‘เกาชาง’เมืองโบราณที่ซินเจียง หลักฐาน‘พุทธศาสนา’กลางทะเลทราย
กลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ของ “ซินเจียง” เขตปกครองตนเองที่ใหญ่ที่สุดของจีน เมื่อเทียบกับประเทศไทยแล้วมีพื้นที่มากกว่าถึง 3 เท่า เบื้องหน้าคือกำแพงดินสีเหลืองทองทอดยาวสุดสายตา ไม่มีตึกสูง ไม่มีถนนใหญ่ ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน มีเพียงสายลม แสงแดดแรงกล้า และซากเมืองโบราณที่ดูราวกับถูกหยุดเวลาไว้เมื่อหลายร้อยปีก่อน

ที่นี่คือ “เกาชาง” เมืองโบราณริมเชิงเขาเพลิง หรือ Flaming Mountains ในเขตทูร์พานของซินเจียง ดินแดนที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของเส้นทางสายไหมโบราณ และเป็นสถานที่ซึ่งพุทธศาสนาเดินทางผ่านจากอินเดียสู่ดินแดนจีน

สิ่งที่เหลืออยู่วันนี้มีเพียงกำแพงดิน วัด เจดีย์ และร่องรอยอาคารที่พังทลาย แต่หากมองให้ดี ซากเหล่านี้กลับเล่าเรื่องได้มากกว่าที่คิด เพราะนี่ไม่ใช่เพียง “เมืองร้างกลางทะเลทราย” หากเป็นเหมือน “เอกสารประวัติศาสตร์” ขนาดมหึมาที่เปิดค้างอยู่กลางผืนทราย หนึ่งในเรื่องสำคัญที่สุดที่เมืองแห่งนี้บันทึกเอาไว้ คือเรื่องของ “พระพุทธศาสนาและพระเสวียนจั้ง” หรือ “พระถังซำจั๋ง” นั่นเอง

ซินเจียงมีภูมิประเทศที่ดูเหมือนธรรมชาติสร้างขึ้นมาเพื่อทดสอบความอดทนของมนุษย์ ด้านหนึ่งคือเทือกเขาเทียนซาน อีกด้านคือทะเลทรายทากลามากัน พื้นที่กว้างใหญ่แห้งแล้งเช่นนี้กลับกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของเส้นทางสายไหม เพราะเส้นทางเดินทางระหว่างจีนกับเอเชียกลางต้องอาศัยเมืองโอเอซิสเป็นจุดพัก เติมน้ำ หาเสบียง และเปลี่ยนเส้นทาง เกาชางจึงเติบโตขึ้นจากภูมิศาสตร์ที่ดูเหมือนเป็นอุปสรรค แต่กลับกลายเป็นข้อได้เปรียบ
เมืองแห่งนี้มีรากฐานย้อนกลับไปถึงช่วงศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาล และพัฒนาต่อเนื่องผ่านหลายยุคหลายสมัย ทั้งในฐานะเมืองป้อม เมืองศูนย์กลางการปกครอง และเมืองหลวงของอาณาจักรเกาชาง ก่อนจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนภายใต้ราชวงศ์ถัง และต่อมาเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรชาวอุยกูร์ที่เรียกว่า “เกาชางอุยกูร์”
ตลอดช่วงเวลานับพันปี เมืองแห่งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงสถานีพักของกองคาราวาน แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คน สินค้า ภาษา ความเชื่อ และศิลปวัฒนธรรมจากโลกตะวันออกและตะวันตกเดินทางมาพบกันผ้าไหม เครื่องเทศ อัญมณี เครื่องปั้นดินเผา และสินค้าจากดินแดนต่างๆ เคลื่อนผ่านเส้นทางนี้ ขณะเดียวกันแนวคิดและศาสนาก็เดินทางไปพร้อมกับพ่อค้า นักเดินทาง และพระสงฆ์ หนึ่งในผู้เดินทางที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือ “พระเสวียนจั้ง” หรือ “พระถังซำจั๋ง”
เรื่องของพระเสวียนจั้งเกิดขึ้นในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 7 เมื่อพระภิกษุหนุ่มจากจีนในวัย 28 ปี ตัดสินใจเดินทางไปอินเดียเพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาจากแหล่งความรู้โดยตรง เหตุผลสำคัญคือ ในเวลานั้นคัมภีร์พุทธศาสนาที่แปลเป็นภาษาจีนมีทั้งความแตกต่างและข้อถกเถียงด้านเนื้อหา พระเสวียนจั้งจึงต้องการไปศึกษาพระธรรมจากต้นทาง และนำความรู้กลับมาเผยแพร่ในจีน
การเดินทางครั้งนั้นไม่ใช่ทริปแสวงบุญแบบที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน ไม่มีเครื่องบิน ไม่มีรถไฟ ไม่มีกูเกิลแมป และที่สำคัญไม่มีเห้งเจีย ตือโป๊ยก่าย หรือซัวเจ๋ง!
