สบถเพื่อชีวิต

หากไปเปิดพจนานุกรมราชบัณฑิตสภา จะเห็นนิยามของคำว่า ‘สบถ’ ว่าเป็น ‘คำกิริยา’ เป็นการเปล่งถ้อยคำเพื่อเน้นให้คนเชื่อ โดยอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลงโทษตน หรือให้ภัยพิบัติต่างๆ เกิดกับตน ถ้าหากตนไม่ปฏิบัติตามหรือไม่เป็นไปอย่างที่พูดไว้ ดูแล้วหนักไปทาง ‘สาบาน’ มากกว่าบ่นด่าอย่างที่มักใช้กัน 

คำว่า swear ในภาษาอังกฤษกินความหมายกว้างกว่าแค่ ‘การสบถ’ ตามข้างต้น เพราะนอกจากหมายถึงการสาบานหรือปฏิญาณแล้ว ยังอาจหมายถึง ‘การบริภาษ’ หรือการด่าทอ ดุด่า ว่ากล่าว รวมไปถึงการพูดคำหยาบได้อีกด้วย  

นักวิทยาศาสตร์แต่ละคนก็เลือกงานวิจัยตามความสนใจตัวเองนะครับ ดร.ริชาร์ด สตีเฟนส์ (Richard Stephens) ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปาฐกอาวุโส (senior lecturer) อยู่ที่มหาวิทยาลัยคีล (Keele University) ในอังกฤษ ก็สนใจทำวิจัยเกี่ยวกับการสบถและบริภาษมาราว 20 ปีแล้ว 

หากไปดูประวัติการตีพิมพ์ผลงานของแก ก็อาจประหลาดใจว่าผลงานวิจัยแทบทั้งหมดในช่วงต้นวิชาชีพ ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับการดื่มสุรา การเมาค้าง และผลที่เกี่ยวข้องหรือติดตามมาในรูปแบบต่างๆ แต่แล้วใน ค.ศ. 2009 จู่ๆ แกก็มีงานวิจัยเกี่ยวกับการพูดคำหยาบออกมา แล้วจากนั้นแกก็ลดงานวิจัยเกี่ยวกับการดื่มสุราลง และหันมาเกาะติดเรื่องการพูดคำหยาบมากขึ้น จนได้ดีดิบได้ดีทางวิชาการ เรียกว่าเป็น ‘ตัวพ่อ’ ในด้านนี้ 

เดือนมิถุนายน 2015 แกยังได้ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Black Sheep The Hidden Benefits of Being Bad (แกะดำ ประโยชน์ซ่อนเร้นของการทำตัวเลว) ออกมาอีกด้วย เล่มนี้ผมยังไม่เคยอ่าน แต่รีวิวใน amazon.com ระบุว่า เล่าเรื่องแปลกประหลาดทางจิตวิทยา เช่น การเข้าใจผิดว่าความกลัวเป็นความรัก การกระโดดร่มอาจเป็นวิธีรับมือความเครียดที่สมบูรณ์แบบ หรือทำไมวิทยาศาสตร์จึงทำให้ทุกคน (ไม่เว้นแม้แต่นักวิทยาศาสตร์) รู้สึกว่าตัวเองโง่งี่เง่า แต่ก็เป็นเรื่องดี เอ๊ะ จะเป็นไปได้ยังไง?1

มาดูกันดีกว่าครับว่า แกใช้งานวิจัยสืบเสาะความจริงเกี่ยวกับการสบถหรือบริภาษไว้อย่างไรบ้าง

ผลงานวิจัยชิ้นแรกของแกในด้านนี้ตีพิมพ์ในวารสารชื่อ NeuroReport2 โดยใช้ชื่อว่า Swearing as a Response to Pain (การบริภาษเพื่อตอบสนองต่อความเจ็บปวด) โดยใช้วิธีให้อาสาสมัครจุ่มมือลงในถังน้ำแข็ง เพื่อดูความสามารถในการทนต่อความเจ็บปวดจากความเย็น เพื่อทดสอบตัวแปรคือให้พวกหนึ่งพูดคำหยาบออกมาได้ ขณะที่อีกพวกหนึ่งให้พูดได้แต่คำพูดที่มีความกลางๆ ไม่ใช่คำด่า 

ผลลัพธ์ที่ได้คือ การพูดคำหยาบคายออกมาช่วยเพิ่มความทนทานต่อความเจ็บปวดจากความเย็นแบบนี้ได้ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่พูดคำหยาบ ส่วนผลทางกายก็คือ การทำกิริยาไม่สุภาพแบบนี้ออกมาทำให้หัวใจเต้นถี่มากขึ้น ทางทีมวิจัยตั้งสมมุติฐานว่า อาจจะเป็นได้ว่าอากัปกิริยาแบบนี้อาจไปกระตุ้นการตอบสนองแบบ ‘ลุยหรือหลบ (fight or flight)’ และไปลบล้างความเชื่อมโยงของความกลัวเจ็บปวดและการรับรู้ความเจ็บปวดได้ 

