อำนาจในมือ “ทรัมป์บ้า”...ยิ่ง “เสื่อม” เท่าไหร่ ยิ่ง “อันตราย” เท่านั้น!!!
- หน้าหลัก
- ผู้จัดการรายวัน
- บทความ
- ทับทิม พญาไท, มันเป็นเช่นนั้นเอง
อำนาจในมือ “ทรัมป์บ้า”...ยิ่ง “เสื่อม” เท่าไหร่ ยิ่ง “อันตราย” เท่านั้น!!!
เผยแพร่: 30 ก.ย. 2569 18:51 ปรับปรุง: 30 ก.ย. 2569 18:51 โดย: ทับทิม พญาไท
นอกเหนือไปจากการไม่ยอมรับข้อเสนอเปิดช่องแคบ “Hormuz” ภายใน 7 วันของอิหร่านแล้ว ยังขู่แล้ว-ขู่เล่าเป็นครั้งที่ร้อย หรือครั้งที่เท่าไหร่ คงต้องไปนับกันเอาเอง ว่าจะบึ้มม์ม์ม์-จะบอมม์ม์ม์ประเทศอิหร่านทั้งประเทศให้แหลกยับเยินเป็นหน้ากลอง จนใครต่อใครถึงกับสรุปไว้ล่วงหน้าว่า ผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” อาจถึงขั้นหันไปงัดเอาอาวุธมหาประลัย อย่าง “อาวุธนิวเคลียร์” มาใช้ถล่มประเทศอิหร่าน หลังเลือกตั้งกลางเทอมผ่านพ้นไปในอีกไม่กี่อึดใจ เอาเลยถึงขั้นนั้น!!!
แม้แต่อภิมหานักวิเคราะห์วัยชรา แต่ยังคงเฉียบขาด เฉียบคม และน่ารักเอามากๆ อย่างท่านอดีตทูตอเมริกาประจำซาอุฯ “Chas Freeman” ท่านยังต้องตั้งข้อสังเกตเอาไว้ว่า แม้จะเคยขู่แล้ว-ขู่อีก ตามแบบฉบับนักพ่นแมงโม้มาโดยตลอด แต่จะ “ตัดความเป็นไปได้” ในการคิดจะใช้อาวุธนิวเคลียร์ของอเมริกาต่ออิหร่านไปโดยสิ้นเชิงนั้น ไม่น่าจะถูกเรื่องกันสักเท่าไหร่นัก ด้วยเหตุนี้...ปิดฉากสัปดาห์นี้คงต้องลองมา “ชั่งน้ำหนักความบ้า” ของ “ทรัมป์บ้า” เอาไว้สักหน่อย ว่าสุดท้ายแล้ว...มันจะบ้ามาก-บ้าน้อย บ้าแบบกู่ไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มี ไปถึงขั้นคิดจะล้างผลาญทำลายฝ่ายตรงข้าม โดยไม่สนใจผู้บริสุทธิ์ ผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่นับแสนๆ ล้านๆ ให้ต้องฉิบหาย-วายวอดตามไปด้วย ด้วยอาวุธมหาประลัยอย่างอาวุธนิวเคลียร์กันเลยหรือไม่? อย่างไร?
