‘พิพัฒน์’ ผุดตั้งวอร์รูมคมนาคม รับมือน้ำท่วมฉุกเฉิน

‘พิพัฒน์’ เปิดวอร์รูมคมนาคม รับมืออุทกภัยฉุกเฉิน บูรณาการบก–ราง–น้ำ–อากาศช่วยประชาชน 24 ชม. เปิดทางฟรี–ที่จอดรถฟรี–จัดรถรับผู้ประสบภัย สั่งทำแผนที่เส้นทางเปิด–ปิด เตรียมรถสูง–เครื่องจักรพร้อมเข้าพื้นที่ทันที

26 ก.ย.2569-นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์อุทกภัยเร่งด่วน พร้อมจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการเพื่อเผชิญสถานการณ์อุทกภัยเร่งด่วนฉุกเฉิน (ศอฉ.คค.) หรือ War Room เพื่อเป็นศูนย์กลางบัญชาการ ประสานข้อมูล และบูรณาการทรัพยากรของทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม ทั้งทางถนน ทางราง ทางน้ำ และทางอากาศ ให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีผู้บริหารและหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมเข้าร่วม เพื่อติดตามสถานการณ์ ประเมินผลกระทบต่อการเดินทาง และกำหนดมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคมได้รายงานสถานการณ์และมาตรการให้บริการประชาชนในแต่ละระบบ ดังนี้ขสมก. จัดรถรับประชาชนพื้นที่น้ำท่วม – ทช. เตรียมรถสูงเข้าสนับสนุนโดย องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) รายงานว่า จากรถโดยสารทั้งหมด 2,883 คัน สามารถนำออกให้บริการได้ 1,216 คัน หรือประมาณ 42% เนื่องจากหลายเส้นทางมีระดับน้ำสูง โดยเฉพาะบริเวณลำสาลี–ลาดพร้าว และบางแค ขณะที่อู่รถ 2 แห่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจนต้องเคลื่อนย้ายรถเกือบ 200 คันไปยังพื้นที่ปลอดภัย ขสมก. ได้จัดรถประมาณ 20 คัน สำหรับรับ–ส่งประชาชนจากชุมชนหรือพื้นที่น้ำท่วมออกมายังจุดที่สามารถเดินทางต่อได้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ประชาชนสามารถแจ้งจุดที่ต้องการความช่วยเหลือผ่านช่องทางของ ขสมก.

ด้านกรมทางหลวงชนบท (ทช.) เตรียมรถจากปทุมธานี นนทบุรี สมุทรปราการ และส่วนกลาง เบื้องต้นรวม 10 คัน พร้อมเข้าสนับสนุนภารกิจช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่ที่รถโดยสารทั่วไปไม่สามารถผ่านได้เนื่องจากระดับน้ำสูง ด้านกรมทางหลวง(ทล.)เฝ้าระวัง 22 จังหวัด 85 สายทาง – เร่งเปิดทางน้ำวิภาวดี 3 จุด ซึ่งกรมทางหลวง (ทล.) รายงานว่า ณ เวลา 14.00 น. โครงข่ายทางหลวงได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยใน 22 จังหวัด 85 สายทาง รวม 172 แห่ง โดยได้ระดมเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ รถบรรทุก รถยก รถลาก และเครื่องจักรเข้าพื้นที่ พร้อมติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ รังสิต ดอนเมือง–วิภาวดีรังสิต และศรีนครินทร์ โดยจุดที่มีระดับน้ำสูงหรือไม่ปลอดภัยจะมีเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ แจ้งเตือนประชาชน และพิจารณาปิดช่องจราจรหรือปิดเส้นทางตามความจำเป็น ขณะเดียวกัน กรมทางหลวงได้เร่งเปิดทางระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยเฉพาะพื้นที่ก่อสร้างที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ รวม 3 จุด ได้แก่ บริเวณหน้าไทยพีบีเอส ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จ และอีก 2 จุดบริเวณหน้าไทยรัฐและหน้าการบินไทย ซึ่งได้ระดมเจ้าหน้าที่ ผู้รับจ้าง และเครื่องจักรเข้าดำเนินการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำออกจากพื้นที่วิภาวดี