สรุปการทดลองนี้ทำให้ผมนึกไปถึงคำแนะนำที่ผู้ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกาได้รับคือ ให้ตะโกนออกมา จะได้สนุกกับการนั่งรถไฟเหาะมากขึ้นและเครียดน้อยลง อีกตัวอย่างได้แก่ ตอนที่ฝึกรักษาดินแดน (รด.) และต้องถือปืน (ที่หนักมาก) และวิ่งตามคำสั่ง ก็จะได้รับคำสั่งให้ตะโกนดังๆ ว่า ‘เอี้ย’ ซึ่งจะว่าไปก็ถือได้ว่าเป็นคำหยาบแบบ ‘ปรับรูป’ ได้เหมือนกัน เพราะเชื่อว่า รด.แทบทุกคนจะตะโกนอีกคำที่ใกล้เคียงกันมากกว่า 

กระโดดข้ามมาอย่างรวดเร็วที่ปี ค.ศ. 2020 ดร.สตีเฟนส์ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยชิ้นหนึ่งในวารสาร Frontiers in Psychology3 ในชื่อ Swearing as a Response to Pain: Assessing Hypoalgesic Effects of Novel ‘Swear’ Words (การบริภาษเพื่อตอบสนองต่อความเจ็บปวด: ประเมินผลการลดความเจ็บปวดจากการใช้ ‘คำหยาบ’ ใหม่ๆ) 

นักวิจัยชี้ว่ารู้กันก่อนหน้านี้แล้วว่า การพูดคำหยาบช่วยลดความเจ็บปวดได้ ผ่านกลไกการกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกและการหันเหความสนใจจากความเจ็บปวด ก็เลยเกิดความสนใจว่า หากเปลี่ยนจากคำหยาบที่ใช้กันทั่วไปคือ fuck ไปเป็นคำหยาบที่นักวิจัยคิดขึ้นใหม่สองคำคือ fouch และ twizpipe และให้อาสาสมัครคิดว่า มันเป็นคำสบถแบบหนึ่ง 

การพ่นคำสบถสองคำนี้ออกมาจะยังช่วยลดความเจ็บปวดได้หรือไม่?

เมื่อให้อาสาสมัครทดลองลดความเจ็บปวดด้วยการสบถถ้อยคำพวกนี้เป็นคู่ๆ เทียบกัน โดยมี ‘คำที่มีความหมายกลางๆ’ ที่ไม่ใช่คำด่าเป็นคู่เทียบด้วย จากนั้นวัดค่าตัวแปรต่างๆ มากมายหลายค่า เช่น ค่าระดับอารมณ์ความรู้สึก ค่าระดับอารมณ์ขัน ค่าการเบี่ยงเบนความสนใจ ค่าขีดขั้นต่ำของความเจ็บปวด (pain threshold) จากความเย็น ค่าความทนทานต่อความเจ็บปวด (pain tolerance) จากความเย็น ค่าการรับรู้ความเจ็บปวด และค่าอัตราการเต้นของหัวใจที่เปลี่ยนแปลงไปจากสภาวะพัก 

ผลที่ได้คือจากจำนวนอาสาสมัคร 92 คนที่มีทั้งสองเพศนั้น การสบถด่าด้วยคำว่า fuck ค่าขีดขั้นต่ำของความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นไป 32% และยังไปเพิ่มความทนทานต่อความเจ็บปวดได้แทบจะเท่ากันคือ 33% รวมทั้งมีอัตราการเพิ่มขึ้นของอารมณ์ความรู้สึก อารมณ์ขัน และการเบี่ยงเบนความสนใจ เมื่อเปรียบเทียบกับการพูดออกมาด้วยถ้อยคำที่มีความหมายกลางๆ 

ส่วนคำสบถเทียม fouch และ twizpipe แม้จะเพิ่มอารมณ์ความรู้สึกและอารมณ์ขันได้บ้าง แต่ไม่ส่งผลต่อการเพิ่มขีดขั้นต่ำของความเจ็บปวดหรือความทนทานต่อความเจ็บปวดเลย อีกทั้งยังไม่ได้ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและการรับรู้ความเจ็บปวดเปลี่ยนแปลงไปเลย 