พระเสวียนจั้งต้องเดินทางผ่านพื้นที่ทุรกันดารและทะเลทรายด้วยตนเอง และการออกเดินทางก็เกิดขึ้นในช่วงที่ทางการถังมีข้อจำกัดต่อการเดินทางออกนอกอาณาจักร ทำให้การเดินทางของท่านเป็นเรื่องเสี่ยงไม่น้อย เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณซินเจียง เส้นทางของท่านได้พาเข้าสู่เกาชาง เมืองโอเอซิสสำคัญกลางทะเลทราย และที่นี่เอง เรื่องราวของพระถังซำจั๋งก็เกือบเปลี่ยนไป

เวลานั้น เกาชางปกครองโดยกษัตริย์ “ฉวีเหวินไท่” ผู้ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างมาก เมื่อได้พบพระเสวียนจั้ง พระองค์ทรงประทับใจในความรู้และความสามารถของพระภิกษุรูปนี้ จึงทรงต้องการให้ท่านพำนักอยู่ที่เกาชาง และถึงขั้นพยายามโน้มน้าวไม่ให้เดินทางต่อไปอินเดีย แต่สำหรับพระเสวียนจั้ง การเดินทางครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะล้มเลิกได้ง่ายๆ ท่านจึงแสดงความมุ่งมั่นอย่างเด็ดเดี่ยวด้วยการอดอาหารประท้วง จนในที่สุดกษัตริย์เกาชางต้องยอมปล่อยให้ท่านเดินทางต่อ พร้อมให้ความช่วยเหลือในการไปยังอินเดีย และสัญญากันว่าจะกลับมาเยือนเกาชางอีกครั้ง
เมื่อไปถึงที่หมาย พระถังซำจั๋งศึกษาพระธรรมและคัมภีร์ต่างๆ จนสำเร็จถ่องแท้ และเดินทางกลับจีนพร้อมความรู้และคัมภีร์จำนวนมาก แต่ในการเดินทางครั้งนี้สัญญาที่ให้ไว้กับพระเจ้าฉวีเหวินไท่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะอาณาจักรเกาชางตกอยู่ภายใต้อำนาจราชวงศ์ถังและศึกสงครามในเวลาต่อมา เมืองที่เคยต้อนรับพระเสวียนจั้งเหลือเพียงกำแพงดินให้คนรุ่นหลังเดินตามรอย

หากเดินเข้าไปในเมืองโบราณเกาชาง สิ่งหนึ่งที่ทำให้รู้สึกได้ทันทีคือ เมืองแห่งนี้เคยเป็นเมืองของศาสนาอย่างแท้จริง ซากวัดพุทธและเจดีย์ที่เหลือเพียงกองดินกระจายอยู่ท่ามกลางผืนทรายอันกว้างใหญ่ บางแห่งยังมองเห็นช่องพระพุทธรูปและร่องรอยจิตรกรรมบนผนัง หลักฐานทางโบราณคดีจากพื้นที่เกาชางและทูร์พานยังสะท้อนให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของความเชื่อหลายระบบ ทั้งพุทธศาสนา มานีศาสนา และศาสนาอื่นๆ ที่เดินทางมากับผู้คนบนเส้นทางสายไหม โดยเฉพาะในยุคอาณาจักรเกาชางอุยกูร์ พุทธศาสนากลายเป็นความเชื่อสำคัญ และพื้นที่โดยรอบทูร์พานก็กลายเป็นแหล่งศิลปะพุทธที่สำคัญแห่งหนึ่งของเอเชียกลาง
ไม่ไกลจากเกาชางคือ “ถ้ำพระพุทธรูปพันองค์เป๋ยจื่อเคอลี่” ซึ่งมีงานศิลปกรรมทางพุทธศาสนาหลงเหลืออยู่จำนวนมาก ซึ่งทำให้การมาเยือนเกาชางไม่ใช่เพียงการมาดูเมืองโบราณ แต่เหมือนกำลังเปิดอ่านอีกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์การเดินทางของพระพุทธศาสนา