ด้านการทางพิเศษแห่งประเทศไทย(กทพ. )ไม่เก็บค่าผ่านทาง ย้ำประชาชนตรวจสอบทางลงก่อนเดินทาง ซึ่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชน ไม่เก็บค่าผ่านทาง ตั้งแต่เวลา 15.00 น. วันที่ 26 กันยายน ถึงเวลา 24.00 น. วันที่ 27 กันยายน 2569 และจะประเมินสถานการณ์เพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย อย่างไรก็ตาม ทางลงจากทางพิเศษบางแห่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม จึงขอให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลทางลงที่สามารถและไม่สามารถใช้งานได้ก่อนเดินทาง เพื่อป้องกันการขึ้นทางพิเศษแล้วไม่สามารถลงสู่พื้นที่ปลายทางได้

การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดอาคารและลานจอดรถตามแนวรถไฟฟ้าให้ประชาชนนำรถเข้าจอด ฟรี เพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วม พร้อมประสานผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายต่าง ๆ ร่วมเปิดพื้นที่รองรับประชาชน พื้นที่ครอบคลุมแนวรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สีม่วง สีเขียว สีส้ม สีเหลือง และสีชมพู โดยมีจุดสำคัญ เช่น อาคารจอดรถลาดพร้าว คลองไผ่ สามแยกบางใหญ่ บางรักน้อย–ท่าอิฐ แยกนนทบุรี 1 คูคต และมีนบุรี เบื้องต้นอาคารจอดรถบริเวณคูคตเต็มแล้ว ส่วนบริเวณแยกนนทบุรี 1 ใกล้เต็ม ขณะที่พื้นที่อื่นยังสามารถรองรับได้ โดยประชาชนสามารถตรวจสอบจำนวนช่องจอดผ่าน MRTA Parking ขณะนี้รถไฟ–รถไฟฟ้ายังให้บริการ และเปิดพื้นที่รองรับผู้ประสบภัย โดยระบบรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง และสีชมพู ยังคงเปิดให้บริการตามปกติ ส่วนระบบรางอื่นยังรักษาการเดินรถอย่างต่อเนื่องเท่าที่สภาพเส้นทางและมาตรฐานความปลอดภัยอนุญาต

การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) รายงานว่า เส้นทางสายใต้และสายตะวันออกเฉียงเหนือยังสามารถเดินรถได้ตามปกติ ขณะที่สายตะวันออกและสายเหนือบางช่วงได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมทางรถไฟ จึงมีการปรับการเดินรถในจุดที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัย รฟท. ยังเปิดพื้นที่รองรับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม โดยสถานีกรุงเทพรองรับได้ประมาณ 100 คน และพื้นที่ย่านบางซื่อ/สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์รองรับได้ประมาณ 250 คน

กรมเจ้าท่า(จท)รายงานว่า เรือโดยสารคลองแสนแสบหยุดให้บริการ เนื่องจากระดับน้ำสูงจนกระทบต่อการลอดสะพาน ขณะที่เรือโดยสารในแม่น้ำเจ้าพระยา ทั้งเรือไฟฟ้าและเรือด่วนเจ้าพระยา ยังสามารถให้บริการได้ ระดับน้ำบริเวณท่าน้ำกรมเจ้าท่ายังต่ำกว่าระดับตลิ่งประมาณ 30–40 เซนติเมตร ขณะที่การระบายน้ำเพิ่มขึ้น โดยคาดว่าจะอยู่ที่ประมาณ 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กรมเจ้าท่าจึงแจ้งผู้ประกอบการเดินเรือให้เพิ่มความระมัดระวัง ลดความเร็ว และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากปริมาณการระบายน้ำเพิ่มเกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จะพิจารณามาตรการเดินเรือเพิ่มเติมตามสถานการณ์ เบื้องต้นได้เตรียมเรือท้องแบน เจ็ตสกี เจ้าหน้าที่ และยานพาหนะไว้สนับสนุนจังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ทันทีเมื่อได้รับการร้องขอ

