ทรัมป์กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมยูเอ็น โอ้อวดประเด็นอิหร่าน-หนุนปัญญาประดิษฐ์

เอเอฟพีรายงาน เมื่อวันพุธที่ 23 กันยายน 2569 ระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้เวทีที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติในการกล่าวสุนทรพจน์หลายประเด็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่าน

ผู้นำสหรัฐฯกล่าวว่า เขาต้องตัดสินใจว่าจะทำข้อตกลงกับอิหร่านต่อไปหรือทำลายล้างประเทศนี้ให้สิ้น ในสุนทรพจน์ที่โอ้อวดและดูเหมือนจะถูกแต่งขึ้นเพื่อเอาใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งชาวอเมริกันที่กำลังเบื่อหน่ายสงคราม

คำขู่ของประธานาธิบดีวัย 80 ปี เกิดขึ้นท่ามกลางการย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ภายใต้การนำของเขา สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูและปรับเปลี่ยนระเบียบโลกให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองได้อย่างประสบความสำเร็จ

"ในขณะที่คนอื่นพูดถึงสันติภาพ ผมได้สร้างสันติภาพ ในขณะที่คนอื่นเพิกเฉยต่อภัยคุกคาม ผมกลับเผชิญหน้ากับมัน" ทรัมป์กล่าวต่อหน้าผู้นำโลกจำนวนมากที่เข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติในนครนิวยอร์ก

แม้ระบุให้ตนเองเป็นผู้สร้างสันติภาพ แต่ทรัมป์กลับพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนกรณีการทำสงครามกับอิหร่านที่ดำเนินมาเกือบ 7 เดือน ภายใต้ข้ออ้างว่าต้องการหยุดยั้งรัฐบาลเตหะรานจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์

"ผมต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ว่าจะทำข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อให้พวกเขาสร้างประเทศขึ้นมาใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมหรือไม่"

"หรือผมจะทำลายสาธารณรัฐอิสลามอย่างฉับพลัน โดยไม่ให้พวกเขามีโอกาสฆ่าและทำลายผู้คนและประเทศอื่นอีกต่อไป ผมจะขับไล่พวกเขาลงนรกโดยไม่ให้มีโอกาสรอดชีวิตดีหรือไม่" ทรัมป์กล่าว

เขาเชื่อว่าอิหร่านจะทำข้อตกลงทันทีหลังการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งพรรครีพับลิกันของเขาอาจสูญเสียการควบคุมรัฐสภาไปอย่างน้อยก็ส่วนหนึ่ง เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากภาวะสงครามอันไม่น่าอภิรมย์

ส่วนใหญ่ของสุนทรพจน์ที่เหลือของเขาอุทิศให้กับการประกาศความสำเร็จของตนเองในการทำให้สหรัฐอเมริกาเป็น "ประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก"

ทรัมป์ขู่ว่าจะใช้แสนยานุภาพทางทหารที่ไม่มีใครเทียบได้ของสหรัฐฯ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐบาลวอชิงตันในละตินอเมริกา และกล่าวว่าเกาะคิวบาที่ปกครองโดยคอมมิวนิสต์จะล่มสลายในไม่ช้า

เขายังยกย่องข้อตกลงกับกรีนแลนด์ที่จะเปิดทางให้สหรัฐอเมริกาสามารถสร้างฐานทัพ 2 แห่งในดินแดนอาร์กติกได้ ซึ่งตัวเขาได้บรรลุการลงนามในข้อตกลงกับผู้นำของเดนมาร์กและกรีนแลนด์นอกรอบการประชุมสหประชาชาติแล้ว

อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงกรีนแลนด์ได้จุดประกายความแตกแยกอย่างรุนแรงภายในชาติพันธมิตรอันยาวนานของสหรัฐฯ รวมถึงนาโต และฟื้นความกลัวว่าภายใต้การนำของทรัมป์ สหรัฐอเมริกาจะไม่ใช่พันธมิตรที่น่าเชื่อถืออีกต่อไป

ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ผู้มีอารมณ์แปรปรวนยังได้โจมตีองค์กรที่เขาเรียกว่า "โลกาภิวัตน์" อีกครั้ง ซึ่งรวมถึงองค์การสหประชาชาติและศาลอาญาระหว่างประเทศ โดยเขาเรียกร้องให้ประเทศอื่นๆ คว่ำบาตรองค์กรเหล่านี้ด้วย

