณะที่เป็นคำสั่งลายลักษณ์อักษร แต่มี ‘ข้อมูล สัญญาณเตือน หรือพยานหลักฐานแวดล้อม’ ปรากฏอยู่ตรงหน้า ทว่าผู้บังคับบัญชากลับเลือกที่จะเพิกเฉย ไม่ตรวจสอบ หรือหลีกเลี่ยงที่จะรับรู้เพื่อรักษาตนเองให้พ้นผิด

ด้วยเหตุนี้ ปัญหาใหญ่ของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 42 คือการเลือกตัดตาข่ายชั้นที่สองนี้ออกไปอย่างสิ้นเชิง โดยหยิบยกมาเฉพาะองค์ประกอบเรื่อง ‘การทราบ’ เท่านั้น ซึ่งการตัดองค์ประกอบความผิดส่วนนี้ออก ไม่เพียงแต่ทำให้กฎหมายไทยตกมาตรฐานต่ำกว่าพันธกรณีสากลที่ไทยร่วมเป็นภาคี หากแต่ในทางกฎหมายอาญา การตัดเงื่อนไขดังกล่าวออกไป ยิ่งเป็นการส่งสัญญาณทางกฎหมายว่า ตราบใดที่ผู้บังคับบัญชาสามารถบริหารจัดการไม่ให้ตนเอง ‘ทราบ’ เรื่องอย่างเป็นทางการได้ ผู้บังคับบัญชาผู้นั้นก็ไม่ต้องรับผิดใดๆ

ผลทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นตามมา คือบทบัญญัติความรับผิดของผู้บังคับบัญชานี้กลับส่งเสริมวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ด้วยการเปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมที่เรียกว่า กระบวนการสร้างโครงสร้างองค์กรที่เอื้อให้ผู้บังคับบัญชาสามารถปฏิเสธความรับผิดได้อย่างแนบเนียน เพราะยิ่งผู้บังคับบัญชาทำตัว ‘งกๆ เงิ่นๆ’ หลีกเลี่ยงการรับฟังรายงาน ไม่ตั้งคำถามกับความผิดปกติ และปล่อยให้ลูกน้องไปจัดการกันเองลับๆ ผู้บังคับบัญชาคนนั้นก็จะยิ่งปลอดภัย ตามมาตรา 42 มากขึ้นเท่านั้น

กล่าวคือ หากถือว่าความรับผิดตามมาตรา 42 จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อพิสูจน์ว่าผู้บังคับบัญชามีความรู้โดยตรงเกี่ยวกับการกระทำความผิดเท่านั้น ผู้บังคับบัญชาที่ต้องการหลีกเลี่ยงความรับผิดย่อมอาจมีแรงจูงใจที่จะไม่รับข้อมูล หรือไม่ตรวจสอบพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตั้งแต่ต้น ยิ่งผู้บังคับบัญชารับรู้ข้อเท็จจริงน้อยลง ก็อาจยิ่งลดความเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่ามีความรู้ตามองค์ประกอบของความผิด

ในทางหลักการ ย่อมต้องยอมรับว่าการกำหนดความรับผิดทางอาญาแก่บุคคลจากเหตุเพียงว่าบุคคลนั้น ‘ควรจะรู้’ อาจก่อให้เกิดปัญหาในทางหลักความรับผิดทางอาญา เพราะการมีสถานะเป็นผู้บังคับบัญชาเพียงอย่างเดียวไม่ควรทำให้บุคคลต้องรับผิดโดยอัตโนมัติสำหรับการกระทำของผู้ใต้บังคับบัญชา ผู้บังคับบัญชาจึงไม่ควรถูกลงโทษเพียงเพราะผู้ใต้บังคับบัญชากระทำความผิดในขณะที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของตน โดยที่ตนไม่มีข้อมูลหรือเหตุอันควรสงสัยถึงการกระทำดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ย่อมแตกต่างออกไปเมื่อผู้บังคับบัญชาได้รับข้อมูลหรือพบพฤติการณ์ที่มีนัยสำคัญต่อการกระทำความผิด แต่กลับละเว้นไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ทั้งที่ตนมีอำนาจและหน้าที่ที่จะดำเนินการตรวจสอบได้ ในกรณีเช่นนี้ การกล่าวว่าผู้บังคับบัญชา ‘ไม่รู้’ อาจไม่สามารถอธิบายสถานการณ์ได้อย่างครบถ้วน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นมิใช่เพียงการขาดความรู้ หากแต่เป็น ‘การหลีกเลี่ยงที่จะได้รับรู้’