และสิ่งที่น่าจะนำมาใช้เป็นองค์ประกอบในการใคร่ครวญพิจารณาถึง “ความบ้า” ในลักษณะทำนองนี้ก็น่าจะหนีไม่พ้นไปจากความพยายามวิเคราะห์ เจาะลึก ถึงพฤติกรรม อุปนิสัย-ใจคอ ของผู้นำอเมริกาไว้แบบลึกซึ้งถึงแก่น โดย “David Smith” แห่งหนังสือพิมพ์ “The Guardian” ของอังกฤษ เมื่อช่วงวันเสาร์ที่ผ่านมา (26 ก.ย.) ที่ได้แจกแจงถึงการถูกรุมอัด รุมกระทืบ จนพลังอำนาจแห่งความเป็นประธานาธิบดีอเมริกันซึ่งอยู่ในอุ้งมือของ “ทรัมป์บ้า” ชักเริ่มเสื่อมๆ ถอยๆ ลงไปตามลำดับแต่ด้วย “ความบ้า” ที่มีลักษณะพิเศษ โดยเฉพาะของผู้นำอเมริการายนี้นี่เอง ที่ทำให้ข้อเขียน บทความชิ้นนี้ต้องสรุปไว้ในชื่อเรื่องถึงขั้นว่า “The weaker he gets, the more dangerous he gets: Trump lash out as his power wane” หรือยิ่งเสื่อมเท่าไหร่ ยิ่งอ่อนปวกเปียกลงไปเท่าไหร่ ความ “อันตราย” อันเนื่องมาจากความบ้าของ “ทรัมป์บ้า” ก็น่าจะยิ่งเพิ่มขึ้นๆ ยิ่งขึ้นไปเท่านั้น!!!
นี่...เรียกว่าต้องถือว่าเป็นข้อสรุปที่น่าคิด น่าสะกิดใจมิใช่น้อย หรืออย่างที่ “Allan Lichtman” ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยวอชิงตัน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “The Great American President” เขาสรุปไว้แบบสั้นๆ-ง่ายๆ ถึงพลังขับเคลื่อนทุกสิ่งทุกอย่างในตัวของผู้นำอเมริการายนี้ ว่าไม่มีอะไรมากเกินไปกว่า 1. เงิน และ 2. ชื่อเสียงเกียรติยศ หรือนอกจากจะอาศัยตำแหน่งประธานาธิบดีทำให้ตัวเองรวยแล้ว-รวยเล่า รวยไม่เสร็จ จนอาจหนีไม่พ้นต้องถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามอย่างเดโมแครต ซึ่งง้างมือ ง้างตีน ไว้แล้วล่วงหน้า ถ้าหากสามารถกวาดเสียงสภาล่างอย่างเป็นกอบ เป็นกำ ในช่วงเลือกตั้งกลางเทอม ไม่ว่าจะด้วยการสอบสวนการใช้อำนาจของประธานาธิบดีสร้างความร่ำรวยให้ตัวเองและครอบครัว ให้การช่วยเหลือทางผลประโยชน์ต่อผู้สนับสนุนตัวเองเป็นการเฉพาะ ยิ่งถ้าใครมีโอกาสได้ไปอ่านข้อเขียน บทความ ของ “Thom Hartmann” ว่าด้วยเรื่อง “Where is the oil money Trump stole from Venezuela’s people” ที่สำนักข่าว “ผู้จัดการ” ของหมู่เฮา นำมาแปลและถ่ายทอดในชื่อเรื่อง “หายไปไหน? เงินค่าน้ำมันที่ทรัมป์ปล้นไปจากประชาชนชาวเวเนซุเอลา” เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ยิ่งน่าตกอกตกใจถึงความงกเงิน หิวเงิน ของผู้นำอเมริการายนี้ ชนิดคงมิอาจเอามือซุกหีบใดๆ ได้อีกต่อไป เผลอๆ...หนีไม่พ้นต้อง “ลงถนน” แบบเดียวกับ “อาเฮียสนธิ ลิ้ม” ของบ้านเราเอาเลยก็ไม่แน่...
