หุ้นกู้จะมีปัญหา!

แม้ดัชนีจะประคองตัวยืนเหนือแนวรับที่อีฉันบอกไปเมื่อวันก่อนว่า 1,561 จุดคือโลว์เก่าที่ดัชนีลงมาแล้วเด้งกลับ แต่สภาพการณ์ตอนนี้มันแย่กว่าเดิมหลายอย่าง “โมนิก้า” ถึงรู้สึกกังวลเป็นอย่างมากเมื่อเห็นสภาพน้ำท่วมยังคงอยู่ และมีโอกาสที่จะท่วมใหม่อีก หลังฝนโปรยปรายให้เห็นเป็นระยะ ผนวกกับรัฐบาล “เสี่ยหนู” ก็มัวแต่งมโข่งอะไรก็ไม่รู้ ส่งผลให้เสียงก่นด่าดังขึ้นเรื่อย ๆ ไงล่ะคะ
ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่กระท่อนกระแท่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เลยทำให้ประเทศไทยเกิดอาการติดหล่มชั่วคราวในสายตาคนทั่วไป พร้อมกับมีการประเมินกันว่า ไม่มีทางที่จีดีพีจะเติบโตเกินระดับ 2% เหมือนที่ขุนคลังเคยลั่นวาจาไว้ ขณะเดียวกันเมื่อเหลือบดูตลาดหุ้นไทยจะเห็นว่า ต่างชาติเริ่มกลับมาขายหุ้นไทยหนักขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมองไม่เห็นการเติบโต วานนี้ถึงเห็นหุ้นไทยลงมากองอยู่ที่ 1,559.01 จุด ลบไป 35.29 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 1.21 แสนล้านบาทเจ้าค่ะ
เมื่อพิจารณาเรื่องดังกล่าวร่วมกับบอนด์ยีลด์ที่อยู่ในระดับเกิน 5% ย่อมเป็นการย้ำหัวหมุดเรื่องเงินทุนต่างชาติจะไหลออกจากตลาดหุ้นไทยอีกแน่นอน “โมนิก้า” จึงอยากให้แฟนคลับมาทบทวนความจำถึงสาเหตุที่ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ทะลุระดับดังกล่าว..ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือภาพสะท้อนความกังวลจาก 2 เรื่องด้วยกันจ้า!
เรื่องแรกที่ทุกคนรับรู้กันมานานคือ วิกฤตการคลังที่รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณมหาศาล จึงจำเป็นต้องออกพันธบัตรใหม่จำนวนมหาศาลเพื่อระดมเงิน เมื่อซัพพลายพันธบัตรทะลักตลาด แต่ดีมานด์ฝั่งคนซื้อเริ่มถอย ราคาพันธบัตรก็ร่วงหนัก ส่งผลให้ยีลด์ (อัตราผลตอบแทน) พุ่งสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ เรื่องที่สองคือ เงินเฟ้อเรื้อรัง และดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งเฟดพยายามไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่แรงกดดันเงินเฟ้อที่ยังมีอยู่ ทำให้ดอกเบี้ยยังยืนในระดับสูงอีกนานค่ะ
ในเมื่อสินทรัพย์ที่ได้ชื่อว่า “ไร้ความเสี่ยง” อย่างพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนสูงถึง 5% สมการลงทุนทั่วโลกก็เปลี่ยนไปทันที และส่งผลกระทบตลาดหุ้นเต็ม ๆ “โมนิก้า” เลยไม่แปลกใจที่ดัชนีดาวโจนส์ย่อตัวลงมาเรื่อย ๆ เพราะนักลงทุนสถาบัน และรายใหญ่ต่างตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องเสี่ยงถือหุ้นเพื่อเอาปันผล 3% ในเมื่อฝากเงินไว้ในพันธบัตรได้ 5%แน่นอน” ส่งผลให้เกิดแรงเทขายหุ้นเป็นระลอกทั่วโลกพะยะค่ะ
ตรงนี้ทำให้ต้นทุนกู้ยืมพุ่งทั้งระบบอย่างเห็นได้ชัด เพราะบอนด์ยีลด์ 10 ปีเป็นดัชนีอ้างอิงของอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านในสหรัฐฯ พุ่งทะลุ 7-8% ส่งผลให้ภาคครัวเรือนชะลอการบริโภค ขณะเดียวกันจะเห็นว่า บริษัทต่าง ๆ ชะลอการกู้เงินเพื่อขยายธุรกิจ เพราะต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ “โมนิก้า” ถึงรู้สึกกังวลกับสถานการณ์ของประเทศไทยที่เป็นอยู่ในเวลานี้ว่า จะฟื้นด้วยอะไรนะซี
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด และต้องจับตาใกล้ชิดที่สุด คือ “ตลาดหุ้นกู้เอกชนไทย” ซึ่งเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของภาคธุรกิจไทย หลังบริษัทเอกชนไทยที่มีหุ้นกู้ชุดเดิมกำลังจะครบกำหนดชำระ และเตรียมจะออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อชำระคืนชุดเดิม (Rollover) ต้องเจอกับ “ฝันร้าย” เพราะยีลด์อ้างอิงพันธบัตรรัฐบาลไทยก็ต้องปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางยีลด์โลก บริษัทจึงต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงขึ้นเพื่อจูงใจนักลงทุนไงล่ะคะ
โดยเฉพาะบริษัทที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำ หรือบริษัทที่ไม่มีเครดิต ต้องเจอกับแรงกดดันมากเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นที่มาของในการวิเคราะห์กันว่า หลายบริษัทมีความเสี่ยงที่จะ “Rollover หุ้นกู้ไม่ผ่าน” หรือระดมทุนได้ไม่ครบตามจำนวน ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดสภาพคล่อง และมีสิทธิ์ผิดนัดชำระหนี้ (Default) เพิ่มขึ้นแบบนี้..น่ากลัวไหมล่ะ
โมนิก้าและทีมงาน
Back to top button