ทรัมป์โจมตีองค์การสหประชาชาติและอันโตนีโอ กูเตอร์เรส ที่กำลังจะพ้นจากตำแหน่งเลขาธิการ อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯวาระสอง

เขาเรียกร้องให้ทุกชาติที่เป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศถอนตัวออกจากองค์กรดังกล่าวที่เขาระบุว่า "ควบคุมไม่ได้"

"สหรัฐอเมริกาคัดค้านสถาบันที่ควบคุมไม่ได้อย่างศาลอาญาระหว่างประเทศ และผมขอเรียกร้องให้ทุกชาติที่เป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศลาออกจากสถาบันนอกรีตนี้โดยทันที" ทรัมป์กล่าว

ก่อนหน้านี้ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าจะยุบศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) โดยให้เหตุผลว่าศาลแห่งนี้เป็นภัยคุกคามที่ยอมรับไม่ได้ต่ออธิปไตยของสหรัฐฯ

ศาลฯพิจารณาคดีบุคคลในข้อหาอาชญากรรมร้ายแรงที่สุดในโลก แต่รัฐบาลวอชิงตันกลับกำหนดมาตรการคว่ำบาตรหลายอย่างต่อเจ้าหน้าที่ศาล เนื่องจากไม่พอใจที่ศาลออกหมายจับเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐฯ

ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลวอชิงตันจะไม่ยอมให้ทหารสหรัฐฯ หรือใครก็ตามถูกสอบสวนหรือถูกพิจารณาคดีแบบหลอกลวงโดยองค์กรศาลต่อต้านอเมริกาที่ไม่มีอำนาจเหนือพวกเขา

ทั้งนี้ สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นสมาชิกของศาลอาญาระหว่างประเทศ และไม่เคยให้สัตยาบันต่อธรรมนูญกรุงโรมที่จัดตั้งศาลนี้ขึ้น โดยอิสราเอล, รัสเซีย และจีนก็ไม่ได้เป็นสมาชิกเช่นกัน

ทรัมป์ยังได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ และจีนเจรจาเกี่ยวกับอนาคตของปัญญาประดิษฐ์ (AI) และวิพากษ์วิจารณ์บริษัทพลังงานระดับโลกที่ปฏิบัติต่อชั้นบรรยากาศราวกับ "ท่อระบายน้ำเสียแบบเปิด"

เขาปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อข้อเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ในระดับนานาชาติ โดยเรียกว่าเป็นแผนการของกลุ่มโลกาภิวัตน์ที่ต้องการควบคุมเทคโนโลยีใหม่นี้

เขาประกาศด้วยว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะใช้คำว่า "ปัญญาขั้นสูง (Super Intelligence)" แทนคำว่า "ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)" ในการสื่อสารต่างๆ นับจากนี้เป็นต้นไป โดยหวังว่าทั่วโลกจะปฏิบัติตาม

"เทคโนโลยีใหม่ที่สำคัญทุกอย่างนำมาซึ่งความท้าทาย และปัญญาขั้นสูงก็ไม่มีข้อยกเว้น" ทรัมป์กล่าว

ก่อนการประชุมและการกล่าวสุนทรพจน์ในนิวยอร์กตลอดสัปดาห์ ผู้นำจากกว่า 20 ประเทศเรียกร้องให้มีมาตรการความปลอดภัยที่มีผลผูกพันสำหรับปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง โดยเตือนว่าการพัฒนาเทคโนโลยีอาจแซงหน้าความสามารถในการควบคุม

ทรัมป์กล่าวต่อที่ประชุมอย่างชัดเจนว่า "สหรัฐอเมริกาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงต่อความพยายามใดๆ ในการสร้างแผนการระดับโลกเพื่อควบคุมปัญญาประดิษฐ์"

นอกเหนือจากสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แล้ว ทรัมป์ยังร่วมประชุมนอกรอบกับแอนดี เบิร์นแฮม นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ, ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน และนายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น

ทรัมป์มีกำหนดการประชุมครั้งแรกกับเดลซี โรดริเกซ ผู้นำชั่วคราวของเวเนซุเอลาอีกด้วย โดยโรดริเกซปกครองประเทศภายใต้แรงกดดันอย่างหนักจากรัฐบาลวอชิงตัน นับตั้งแต่กองกำลังสหรัฐฯ บุกจับกุมนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเมื่อเดือนมกราคม.