ด้านบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) รายงานว่า ผู้ประกอบการรถร่วมบางรายหยุดให้บริการบางเส้นทาง โดยเฉพาะรถตู้และมินิบัสในภาคตะวันออก เช่น กรุงเทพฯ–ระยอง กรุงเทพฯ–พัทยา กรุงเทพฯ–จันทบุรี และพื้นที่ต่อเนื่อง ขณะที่รถโดยสารขนาดใหญ่ยังสามารถให้บริการได้ อีกทั้ง บขส. ได้จัดเตรียมรถสำรองสำหรับทดแทนเที่ยวรถที่ไม่สามารถเดินทางได้ เพื่อรักษาการให้บริการประชาชนอย่างต่อเนื่อง

ด้านการบิน ระบบบริหารจราจรทางอากาศยังดำเนินการได้ตามปกติ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมืองมีเที่ยวบินล่าช้าสะสมบางส่วน แต่เที่ยวบินยังสามารถให้บริการได้ และขณะรายงานยังไม่มีผู้โดยสารตกค้างสะสมที่สนามบินสายการบินต่าง ๆ มีมาตรการช่วยเหลือผู้โดยสารที่ได้รับผลกระทบ โดยผู้โดยสารที่ไม่สามารถเดินทางได้ตามกำหนดสามารถตรวจสอบสิทธิการเปลี่ยนแปลงการเดินทาง หรือเก็บเครดิตบัตรโดยสารไว้ใช้ภายหลังตามเงื่อนไขของแต่ละสายการบิน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ได้มอบข้อสั่งการให้ ศอฉ.คค. และทุกหน่วยงานในสังกัดดำเนินการอย่างเร่งด่วน โดยย้ำว่าเป้าหมายสำคัญคือ “ประชาชนต้องเดินทางได้อย่างปลอดภัย และความช่วยเหลือต้องเข้าไปถึงประชาชน” พร้อมกำหนดแนวทางสำคัญ ดังนี้ 1. ทำ Mapping กลางของกระทรวงคมนาคม รวมข้อมูลจากทุกหน่วยงานให้ประชาชนทราบอย่างชัดเจนว่า เส้นทางใดเปิด–ปิด จุดใดมีน้ำท่วมสูง รถประเภทใดสามารถผ่านได้ เส้นทางเลี่ยงอยู่ที่ใด รวมถึงจุดที่มีรถช่วยเหลือและช่องทางขอรับความช่วยเหลือ โดยเฉพาะทางยกระดับ ทางพิเศษ และมอเตอร์เวย์ ต้องแจ้งให้ครบทั้ง ขึ้นตรงไหนได้–ลงตรงไหนได้–ทางลงใดใช้ไม่ได้ไม่ใช่แจ้งเพียงว่าเส้นทางเปิด เพื่อป้องกันรถสะสมบนเส้นทาง

2. ห้ามปล่อยให้ประชาชนตัดสินใจเสี่ยงผ่านจุดน้ำท่วมด้วยตนเอง พื้นที่ที่มีระดับน้ำสูงหรือไม่ปลอดภัยต้องมีเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ มีป้ายและสัญญาณเตือน และปิดช่องจราจรหรือปิดเส้นทางทันทีเมื่อจำเป็น พร้อมให้กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท การทางพิเศษฯ และทุกหน่วยงานที่มีพื้นที่ก่อสร้าง ตรวจสอบระบบระบายน้ำ กำจัดสิ่งกีดขวาง และทำเครื่องหมายเตือนหลุม ท่อ หรือสิ่งกีดขวางที่อาจมองไม่เห็นเมื่อน้ำท่วม

3. บูรณาการรถสูงช่วยประชาชนในเส้นทางที่รถปกติเข้าไม่ได้ โดยนำรถจากกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และหน่วยงานอื่นเข้าช่วย ขสมก. หากรถของกระทรวงไม่เพียงพอให้ประสานกองทัพเพิ่มเติม และในกรณีนำรถจากหน่วยงานอื่นเข้าไปวิ่งในเส้นทาง ขสมก. ให้ ขสมก. จัดเจ้าหน้าที่ที่ชำนาญพื้นที่ขึ้นรถไปด้วย 4. สำรวจพื้นที่จอดรถว่างของทุกหน่วยงาน และส่งข้อมูลเข้าสู่วอร์รูมเพื่อจัดทำฐานข้อมูลกลางสำหรับแจ้งประชาชนว่าพื้นที่ใดยังสามารถรองรับรถได้ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม

5. รวมบัญชีรถ–เรือ–เครื่องจักรทั้งกระทรวง ให้ทุกหน่วยงานแจ้งจำนวน ที่ตั้ง สถานะความพร้อม และผู้รับผิดชอบของรถ เครื่องจักร เรือ เครื่องสูบน้ำ รถยก รถลาก และอุปกรณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้เมื่อมีการร้องขอสามารถเลือกทรัพยากรที่อยู่ใกล้พื้นที่ที่สุดและสั่งเข้าสนับสนุนได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องเคลื่อนทรัพยากรทั้งหมดเข้ากรุงเทพฯ พร้อมให้หน่วยงานในรัศมีประมาณ 300–400 กิโลเมตรจากกรุงเทพฯ เตรียมกำลังและเครื่องจักรพร้อมสนับสนุน

6. กระทรวงคมนาคมเป็นหน่วยสนับสนุน และต้องไม่ทำงานซ้ำซ้อนกับพื้นที่ โดยให้กรุงเทพมหานคร จังหวัด และท้องถิ่นเป็นเจ้าภาพหลักในการบริหารสถานการณ์ในพื้นที่ ขณะที่กระทรวงคมนาคมสนับสนุนรถ เรือ เครื่องจักร และกำลังทันทีเมื่อได้รับการประสาน หากทรัพยากรไม่เพียงพอให้ประสานกองทัพและหน่วยงานภายนอกเพิ่มเติม

7. ดูแลผู้โดยสารทางอากาศตั้งแต่ก่อนออกจากบ้าน ให้หน่วยงานด้านการบินประสานสายการบิน เอเยนต์จำหน่ายบัตรโดยสาร และบริษัททัวร์ แจ้งเตือนผู้โดยสารให้เดินทางมายังสนามบินเร็วกว่าปกติและเผื่อเวลา เนื่องจากแม้เที่ยวบินยังให้บริการ แต่เส้นทางภาคพื้นดินเข้า–ออกสนามบินอาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม

8. วอร์รูมต้องไม่แก้เฉพาะเหตุวันนี้ แต่ต้องมองสถานการณ์ล่วงหน้า โดยติดตามทิศทางน้ำและมวลน้ำร่วมกับหน่วยงานบริหารจัดการน้ำ เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงและแจ้งเตือนหน่วยงานคมนาคมล่วงหน้า พร้อมเตรียม เส้นทาง Rescue สำหรับเจ้าหน้าที่และรถช่วยเหลือ เส้นทางขนส่งอาหาร น้ำดื่ม ยา และเครื่องอุปโภคบริโภคเข้าสู่พื้นที่ประสบภัย ตลอดจนเส้นทางสำรองสำหรับประชาชน เพื่อไม่ให้ชุมชนถูกตัดขาดจากระบบคมนาคม

นายพิพัฒน์ กล่าวอีกว่า การประชาสัมพันธ์ต้องทำเป็น ภาพรวมเดียวของกระทรวงคมนาคม ทั้งบก–ราง–น้ำ–อากาศ และเป็นข้อมูลที่ประชาชนนำไปใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางที่เดินทางได้ จุดที่ต้องหลีกเลี่ยง รถสาธารณะที่ยังให้บริการ จุดจอดรถ จุดรับ–ส่งผู้ประสบภัย และช่องทางขอความช่วยเหลือ

ทั้งนี้ ศอฉ.คค. จะเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลสถานการณ์ เส้นทาง ทรัพยากร และความต้องการความช่วยเหลือจากทุกหน่วยงาน พร้อมติดตามสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง โดยประชาชนสามารถแจ้งเหตุด้านคมนาคมผ่าน สายด่วน 1256 เพื่อประสานการช่วยเหลือต่อไป โดยยึดหลัก ความปลอดภัยของประชาชนมาก่อน และต้องไม่ปล่อยให้ประชาชนถูกตัดขาดจากระบบคมนาคม

เพิ่มเพื่อน