แต่นอกเหนือไปจากเรื่องเงินๆ-ทองๆ แล้ว ก็คือเรื่องชื่อๆ เสียงๆ ที่ “ศาสตราจารย์Allan Lichtman” ท่านสรุปว่า “เขาไม่สามารถที่จะยืนอยู่ในที่ที่ไม่ใช่ศูนย์กลางแห่งความสนใจได้เลย” หรือที่ “Bill Galston” สมาชิกอาวุโสแห่ง “The Brookings Institution thinktank” ได้ระบุเอาไว้ถึงขั้นว่า...ไม่มีอะไรที่ทำให้ “ทรัมป์บ้า” บ้าได้มากไปกว่าการที่ “สปอร์ตไลต์” เลื่อนห่างออกไปจากตัวเอง หรือจัดอยู่ในประเภทพวก “หิวแสงตัวพ่อ” เอาเลยก็ว่าได้ แต่โดย “ข้อเท็จจริง” ที่กำลังอุบัติขึ้นมาต่อ “ทรัมป์บ้า” ตราบเท่าทุกวันนี้ ก็คือความอับแสง ความมืดมิด อึมครึม ที่กำลังรายรอบสถานะความเป็นประธานาธิบดีอเมริกา จนหาทางออก-ทางไปใดๆ แทบไม่เจอ อย่างที่อภิมหานักวิเคราะห์ระดับโลก “พันเอกDouglas McGregor” ท่านเคยอุปมา-อุปไมยว่าแทบไม่ต่างอะไรไปจากผู้ที่มะงุมมะงาหราอยู่ในห้องมืดๆ แล้วพยายามควานหาประตูแต่หายังไงก็หาไม่เจอ ตราบใดที่ “อัตตา” อันหนาเตอะ ยังไม่หายคลายจางไปจาก “ตัวกูเอง”...
การถูกขัดอก-ขัดใจ หรือการที่แต่ละสิ่ง-แต่ละอย่างไม่เป็นไปดังใจ ไม่ว่าเรื่องธนาคารกลางสหรัฐฯ ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยสวนทางกับความปรารถนา-ต้องการของประธานาธิบดี คะแนนนิยมของผู้นำอเมริกาตกต่ำแบบติดเตี้ยเรี่ยดิน โพลบางโพลถึงกับสรุปว่าไม่ถึง 29 เปอร์เซ็นต์เอาเลยด้วยซ้ำ อันเนื่องมาจากความไม่พอใจของบรรดาอเมริกันชนต่อภาวะเงินเฟ้อ ราคาสินค้าพุ่งทะลุเพดานทะลุหลังคา ตลอดจนความไม่เห็นด้วยกับ “สงครามอิหร่าน” ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์โพดผลใดๆ ต่อประเทศอเมริกา มุ่งแต่ตอบสนองผลประโยชน์ของอิสราเอล หรือมุ่งแต่จะเอาตัวรอดจากการถูกแบล็กเมล์ด้วย “แฟ้มลับเอปสตีน” เป็นหลัก...
เรียกว่า...แม้แต่สมาชิกพรรครัฐบาลอย่างพรรครีพับลิกันไม่เพียงแต่เริ่มแสดงอาการแข็งข้อหลายต่อหลายรายเริ่มตีตัวออกห่าง หรือพยายาม “แยกวง” ออกจากความใกล้ชิดติดพันกับ “ทรัมป์บ้า” ไม่ว่าจะเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐฟลอริดา อย่าง “Byron Donalds” ที่สั่งให้ลบชื่อ ลบความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างตัวเองกับประธานาธิบดีอเมริกัน ออกจากเว็บไซต์หาเสียง หรือ “Maria Elvira Salazar” ที่ต้องหันไปเอาใจผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง ด้วยการแสดงความไม่เห็นด้วยกับมาตรการเล่นงานผู้อพยพของ “ทรัมป์บ้า” ว่าออกไปทางโหด-เลว-ดี อะไรประมาณนั้น รวมทั้งศาลสูงที่ขัดอก-ขัดใจ ขัดขวางความพยายามของประธานาธิบดีที่จะเลื่อนการเลือกตั้งกลางเทอมออกไป ไปจนถึงการขัดขวางไม่ให้ “ทรัมป์บ้า” เอาชื่อตัวเองไปแปะไว้ที่ศูนย์ศิลปะ “Kennedy Center” ตลอดไปจนการรื้อทิ้ง ฯลฯ ฯลฯ...
อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่แหละ...ที่ทำให้ “ทรัมป์บ้า” ยิ่งต้องพยายามแสดงออกถึงความมีอำนาจของตัวเอง ระหว่างที่ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มเสื่อมโทรม ทรุดโทรม ลงไปตามลำดับ หรือต้องพยายามทำให้ตัวเองยังคงยืนอยู่ ณ ศูนย์กลางแห่งความสนใจ หรือ...“นั่นไม่ได้ทำให้เขาหมดอำนาจลงไปโดยสิ้นเชิง แต่กลับจะกลายเป็นตัวกระตุ้นให้เขาพยายามใช้อำนาจนั้นๆ ยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อให้ตัวเองกลับมาเป็นจุดสนใจของผู้คนทั้งหลาย” นั่นคือ...ข้อสรุปของ “Allan Lichtman” พร้อมกับคำอธิบายเพิ่มเติมที่น่าคิด น่าสะกิดใจเอามากๆ โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า... “ผมไม่ได้สนใจถึงคำพูดบ้าๆ บอๆ ไร้สาระต่างๆ ของเขา ที่ผมคิดว่าไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลยสำหรับตัวเขา แต่ใครจะไปรู้ได้ว่าเขาจะต้องบ้าไปอีกถึงขั้นไหน? ถึงจะสามารถเข้าไปอยู่ ณ ศูนย์กลางแห่งความสนใจตามที่เขาต้องการ...อันนี้นี่แหละที่น่ากลัวเอามากๆ!!!”
และอาจด้วยเหตุนี้นี่เอง...ที่ทำให้นักคิด นักเขียน แนวอนุรักษนิยมอย่าง “Charlie Sykes” เลยต้องสรุปถึงฉากสถานการณ์ความเป็นไปในอนาคต ไม่ว่าของอเมริกาหรือโลกทั้งโลก ด้วยประโยคที่ว่า...“เรากำลังอยู่ในภาวะการปะทะกันระหว่างเป็ดง่อย...ผู้ที่ไม่เคยให้ความสนใจใดๆ ต่อรัฐธรรมนูญ กับฝ่ายค้านที่มีพลังอำนาจพอที่จะทำให้เขาต้องแสดงออกถึงความรับผิดชอบ และโดยภาวะเช่นนี้...มันจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ในแบบ 2 แง่ 2 ง่าม นั่นคือยิ่งเมื่อเขาอ่อนแอลงไปเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งกลายเป็นตัวอันตรายยิ่งขึ้นไปเท่านั้น” หรือพูดง่ายๆ ว่า...โอกาสที่จะบ้าแล้ว-บ้าเลย บ้าแบบกู่ไม่กลับ-หลับไม่ตื่น-ฟื้นไม่มีของ “ทรัมป์บ้า” นั้น นับวันยิ่งมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...
อันนี้นี่เอง...ที่จะทำให้การหลุดโลก หลุดกรอบ ไปถึงขั้นคิดจะงัดอาวุธมหาประลัยอย่าง “อาวุธนิวเคลียร์” ออกมาใช้กับสงครามอิหร่าน จึงใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เอาเลย หรือไม่อาจ “ตัดความเป็นไปได้” ลงไปโดยสิ้นเชิง อย่างที่คุณปู่ “Chas Freeman” ท่านว่าไว้ แนวโน้มแห่งความทรหวลปั่นป่วนคลั่ง ความฉิบหาย-วายวอด ของโลกทั้งโลก จึงหนีไม่พ้นต้องขึ้นอยู่กับอาการ “ป่วย” หรืออาการ “บ้า” ของผู้นำอเมริการายนี้อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงและปฏิเสธได้ หรือทำให้แนวโน้มของ “สงครามโลกครั้งที่ 3” อาจถูกยกระดับให้ต้องกลายเป็น “สงครามนิวเคลียร์” เอาเลยก็ไม่แน่!!!