ทว่า…ไม่มีเมืองใดอยู่ยงคงกระพัน เมื่อการเมืองเปลี่ยน อำนาจเปลี่ยน และเส้นทางการค้าถูกปรับเปลี่ยน เกาชางก็ค่อยๆ สูญเสียบทบาทลง ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 13 พื้นที่ทูร์พานและเกาชางได้รับผลกระทบจากสงครามระหว่างฝ่ายมองโกลต่างกลุ่ม เมืองได้รับความเสียหายอย่างหนัก ก่อนที่ศูนย์กลางอำนาจจะย้ายไปยังเมืองอื่น
ต่อมาในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 14 กษัตริย์มุสลิม คิเซอร์ โคจา แห่งราชวงศ์ชากาไต ได้ขยายอำนาจเข้าสู่ทูร์พานและเกาชาง พุทธศาสนาซึ่งเคยมีบทบาทอย่างมากก็ค่อยๆ เสื่อมลง จากเมืองที่เคยมีผู้คนเดินขวักไขว่ จากกองคาราวานที่เคยหยุดพัก จากวัดวาอารามที่เคยมีเสียงสวดมนต์ เหลือเพียงกำแพงดินที่ยืนตากแดดอยู่กลางทะเลทราย ท้ายที่สุด เมืองเกาชางก็ถูกทิ้งร้าง

อย่างไรก็ตาม สิ่งน่าทึ่งที่สุดของเกาชางอาจไม่ใช่เรื่องที่เมืองเคยยิ่งใหญ่เพียงใด แต่คือเหตุใดซากเมืองจึงยังคงอยู่?
เกาชางตั้งอยู่ในแอ่งทูร์พาน ซึ่งมีสภาพอากาศแห้งแล้งอย่างมาก ความแห้งและความร้อนช่วยชะลอการเสื่อมสลายของโครงสร้างดิน ทำให้กำแพง อาคาร และร่องรอยทางสถาปัตยกรรมจำนวนไม่น้อยยังคงปรากฏให้เห็นจนถึงวันนี้ ซึ่งหากนับถึงปัจจุบันเมืองโบราณแห่งนี้มีอายุทางประวัติศาสตร์มากกว่า 2,000 ปี และพื้นที่เมืองในอดีตมีทั้งเมืองชั้นนอก เมืองชั้นใน และเขตพระราชวัง
เมื่อยืนอยู่ท่ามกลางซากกองดินเหล่านี้ จึงอดคิดไม่ได้ว่าครั้งหนึ่งตรงนี้เคยมีคนเดินอยู่จริง เคยมีพ่อค้าเดินทางมาจากดินแดนอันไกลโพ้น เคยมีพระสงฆ์เดินทางผ่าน เคยมีผู้คนสวดมนต์อยู่ในวัด เคยมี
ผู้ปกครองนั่งอยู่ในพระราชวัง และเคยมีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อเสวียนจั้งเดินทางผ่านเมืองแห่งนี้พร้อมความตั้งใจว่าจะไปให้ถึงอินเดีย แม้ไม่รู้ว่าระหว่างทางจะต้องพบกับอะไรบ้าง
เวลาผ่านไปกว่า 1 พันปี อาณาจักรเปลี่ยนชื่อ ผู้ปกครองเปลี่ยนมือ ศาสนาและเส้นทางการค้าเปลี่ยนแปลง เมืองที่เคยรุ่งเรืองกลายเป็นซากปรักหักพัง แต่ผืนดินกลับเก็บเรื่องราวเหล่านั้นเอาไว้ เกาชางจึงไม่ใช่เพียง “เมืองโบราณกลางทะเลทราย” หากแต่เป็นหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใหญ่ที่สร้างขึ้นจากดิน เปิดกางอยู่ใต้แดดแรงกล้าของซินเจียง และทุกครั้งที่เราเดินผ่านกำแพงเก่าๆ เหล่านั้น ก็เหมือนกำลังเปิดอ่านประวัติศาสตร์ทีละหน้า บางหน้าได้พูดถึงมนุษย์คนหนึ่งที่เดินทางไกลกว่าหมื่นกิโลเมตร เพราะเชื่อว่าความรู้ที่แท้จริงนั้นคุ้มค่ากับการออกเดินทาง
นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมหลังจากเมืองทั้งเมืองจากไปแล้ว แต่เรื่องราวของเกาชางจึงยังคงอยู่บนเส้นทางแห่งกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน
กรรณิการ์ ฉิมสร้อย
‘เกาชาง’
ปราสาททรายที่ยิ่งใหญ่
เมืองโบราณเกาชาง บนทางสายไหม ประเทศจีน เป็นซากเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศจีน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 2 ตารางกิโลเมตร มีบันทึกไว้ว่า ภายในตัวเมืองเคยมีประชากรอยู่อาศัยถึง 30,000 คน โครงสร้างของเมืองถูกสร้างและแบ่งผังเมืองตามแบบราชวงศ์ถัง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ เมืองชั้นนอก เมืองชั้นใน และเขตพระราชวัง แม้ในปัจจุบันสถาปัตยกรรมไม้ส่วนใหญ่จะผุพังไปตามกาลเวลา แต่โครงสร้างกำแพงและอาคารที่สร้างขึ้นจาก “ดินอัด” ยังคงตั้งตระหง่านท้าทายสภาพอากาศของทะเลทรายได้อย่างน่าอัศจรรย์
โซนเมืองชั้นนอก เป็นพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุด มีกำแพงดินหนาถึง 12 เมตร และสูงกว่า 11.5 เมตร ล้อมรอบเป็นระยะทางประมาณ 5.4 กิโลเมตร ไฮไลต์สำคัญที่สุดของเมืองตั้งอยู่ในโซนนี้ มีวัดที่พระถังซำจั๋งเคยพำนักเป็นเวลา 1 เดือน ซากที่หลงเหลือประกอบด้วย ประตูวัด, ลานกลาง, หอเก็บพระไตรปิฎก และกุฏิสงฆ์ นอกจากนี้ ยังมี “ลานเทศนาธรรม” ที่พระถังซำจั๋งแสดงธรรมโปรดกษัตริย์และประชาชนเกาชาง สภาพปัจจุบันมีลักษณะเป็นอาคารทรงโดมกลมขนาดใหญ่ที่ทำจากดินเหนียวและอิฐ มีช่องหน้าต่างรูปโค้ง ช่องเหล่านี้ในอดีตเคยเป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูป ยังมีวัดทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังคงเหลือเจดีย์ดินทรงเหลี่ยม และมีซากถ้ำจำลองที่เคยใช้ประดิษฐานภาพจิตรกรรมฝาผนังพุทธศิลป์โบราณ
โซนเมืองชั้นใน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองชั้นนอก ล้อมรอบด้วยกำแพงดินอีกชั้นหนึ่ง คาดว่าเป็นเขตที่อยู่อาศัยของข้าราชบริพารและชนชั้นสูง รวมถึงเป็นที่ตั้งของตลาดและโรงเวิร์กช็อปงานฝีมือต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีโครงสร้างบ้านดินโบราณที่ขุดเจาะเข้าไปในชั้นดินเพื่อช่วยกันความร้อนจากภายนอก
โซนพระราชวัง อยู่ทางเหนือสุดของเมืองชั้นใน เป็นที่ประทับของกษัตริย์แห่งอาณาจักรเกาชาง ยังเหลือซากของป้อมข่าน รูปทรงสี่เหลี่ยมคล้ายป้อมปราการขนาดเล็ก มีแท่นดินสูงราว 15 เมตร ที่ดูคล้ายทรงเจดีย์
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เมืองนี้ถูกทิ้งร้างอย่างถาวร เป็นช่วงปลายศตวรรษที่ 14 เมื่อกลุ่มการปกครองของมองโกลที่เปลี่ยนมานับถืออิสลาม นำโดยกษัตริย์คิเซอร์ โคจา ได้ยกทัพมาบีบให้ชาวเมืองเปลี่ยนศาสนา มีการทำลายภาพฝาผนังพุทธศิลป์และสถานที่ทางพุทธศาสนาครั้งใหญ่ สงครามที่ยืดเยื้อทำให้เส้นทางสายไหมทางบกบริเวณนี้ถูกตัดขาดและเสื่อมความนิยมลง ผู้คนจึงพากันอพยพย้ายถิ่นฐานออกไปจนกลายเป็นเมืองร้างในที่สุด
