เบนซ์หนุนรัฐบาลปรับภาษีอีวี ชี้ต้องเป็นธรรม-ช่วยพัฒนาอุตสาหกรรม

เบนซ์เผยไทยยังเป็นฐานผลิตหลัก และเป็นตลาดสำคัญ หลังเตรียมส่งรถยนต์อีวี รุ่นใหม่ The All-New Electric GLC จากโรงงานธนบุรีฯ ทำตลาด ประกาศชัดพร้อมหนุนรัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีใหม่ เชื่อส่งผลดีต่ออุตสาหกรรม  

นายคริสเตียน เชลล์ ประธานบริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด (Mercedes-Benz) เปิดเผยถึงกรณีการเตรียมปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์อีวีของประเทศไทย ว่า ในส่วนเมอร์เซเดส-เบนซ์นั้นไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันบริษัทมีโรงงานผลิตรถยนต์ และโรงงานประกอบแบตเตอรี่ในประเทศไทย  

บริษัทมั่นใจและเชื่อมั่นว่าได้มีการลงทุนทางด้านเทคโนโลยี ภายในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่องและจริงจัง อีกทั้งนโยบายของบริษัทไม่ว่ารัฐบาลจะมีการปรับเปลี่ยนข้อบังคับ กฎกติกาใด ๆ ก็ตาม ถือเป็นการสนับสนุนการลงทุนที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทยนั้นถือเป็นเรื่องที่ดี 

และเชื่อว่าจะก่อให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย และสร้างความเป็นธรรมทางการแข่งขันให้กับผู้ผลิตรถยนต์แบรนด์ต่าง ๆ ทุกสัญชาติ  

“ก่อนหน้าที่จะเข้ามาดูแลตลาดประเทศไทยนั้น ประจำอยู่ที่สำนักงานใหญ่ที่ประเทศเยอรมนี ผมเป็นหนึ่งในทีมวางแผนผลิตภัณฑ์ รวมถึงการพิจารณาการนำรถยนต์รุ่นใดบ้างที่มาประกอบในประเทศไทย และได้เสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท (บอร์ด) ว่าอย่างไรก็ตามต้องนำเทคโนโลยีและรถยนต์รุ่นใหม่ ผมมั่นใจ แม้ว่าจะมีคนถามว่าคุ้มหรือไม่ เพราะเรามีโรงงาน 7-8 แห่งทั่วโลกที่สามารถนำเข้ามาขายโดยใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ แต่ผมยังมั่นใจ”  

สำหรับโรงงานผลิตรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่ธนบุรีประกอบรถยนต์นั้น ปัจจุบันมีศักยภาพในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า 100% ทั้งในรุ่น Electric CLA และ The All-New Electric GLC และมีโรงงานประกอบแบตเตอรี่แรงดันสูง (High-Voltage Battery) ด้วย โดยในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะประกอบรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ที่โรงงานประเทศไทยเพิ่มเติมอย่างแน่นอน  

นอกจากนี้ นายคริสเตียนยังกล่าวถึงเศรษฐกิจในภาพรวมว่า ยังไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นใจของลูกค้าเบนซ์มากนัก เนื่องจากกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ส่วนใหญ่มักจะตัดสินใจเลือกรถยนต์ที่ตัวเองสนใจและถูกใจ โดยที่พิจารณาจากความเหมาะสมและความจำเป็นต่อการใช้งาน โดยไม่ลังเลที่จะซื้อ

ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นความโชคดีว่าลูกค้าเมอร์เซเดส-เบนซ์นั้นคือกลุ่มที่มีความต้องการที่ชัดเจน จำเป็นต้องใช้ก็พร้อม ทั้งนี้บริษัทเองก็พร้อมเดินหน้าเพื่อสนองตอบความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะต้องการรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานรูปแบบใด บริษัทมีหน้าที่ตอบสนองความต้องการดังกล่าว ทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน, รถยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด หรือแม้แต่รถยนต์ไฟฟ้า 

ประกอบกับบริษัทยังคงตอกย้ำจุดแข็งและข้อได้เปรียบในความเป็นแบรนด์รถยนต์ลักเซอรี่ ที่แสดงถึงเครื่องหมายแห่งความสำเร็จ และความมั่นใจความไว้วางใจที่ได้รับมาอย่างต่อเนื่อง

แม้แต่รถยนต์ไฟฟ้า 100% (อีวี)  ปัจจุบันเมอร์เซเดส-เบนซ์ ถือเป็นรถยนต์อีวีที่ได้รับความน่าเชื่อถือมากที่สุด และมีกลุ่มลูกค้าที่เหนียวแน่น รวมทั้งมีระบบการบริหารจัดการหลังงานขาย เครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ลูกค้าไว้วางใจ

ส่วนรถยนต์รุ่นใหม่ The All-New Electric GLC  ที่จะเป็นรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นล่าสุดที่จะประกอบจากโรงงานเบนซ์ ธนบุรีประกอบรถยนต์นั้น คาดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หรือ งานมหกรรมยานยนต์ (Motor Expo 2026) โดยมีราคาจำหน่ายคาดการณ์เบื้องต้นไว้ไม่เกิน 3.7 ล้านบาท 

และบริษัทจะเริ่มทยอยส่งมอบรถได้ภายในไตรมาสแรก หรือไตรมาสที่สองของปี 2570 อย่างแน่นอน 

The All-New Electric GLC รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นภายใต้แพลตฟอร์ม MB.EA-M (Mercedes-Benz Electric Architecture for Mid-Size Vehicles) ถือเป็นรถเอสยูวีขนาดกลาง ที่โดดเด่นด้านประสิทธิภาพการจัดการพลังงานของแบตเตอรี่ที่มีขนาดเพียง 85 kWh แต่สามารถทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ที่ 15-16 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร มีระยะทางการขับขี่มากกว่า 600 กิโลเมตร ตามมาตรฐาน WLTP 

และถือเป็นรถ Iconic Design ยุคใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และระบบปฏิบัติการที่ล้ำสมัยที่สุดอย่าง MB.OS Superbrain ที่ผสานการทำงานด้วยเทคโนโลยี AI ด้วย