ผลการทดลองนี้จึงช่วยยืนยันอีกครั้งว่า การสบถด้วยคำไม่สุภาพช่วยให้ทนต่อความเจ็บปวดได้ดีขึ้น แต่เรื่องใหม่ที่พบคือยังไปช่วยเพิ่มขีดขั้นต่ำของความเจ็บปวดให้มากขึ้น (คือ เดิมถ้าถึงจุดดังกล่าวนี้จะรู้สึกเจ็บปวด แต่กลับเลื่อนจุดดังกล่าวให้สูงขึ้นไป จนเริ่มรู้สึกเจ็บปวดเมื่อได้รับความเจ็บปวดมากกว่าเดิมได้) อย่างไรก็ตาม กลไกเรื่องนี้ยังไม่ชัดเจนนัก และการเบี่ยงเบนความสนใจอาจมีผลน้อย  

ปีที่แล้วนี่เอง (ค.ศ. 2025) ดร.สตีเฟนส์ ได้ตีพิมพ์งานวิจัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสบถในชื่อว่า ‘Don’t Hold Back’: Swearing Improves Strength Through State Disinhibition (‘อย่ายั้งไว้’: การสบถช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งผ่านสภาวะการหยุดยับยั้งชั่งใจ)4

จากชุดการทดลองในคราวนี้ที่อาศัยการให้อาสาสมัครนั่งที่เก้าอี้มีเท้าแขน ก่อนยกตัวลอยขึ้นพร้อมกับการสบถซ้ำๆ เทียบกับพูดคำกลางๆ ที่ไม่ได้มีความหมายเชิงบริภาษอื่นๆ ทำให้รู้ว่าการด่าออกมาช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งทางร่างกายและความมั่นใจได้ ทีมนักวิจัยสรุปว่าการสบถไม่ได้เป็นการปล่อยความกดดันเหมือนช่องปล่อยไอน้ำของกาต้มน้ำ แต่อันที่จริงมันช่วยปลดปล่อยผู้คนจากสภาวะทางจิตวิทยาที่เรียกว่า สภาวะการยับยั้งชั่งใจ (state inhibition) จนทำให้ทลายข้อจำกัดทางกายภาพได้ สามารถออกแรงได้มากขึ้นและทำสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้นตามไปด้วย เพราะรู้สึกถึงอิสรภาพ ความมั่นใจ และมีความจดจ่อมากขึ้น 

สภาวะการยับยั้งชั่งใจดังกล่าวเป็นตัวจำกัดโอกาสในการประสบความสำเร็จของเราในแง่มุมต่างๆ เช่น ทำให้เรากลัวการพูดต่อหน้าผู้คน ทำให้ไม่สามารถอธิบายแนวคิดหรือดึงดูดใจให้คนคิดตาม อีกตัวอย่างได้แก่ การที่นักกีฬากลับมาเล่นอีกครั้งหลังการบาดเจ็บ จะเกิดความละล้าละลังและมีความมั่นใจในตัวเองลดลง 

การผรุสวาทจึงอาจเป็นเครื่องมือทางจิตวิทยาที่มีประโยชน์มาก เพราะทำได้ง่ายและไม่มีค่าใช้จ่ายเลย หากทำอย่างระมัดระวังกาลเทศะมากพอ เสียงด่าที่หลุดออกจากปากในช่วงเวลาเช่นนั้นจึงช่วยให้เราหยุดคิดมากจนเกินไปและเริ่มต้นลงมือทำสิ่งที่จำเป็นได้

บางครั้งเรื่องต้องห้ามในสังคมอย่างการพูดคำหยาบก็พอมีประโยชน์บ้างเช่นกัน   

เอกสารอ้างอิง

  1. https://www.amazon.com/Black-Sheep-Hidden-Benefits-Being/dp/1473610818 เข้าถึงข้อมูลวันที่ 17 มิถุนายน 2569 ↩︎
  2. Richard Stephens, John Atkins and Andrew Kingston. Swearing As a Response to Pain. NeuroReport2009, 20(12); pp.1056-1060. DOI: 10.1097/WNR.obo1332832641 ↩︎
  3. Richard Stephens and Olly Robertson. Swearing as a Response to Pain: Assessing Hypoalgesic Effects of Novel “Swear” Words. Frontiers in Psychology. 2020, Vol. 11:723. doi.: 10.3389/fpsyg.2020.00723 ↩︎
  4. Richard Stephens, Harry Dowber, Christopher Richardson, and Nicholas B Washmuth.    “Don’t hold back”: Swearing Improves Strength Through State Disinhibition. American Psychology.2025 Dec 18. doi: 10.1037/amp0001650.  ↩︎

การสบถ คำหยาบ นำชัย ชีววิวรรธน์ พฤติกรรมมนุษย์ สุขภาพจิต

เรื่อง: นำชัย ชีววิวรรธน์

นักเขียน นักแปล นักอ่าน และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ผู้หลงใหลงานของชาร์ลส์ ดาร์วิน, คาร์ล เซแกน และเป็นที่รู้จักจากงานชุดไตรภาค “เซเปียนส์” ของยูวัล แฮรารี