การขุดค้นพบทางโบราณคดี
ในซากเมืองโบราณเกาชาง รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง สุสานอาสตานา ถือเป็นหนึ่งในคลังมหาสมบัติที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของโลกในการศึกษาประวัติศาสตร์เส้นทางสายไหม เนื่องจากสภาพภูมิอากาศของเมืองถู่หลู่ฝาน (ที่ตั้งของเมืองโบราณเกาชาง) แห้งแล้งและร้อนจัดราวกับเตาอบ ทำให้โบราณวัตถุประเภทกระดาษ ผ้าอินทรีย์ และอินทรียวัตถุต่างๆ ที่ปกติจะเน่าเปื่อยไปตามกาลเวลา ถูกรักษาสภาพไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบน่าอัศจรรย์มานานนับพันปี สิ่งสำคัญที่นักโบราณคดีขุดค้นพบมีดังนี้
1.คลังเอกสารโบราณหลากหลายภาษา นักโบราณคดีขุดพบเอกสาร คัมภีร์ และบันทึกใบลานจำนวนมหาศาลเขียนด้วยภาษาโบราณมากกว่า 10 ภาษา อาทิ ภาษาอุยกูร์โบราณ ภาษาซ็อกเดีย ภาษาสันสกฤต และอักษรจีนโบราณ เป็นต้น ซึ่งเป็นหลักฐานชั้นเลิศที่แสดงว่าเมืองนี้คือศูนย์กลางความหลากหลายทางวัฒนธรรม ซากเมืองเกาชางยังเป็นจุดที่ขุดพบหนังสือสวดมนต์ ภาพวาดผู้นำศาสนา และคัมภีร์โบราณที่หลงเหลืออยู่มากที่สุด
2.มัมมี่โบราณและเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่สุสานอาสตานาซึ่งเป็นสุสานฝังศพชาวเมืองเกาชางโบราณ นักโบราณคดีพบร่างมัมมี่ธรรมชาติที่แห้งไปเองเพราะสภาพอากาศ
3.ผ้าไหมและผ้าทอโบราณ นักโบราณคดีขุดพบผ้าไหมทอลวดลายวิจิตร พรมขนสัตว์ และผ้าปักแบบเปอร์เซีย ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนสินค้าแฟชั่นและศิลปะระหว่างตะวันออกและตะวันตก ขนม และอาหารพันปี ที่สร้างความฮือฮาที่สุดคือการขุดพบขนมเกี๊ยวและขนมเปี๊ยะโบราณ ที่ยังคงรูปทรงเดิมอย่างชัดเจน แม้จะผ่านเวลามามากกว่า 1,000 ปี ก็ตาม
4.หุ่นดินเผาและจิตรกรรมฝาผนังพุทธศิลป์ มีการขุดพบหุ่นตุ๊กตาดินเผาและหุ่นไม้ลงสี ที่ฝังร่วมกับศพ หุ่นเหล่านี้แต่งกายด้วยชุดเสื้อผ้าของพ่อค้าชาวตะวันตก ขุนนางจีน และข้าราชบริพารชาว
อุยกูร์ สะท้อนให้เห็นว่าในเมืองโบราณเกาชางมีผู้คนหลายชาติพันธุ์อาศัยอยู่ร่วมกันจริงๆ
5.จิตรกรรมฝาผนัง แม้บางส่วนจะถูกนักสำรวจตะวันตกขโมยออกไปในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 แต่ภาพที่เหลืออยู่ชี้ให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของพุทธศิลป์แบบอุยกูร์ มีรูปพระโพธิสัตว์และเทพในศาสนาพุทธที่มีใบหน้าและเครื่องแต่งกายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว