ฝรั่งวกกลับมาซื้อ?


เงินต่างชาติกลับเข้าซื้อหุ้นไทยในช่วง 3 วันทำการล่าสุด

วันที่ 17 กันยายน ต่างชาติซื้อสุทธิ 1,651 ล้านบาท

วันที่ 18 กันยายน ซื้อสุทธิ 464 ล้านบาท

และวันที่ 21 กันยายน ซื้อสุทธิ 4,632 ล้านบาท

รวม 3 วัน ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทย 6,747 ล้านบาท

อีกตัวเลขที่น่าสนใจคือ ตั้งแต่วันที่ 1-21 กันยายน ต่างชาติซื้อสุทธิรวม 4,313 ล้านบาท สะท้อนว่าก่อนวันที่ 17 กันยายน ต่างชาติยังขายสุทธิอยู่ประมาณ 2,434 ล้านบาท (เดือนสิงหาคมต่างชาติขายสุทธิ 2.5 หมื่นล้านบาท)

แรงซื้อในช่วง 3 วันจึงทำให้ยอดสะสมของเดือนเปลี่ยนจากขายสุทธิเป็นซื้อสุทธิ และอาจสะท้อนว่ามุมมองของนักลงทุนต่างชาติต่อตลาดหุ้นไทยเริ่มดีขึ้น

เมื่อรวมตั้งแต่ต้นปี 2569 ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้ว 55,682 ล้านบาท

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อคือ แรงซื้อรอบนี้จะต่อเนื่องหรือเป็นเพียงการปรับพอร์ตในระยะสั้น

ในช่วงเวลาเดียวกัน Fitch Ratings ปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยจาก Negative เป็น Stable ขณะที่ยังคงอันดับเครดิตไว้ที่ BBB+

เรื่องนี้ต้องแยกให้ชัดว่าเป็นการปรับ “แนวโน้ม” ไม่ใช่การเพิ่ม “อันดับเครดิต”

อย่างไรก็ตาม การปรับแนวโน้มจาก Negative เป็น Stable ช่วยลดความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านเครดิตของประเทศ และอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติพิจารณาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในสินทรัพย์ไทยได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบัน Fitch, Moody’s และ S&P ต่างให้แนวโน้มอันดับเครดิตของไทยอยู่ที่ Stable ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนการตัดสินใจของกองทุนที่มีกรอบการลงทุนอ้างอิงกับอันดับเครดิตของประเทศ

ข้อมูลด้านการคลังยังช่วยสนับสนุนมุมมองดังกล่าว

หนี้รัฐบาลทั่วไปอยู่ที่ 59.3% ของ GDP ในปีงบประมาณ 2568 และ Fitch คาดว่าจะยังต่ำกว่า 63% ภายใน

ปีงบประมาณ 2571 ซึ่งดีกว่าประมาณการเดิมที่เคยคาดไว้ประมาณ 65%

ส่วนบัญชีเดินสะพัด แม้อาจขาดดุลชั่วคราวในปี 2569 แต่คาดว่าจะกลับมาเกินดุล 1.5% ของ GDP ในปี 2570

ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยไม่มีปัญหา แต่สะท้อนว่าประเทศไทยยังมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและการคลัง

หุ้นธนาคารเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ตอบรับข่าวดังกล่าว โดย SCB, KBANK, BBL และ KTB ปรับตัวขึ้นพร้อมกัน

สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากธุรกิจธนาคารมีความเชื่อมโยงกับภาวะเศรษฐกิจและความเสี่ยงของประเทศโดยตรง เมื่อมุมมองต่อความเสี่ยงของไทยดีขึ้น ความเชื่อมั่นต่อหุ้นธนาคารจึงปรับตัวดีขึ้นตาม

KTB และ TTB อาจได้รับประโยชน์จากการปรับแนวโน้มครั้งนี้ เนื่องจากทั้งสองแห่งเคยอยู่ในกลุ่มธนาคารที่ Fitch ปรับแนวโน้มลงตามประเทศไทยในปี 2568

ตลาดจึงเริ่มคาดหวังว่าแนวโน้มเครดิตของธนาคารอาจได้รับการปรับดีขึ้นตามในระยะต่อไป

ทว่า เรื่องนี้ยังเป็นเพียงความเป็นไปได้ และการปรับแนวโน้มเครดิตไม่ได้ส่งผลต่อกำไรสุทธิของธนาคารโดยตรงในทันที

อีกปัจจัยสนับสนุนมาจาก บล.ดาโอฯ (DAOL) ซึ่งให้น้ำหนักการลงทุนในกลุ่มธนาคารมากกว่าตลาด โดยประเมินว่าวงจรดอกเบี้ยขาลงสิ้นสุดแล้ว ขณะที่อัตราเงินปันผลเฉลี่ยของกลุ่มอยู่ที่ประมาณ 6% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดที่ประมาณ 3%

ด้าน PBV ของกลุ่มอยู่ที่ 0.98 เท่า จึงยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก

DAOL เลือก KTB ราคาเป้าหมาย 50 บาท และ KBANK ราคาเป้าหมาย 270 บาท เป็นหุ้นเด่น ส่วน TTB แนะนำ “ถือ” ที่ราคาเป้าหมาย 3.20 บาท

จากนี้ควรติดตามว่าต่างชาติจะซื้อหุ้นไทยต่อเนื่องหรือเข้ามาซื้อในช่วงสั้นเพื่อรับปัจจัยบวก

หากแรงซื้อกระจายจากหุ้นขนาดใหญ่ไปยังหุ้นขนาดกลางมากขึ้น อาจสะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติมีความเชื่อมั่นต่อตลาดไทยในระยะยาวมากขึ้น

แต่หากแรงซื้อยังกระจุกตัวอยู่ในหุ้นธนาคารและเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน ก็อาจเป็นเพียงการปรับพอร์ตระยะสั้น

แรงซื้อในช่วง 3 วันที่ผ่านมาเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทย

แต่ยังต้องดูข้อมูลในวันต่อ ๆ ไป เพื่อประเมินว่าเงินทุนต่างชาติรอบนี้จะเข้ามาอย่างต่อเนื่องหรือไม่