ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์แข็งค่าหลังบอนด์ยีลด์พุ่ง

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (29 ก.ย.) หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี ขณะที่นักลงทุนจับตาข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.17% แตะที่ 101.372

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.8336 ฟรังก์ จากระดับ 0.8319 ฟรังก์ในวันจันทร์ (28 ก.ย.) และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.4178 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.4171 ดอลลาร์แคนาดา แต่ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 157.22 เยน จากระดับ 157.4 เยน

ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1341 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1368 ดอลลาร์ ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3229 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3261 ดอลลาร์

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี พุ่งแตะระดับ 5.6206% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย.2545 ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.293% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2550

นักลงทุนประเมินการแสดงความเห็นของบรรดาเจ้าหน้าที่เฟด โดยจอห์น วิลเลียมส์ ประธานเฟดสาขานิวยอร์ก กล่าวว่า เฟดยังมีเวลาในการประเมินข้อมูลต่าง ๆ ก่อนตัดสินใจว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งเมื่อใด

วิลเลียมส์กล่าวในงานเสวนาซึ่งจัดขึ้นที่เมืองบัฟฟาโลในรัฐนิวยอร์กว่า หลังจากที่ได้ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย.แล้ว เฟดก็ไม่มีความจำเป็นต้องรีบร้อน และการติดตามข้อมูลต่าง ๆ ก่อนที่จะตัดสินใจในขั้นตอนถัดไปนั้น จะช่วยให้เฟดเห็นภาพรวมของเศรษฐกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้วิลเลียมส์แสดงออกถึงความอดทนต่อการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่เจ้าหน้าที่เฟดรายอื่น ๆ ยังคงส่งสัญญาณสนับสนุนการใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงิน โดยไมเคิล บาร์ สมาชิกคณะผู้ว่าการเฟดกล่าวว่า เฟดจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อไปเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ ขณะที่ออสแตน กูลสบี ประธานเฟดสาขาชิคาโกกล่าวว่า การปล่อยให้เงินเฟ้ออยู่สูงกว่าเป้าหมายของเฟดเป็นเวลานานถึง 5 ปีครึ่ง ถือเป็นความเสี่ยงอย่างมาก

นักลงทุนจับตาข้อมูลเงินเฟ้อและตัวเลขจ้างงานของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด โดยในวันนี้จะมีการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ดัชนี PCE ทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.7% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากปรับตัวขึ้น 3.7% เช่นกันในเดือนก.ค. และคาดว่าดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน จะเพิ่มขึ้น 3.4% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.3% ในเดือนก.ค.

ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรซึ่งจะมีการเปิดเผยในวันศุกร์นี้ (2 ต.ค.) จะเพิ่มขึ้น 98,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. หลังจากที่เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งในเดือนส.ค. และคาดว่าอัตราว่างงานเดือนก.ย.จะทรงตัวที่ 4.1%

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดที่มีการเปิดเผยเมื่อคืนนี้ ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ ปรับตัวลง 6.7 จุด สู่ระดับ 81.9 ในเดือนก.ย. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 89.0 จากระดับ 88.6 ในเดือนส.ค.

ด้านสำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ลดลง 256,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.079 ล้านตำแหน่งในเดือนส.ค. ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.225 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.335 ล้านตำแหน่งในเดือนก.ค.

โดย รัตนา พงศ์ทวิช