ประเด็นดังกล่าวสามารถเห็นได้จากสถานการณ์สมมติ เช่น ผู้บังคับบัญชาได้รับรายงานว่าผู้ใต้บังคับบัญชานำบุคคลไปควบคุมตัวโดยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงระหว่างการควบคุมตัว และปรากฏพฤติการณ์อื่นที่บ่งชี้ว่าการปฏิบัติต่อบุคคลดังกล่าวอาจเข้าข่ายการทรมานหรือการกระทำให้บุคคลสูญหาย แต่ผู้บังคับบัญชากลับไม่ตรวจสอบรายงาน ไม่สอบถามผู้เกี่ยวข้อง และไม่ดำเนินการใดๆ เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริง

หากต่อมาปรากฏว่าผู้ใต้บังคับบัญชาได้กระทำความผิดตามที่มีข้อร้องเรียนจริง การยอมให้ผู้บังคับบัญชาสามารถอ้างได้โดยง่ายว่า ‘ไม่ทราบ’ เพียงเพราะไม่มีหลักฐานโดยตรงว่าตนได้รับรู้ถึงการกระทำความผิด อาจทำให้เกิดผลที่ขัดกับวัตถุประสงค์ของหลักความรับผิดของผู้บังคับบัญชา กล่าวคือผู้ที่มีอำนาจในการควบคุมและมีหน้าที่ในการป้องกันการกระทำความผิด กลับสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ด้วยการไม่แสวงหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

ด้วยเหตุนี้ หากกฎหมายกำหนดให้ต้องพิสูจน์ว่าผู้บังคับบัญชา ‘ทราบ’ เสียก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถนำไปสู่ความรับผิดทางอาญาได้ ย่อมเกิดคำถามสำคัญว่าผู้บังคับบัญชาที่ต้องการหลีกเลี่ยงความรับผิดจะสามารถทำได้ง่ายเพียงใดด้วยการไม่ถาม ไม่ตรวจสอบ หรือไม่รับรู้ข้อมูลที่อยู่ตรงหน้า เพราะท้ายที่สุดแล้ว การปฏิเสธว่า ‘ไม่รู้’ อาจกลายเป็นมากกว่าคำแก้ตัว หากมันสามารถกลายเป็นช่องทางให้ผู้ที่มีอำนาจควบคุมและป้องกันการกระทำความผิดหลุดพ้นจากความรับผิดได้ และนี่คือปัญหาที่มาตรา 42 ของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ กำลังเผชิญอยู่ เมื่อกฎหมายลงโทษได้เฉพาะคนที่ ‘รู้’ และปล่อยคนที่เลือกจะ ‘ไม่รู้’


ภาระการพิสูจน์ที่แทบจะพ้นวิสัย:
‘ไม่ทราบ’ กลายเป็นเกราะคุ้มกันชั้นดีในชั้นศาล


ในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของไทย หลักพื้นฐานสำคัญคือ ‘การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์’ (Presumption of Innocence) ซึ่งส่งผลให้ภาระการพิสูจน์ความผิดตกอยู่กับฝ่ายโจทก์ (อัยการหรือผู้เสียหาย) ที่จะต้องพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควร (Beyond a Reasonable Doubt) ว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามองค์ประกอบที่กฎหมายบัญญัติไว้

เมื่อ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 42 บัญญัติองค์ประกอบความผิดไว้เฉพาะกรณีที่ผู้บังคับบัญชา ‘ทราบ’ ภาระการพิสูจน์ของฝ่ายโจทก์ในชั้นศาลจึงกลายเป็นเรื่องที่แทบจะพ้นวิสัยในทางปฏิบัติ เพราะในคดีการบังคับสูญหายหรือการทรมาน ซึ่งโดยธรรมชาติเป็นอาชญากรรมที่กระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐในมุมมืด ฝ่ายผู้บังคับบัญชาที่ชาญฉลาดมักสร้างระยะห่างทางโครงสร้าง (Structural Distance) ไว้เสมอ เช่น ไม่เคยมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ไม่มีการบันทึกในรายงานประจำวัน หรือใช้วิธีการสั่งการผ่านส่งสัญญาณด้วยวาจาในห้องปิด

เมื่อเกิดเหตุขึ้น ฝ่ายโจทก์จึงแทบไม่มีทางหาพยานหลักฐานสายตรงมาพิสูจน์ได้เลยว่าผู้บังคับบัญชา ‘รับทราบ’ การกระทำนั้นแล้วจริงๆ การที่กฎหมายเขียนไว้แค่คำว่า ‘ทราบ’ จึงทำให้ผู้บังคับบัญชาเพียงแค่เอ่ยปากว่าไม่ทราบ เกราะคุ้มกันทางกฎหมายก็จะทำงานทันที

และเมื่อโจทก์ไม่สามารถพิสูจน์องค์ประกอบเรื่อง ‘การทราบ’ ได้ ศาลก็จำเป็นต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยตามหลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา[3] ซึ่งนี่คือความย้อนแย้งขั้นร้ายแรงที่สุด คือหลักการยกประโยชน์แห่งความสงสัย ซึ่งมีไว้เพื่อคุ้มครองประชาชนจากการถูกรัฐกลั่นแกล้ง กลับถูกนำมาใช้เป็นเกราะคุ้มกันให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงฝ่ายรัฐที่จงใจทำให้ตนเองตาบอดเพื่อหลุดพ้นจากความรับผิด

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับการพิสูจน์ ‘เจตนา’ ในคดีอาญาทั่วไป ซึ่งศาลสามารถพิจารณาได้จาก ‘กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา’ หรือพฤติการณ์ภายนอกที่จำเลยกระทำโดยตรง ทว่า การพิสูจน์ ‘การรับรู้’ ตามมาตรา 42 กลับมีความซับซ้อนและยากลำบากกว่าอย่างมหาศาล เพราะในคดีทรมานหรืออุ้มหาย ผู้บังคับบัญชาไม่ได้เป็นผู้ลงมือ ณ จุดเกิดเหตุ การพิสูจน์ว่าบุคคลที่นั่งอยู่ในห้องทำงาน ‘รับทราบ’ การกระทำของบุคคลอื่นที่เกิดขึ้นในสนามปฏิบัติการหรือไม่ จึงกลายเป็นการพิสูจน์สภาวะทางจิตใจที่ไม่ทิ้งร่องรอยภายนอก

ซ้ำร้าย โครงสร้างองค์กรในระบบราชการยังเอื้อให้เกิดกลไกการตัดตอนข้อมูล (Plausible Deniability) ผ่านการสั่งการด้วยวาจาหรือการจงใจไม่บันทึกเอกสาร การบังคับให้ฝ่ายโจทก์ต้องพิสูจน์ ‘การทราบ’ ของผู้บังคับบัญชาจนปราศจากข้อสงสัยตามสมควร จึงเปรียบเสมือนการผลักภาระการพิสูจน์ที่พ้นวิสัย (Probatio Diabolica) ให้แก่ฝ่ายผู้เสียหาย และเปิดช่องให้ผู้บังคับบัญชาหลุดพ้นความรับผิดได้อย่างง่ายดายด้วยการอ้างความไม่รู้

มาตรา 42 พ.ร.บ. อุ้มหายนี้จึงนำไปสู่วัฒนธรรมองค์กรของไทยที่เอื้อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ‘การจงใจสร้างความไม่รู้ (Institutionalized Ignorance)’ ผู้บังคับบัญชาอาจส่งสัญญาณให้ลูกน้องไปจัดการให้จบ โดยกำชับว่า “ไม่ต้องรายงานรายละเอียดให้ผมฟัง” หรือ “ทำอย่างไรก็ทำ แต่ผมต้องไม่เห็นในเอกสาร”

ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้ การตัดองค์ประกอบความผิดเรื่องการละเลยต่อข้อมูลออกไปจากมาตรา 42 จึงไม่ใช่แค่เทคนิคการเขียนกฎหมายที่บกพร่อง แต่มันคือการผลักภาระการพิสูจน์ให้อยู่ในระดับที่พ้นวิสัย และกลายเป็นการให้รางวัลทางกฎหมายแก่ผู้บังคับบัญชาที่ยิ่ง ‘ไม่สนใจ ไม่สอดส่อง ไม่รับฟัง’ ก็จะยิ่งปลอดภัยจากการถูกลงโทษ


ถ้อยบัญญัติ ‘การเพิกเฉยต่อข้อมูล’ ที่หายไปจากมาตรา 42 พ.ร.บ. อุ้มหายฯ


เพื่อประเมินว่า มาตรา 42 ของ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ไทย ต่ำกว่ามาตรฐานสากลอย่างไร เราต้องทำความเข้าใจมิติทางนิติศาสตร์ของคำว่า ‘การเพิกเฉยหรือละเลยต่อข้อมูลที่ระบุไว้อย่างชัดเจน (consciously disregarded information)’ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วมีรากฐานสำคัญมาจากธรรมนูญกรุงโรมว่าด้วยศาลอาญาระหว่างประเทศ (Rome Statute) ข้อ 28 วรรค 2 (a) และส่งผ่านหลักการผ่านมายัง ข้อ 6 (1)(b) ของอนุสัญญา ICPPED

ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาคำอธิบายถ้อยคำ “เพิกเฉยหรือละเลยต่อข้อมูลที่ระบุไว้อย่างชัดเจน” ตามข้อ 28 วรรค 2 (a) แห่งธรรมนูญกรุงโรมฯ ผ่านตำราทางกฎหมายและคำพิพากษาของศาลอาญาระหว่างประเทศแล้ว สามารถอธิบายได้ว่าเกณฑ์สภาวะทางจิตใจ (Subjective Standard) ในส่วนนี้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับเกณฑ์เรื่อง ‘การมีเหตุอันควรรู้’ (Had Reason to Know) ซึ่งเป็นการเพิกเฉยโดยรู้ตัว (bewusste Ignoranz) หรือการประมาทเลินเล่ออย่างอุกอาจ (Leichtfertigkeit/Recklessness)[4]

ทั้งนี้ ผู้บังคับบัญชาจะถือว่า ‘มีเหตุอันควรรู้’ ก็ต่อเมื่อมีข้อมูลปรากฏอยู่ตรงหน้า ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของการกระทำความผิดโดยผู้ใต้บังคับบัญชา และข้อมูลดังกล่าวก่อให้เกิด ‘หน้าที่ตามกฎหมาย’ ที่บังคับให้ผู้บังคับบัญชาต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพิ่มเติม เพื่อให้บรรลุความจริงว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น หรือกำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่[5]

นอกจากนี้ ข้อมูลดังกล่าวจะต้องมีการ ‘ส่งสัญญาณเตือนอย่างเพียงพอ (hinreichend alarmierend/Sufficiently Alarming)’ ที่จะกระตุ้นและดึงความสนใจของผู้บังคับบัญชาผู้ปฏิบัติหน้าที่ตามวิญญูชน ให้ตระหนักถึงความเสี่ยงของการเกิดอาชญากรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศ[6] และถ้าหากผู้บังคับบัญชาละเว้นไม่เข้าไปตรวจสอบหรือดำเนินการกับข้อมูลเหล่านี้ ทั้งที่ตนเองรับรู้ถึงการมีอยู่ของข้อมูลดังกล่าวอยู่แล้ว การละเว้นเช่นว่านี้ย่อมเป็นมูลเหตุที่ก่อให้เกิดความรับผิดทางอาญาของผู้บังคับบัญชาทันที[7]


การ ‘ทราบ’ ไม่อาจรวมถึง ‘การเพิกเฉยต่อข้อมูล’


ในทางกฎหมายอาญา การตีความคำว่า ‘ทราบ’ ให้รวมถึง ‘การละเลยข้อมูล’ ไม่สามารถทำได้เนื่องจากติดข้อจำกัดทางนิติศาสตร์สองประการสำคัญ คือ

1. หลักความชอบด้วยกฎหมายและข้อจำกัดเรื่องการตีความขยายความที่เป็นโทษแก่จำเลย (Analogieverbot) ซึ่งระบบกฎหมายอาญาของไทย (และสากล) ยึดถือหลัก Nullum crimen, nulla poena sine lege (ไม่มีกฎหมาย ไม่มีความผิด ไม่มีโทษ) อย่างเคร่งครัด[8] ศาลอาญาไทยไม่สามารถตีความถ้อยคำในตัวบทกฎหมายขยายออกไปในทางที่เป็นโทษแก่จำเลยได้ (Strict Interpretation)

คำว่า ‘ทราบ’ จึงต้องหมายความเฉพาะถึงการรับรู้ถึงข้อเท็จจริงนั้นอย่างแท้จริง (Actual Knowledge) หากศาลตีความขยายคำว่า ‘ทราบ’ ให้หมายความรวมไปถึงความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง หรือการแกล้งทำเป็นไม่รู้ ย่อมถือเป็นการตีความขยายความแบบเทียบเคียง (Analogy) ที่เป็นโทษแก่จำเลย ซึ่งขัดต่อหลักกฎหมายอาญาอย่างร้ายแรง[9] ผลก็คือฝ่ายนิติบัญญัติได้มัดมือศาลและอัยการไว้โดยสมบูรณ์ ไม่ให้สามารถลงโทษผู้บังคับบัญชาที่แกล้งไม่รู้ได้เลย

2. เจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติ (Legislative Intent) เมื่อพิจารณาในเชิงประวัติศาสตร์กฎหมายและเทคนิคการนิติบัญญัติ ในขณะที่ยกร่าง พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ร่างกฎหมายเดิมและอนุสัญญา ICPPED มีหลักเรื่อง ‘การเพิกเฉยต่อข้อมูล’ ปรากฏอยู่อย่างชัดเจน แต่ฝ่ายนิติบัญญัติกลับเลือกที่จะตัดประโยคดังกล่าวออก แล้วเหลือไว้เพียงคำว่า ‘ทราบ’ คำเดียว

ฃการตัดข้อความออกโดยเจตนาเช่นนี้ ยิ่งทำให้ในทางนิติศาสตร์ไม่สามารถตีความขยายความว่าฝ่ายนิติบัญญัติประสงค์จะให้รวมถึงการเพิกเฉยต่อข้อมูลด้วย เพราะฝ่ายนิติบัญญัติได้แสดงเจตนารมณ์ชัดเจนแล้วว่าจะเอาผิดเฉพาะกรณีการรับรู้จริงเท่านั้น นี่จึงไม่ใช่ความผิดพลาดหรือความเลินเล่อทางการเขียนกฎหมาย หากแต่เป็นความตั้งใจเชิงโครงสร้างที่ทำให้ พ.ร.บ.อุ้มหายฯ ซึ่งควรจะเป็นเครื่องมือปราบปรามการลอยนวลพ้นผิด กลับแอบซ่อนกลไกปกป้องผู้บังคับบัญชาไว้ตั้งแต่ในชั้นการยกร่างกฎหมาย

ข้อจำกัดทางนิติศาสตร์ทั้งเรื่องการตีความ เจตนารมณ์นิติบัญญัติ จึงได้มัดมือศาลและอัยการไว้โดยสมบูรณ์ ไม่ให้สามารถนำตัวผู้บังคับบัญชาที่แกล้งทำเป็นไม่รู้มาลงโทษได้เลย ดังนั้น วิธีการเดียวที่จะอุดช่องว่างเชิงโครงสร้างและยกเลิกเกราะคุ้มกัน ‘ความไม่รู้’ นี้ได้ จึงไม่ใช่การรอคอยดุลพินิจพิจารณาคดีและการใช้การตีความของศาล หากแต่เป็นการแก้ไขปรับปรุงตัวบทกฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติเท่านั้น


บทสรุปและข้อเสนอแนะ:
ก้าวข้ามเกราะคุ้มกัน ‘ความไม่รู้’ เพื่อหยุดยั้งการลอยนวลพ้นผิด


บทวิเคราะห์ทั้งหมดข้างต้นชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หลักความรับผิดของผู้บังคับบัญชาตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 42 ในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นเพียงหลักการบนแผ่นกระดาษที่ไม่อาจนำไปใช้เอาผิดผู้บังคับบัญชา ที่ละเลยต่อการกระทำความผิดของผู้ใต้บังคับบัญชาได้จริงในทางปฏิบัติ

การจำกัดองค์ประกอบความผิดไว้เฉพาะกรณีที่ผู้บังคับบัญชา ‘ทราบ’ เท่ากับเป็นการสร้างแรงจูงใจเชิงโครงสร้างให้ผู้บังคับบัญชาจงใจทำให้ตนเองตาบอด (Institutionalized Ignorance) หลีกเลี่ยงการรับรู้ข้อมูล และละเว้นการสอดส่องดูแล เพราะยิ่งรู้น้อยเท่าใด ก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ข้อจำกัดตามหลักการตีความกฎหมายอาญาอย่างเคร่งครัด (Strict Interpretation) และเจตนารมณ์ของฝ่ายนิติบัญญัติที่ตั้งใจตัดถ้อยคำการเพิกเฉยต่อข้อมูลออกไปตั้งแต่ชั้นยกร่าง ยิ่งมัดมือศาลและอัยการไม่ให้สามารถใช้ดุลพินิจตีความขยายความเพื่อลงโทษผู้บังคับบัญชาที่แกล้งทำเป็นไม่รู้ได้เลย ช่องโหว่ทางกฎหมายนี้จึงไม่อาจแก้ไขได้ด้วยดุลพินิจพิจารณาคดีของศาล หากแต่ต้องแก้ไขด้วยการแก้ไขปรับปรุงตัวบทกฎหมายโดยรัฐสภาเท่านั้น

เพื่อแก้ไขปัญหาการลอยนวลพ้นผิดเชิงโครงสร้าง และยกระดับมาตรฐานกฎหมายไทยให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศตามอนุสัญญา ICPPED อย่างแท้จริง ผู้เขียนจึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อฝ่ายนิติบัญญัติในการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.อุ้มหายฯ มาตรา 42 ดังต่อไปนี้:

ประการที่หนึ่ง: ปรับปรุงองค์ประกอบความผิดในมาตรา 42 ให้ครอบคลุม ‘การเพิกเฉยต่อข้อมูล’

รัฐสภาต้องแก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำในมาตรา 42 โดยขยายองค์ประกอบด้านความรู้ให้ครอบคลุมกรณี “ผู้บังคับบัญชาผู้ใดทราบ หรือจงใจเพิกเฉยต่อข้อมูลที่ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผู้ใต้บังคับบัญชา… จะกระทำหรือได้กระทำความผิด…” เพื่ออุดช่องโหว่ไม่ให้ผู้บังคับบัญชาใช้ความไม่รู้เป็นเกราะคุ้มกันตนเอง

ประการที่สอง: กำหนด ‘หน้าที่ตามกฎหมาย’ ในการสืบสวนตรวจสอบ (Duty to Investigate)

ต้องมีการวางหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่าเมื่อมีสัญญาณเตือน ข้อร้องเรียน หรือพฤติการณ์อันควรสงสัยปรากฏขึ้น ผู้บังคับบัญชาปฏิเสธไม่ได้ที่จะต้องมีหน้าที่ตามกฎหมายในการสืบสวนแสวงหาข้อเท็จจริงทันที การละเว้นไม่ตรวจสอบทั้งที่มีข้อมูลปรากฎอยู่ตรงหน้า ต้องถือเป็นมูลเหตุแห่งความรับผิดทางอาญาของผู้บังคับบัญชาโดยตรง

ประการที่สาม: ปรับปรุงกฎหมายลำดับรองและระเบียบปฏิบัติของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

นอกเหนือจากการแก้ไขตัวบทกฎหมายระดับ พ.ร.บ. แล้ว หน่วยงานต้นสังกัด เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงกลาโหม หรือกระทรวงมหาดไทย ต้องแก้ไขระเบียบการรายงานเหตุและการสืบสวนภายใน ให้มีระบบติดตามและบันทึกข้อมูลย้อนหลังที่รัดกุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดกระบวนการ ‘สร้างระยะห่างทางโครงสร้าง (Structural Distance)’ ในการสั่งการตัดตอนความรับผิดชอบ

References
↑1 Vgl. Herbert Jäger, in: Daniela Klimke/ Aldo Legnaro, Kriminologische Grundlagentexte, 2016, S. 311.
↑2 ICPPED Art. 6

(b) A superior who:

(i) Knew, or consciously disregarded information which clearly indicated, that subordinates under his or her effective authority and control were committing or about to commit a crime of enforced disappearance;

(ii) Exercised effective responsibility for and control over activities which were concerned with the crime of enforced disappearance; and

(iii) Failed to take all necessary and reasonable measures within his or her power to prevent or repress the commission of an enforced disappearance or to submit the matter to the competent authorities for investigation and prosecution

↑3 โปรดดูประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 วรรคสอง
↑4 William Schabas, The International Criminal Court: A Commentary on the Rome Statute, 2016, p. 617.
↑5 Prosecutor v. Bagilishema, Case No. ICTR-95-1A-A vom 3.7.2002, Rn. 26.
↑6 Prosecutor v. Strugar, Case No. IT-01-42-A vom 17.7.2008, Rn. 304.
↑7 Kai Ambos, Das Allgemeine Teil des Völkerstrafrechts, 2004, S. 705.
↑8 โปรดดูประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 และ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 29 วรรคแรก
↑9 Johannes Wessels/Werner Beulke/Helmut Satzger, Strafrecht Allgemeiner Teil, 54. Aufl., 2024, Rn. 80.

อุ้มหาย การอุ้มหาย ดิศรณ์ ลิขิตวิทยาวุฒิ กฎหมายทรมานอุ้มหาย กฎหมายอุ้มหาย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 พ.ร.บ.อุ้มหายฯ