ทำไมฝรั่งถล่มขาย


ยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติวันที่ 30 กันยายน 2569 อยู่ที่กว่า 10,735 ล้านบาท

ตัวเลขนี้ทำให้ต้องหันกลับมาดูตลาดหุ้นไทยกันอีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อมองตัวเลขย้อนหลังไปสองเดือน

เดือนสิงหาคม ต่างชาติขายสุทธิ 24,681 ล้านบาท

เดือนกันยายน ขายสุทธิอีก 26,258 ล้านบาท

รวมสองเดือน ต่างชาติขายสุทธิ 50,939 ล้านบาทครับ

แต่ถ้าดูตั้งแต่ต้นปี 2569 ภาพยังไม่เหมือนกันทั้งหมด เพราะต่างชาติยังซื้อสุทธิ 25,110 ล้านบาท

พูดง่าย ๆ คือ ช่วงสองเดือนที่ผ่านมาแรงขายค่อนข้างหนัก แต่เมื่อมองตั้งแต่ต้นปี ยอดซื้อยังมากกว่ายอดขาย

ประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ต่างชาติขายหรือไม่ขาย แต่อยู่ที่ว่าอะไรทำให้แรงขายเพิ่มขึ้นในช่วงนี้

ปัจจัยที่ถูกพูดถึงมีทั้งบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง เงินบาทอ่อน และสถานการณ์น้ำท่วมในประเทศ อย่างบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ ที่สูงขึ้น ทำให้การจัดสรรเงินลงทุนต้องถูกนำกลับมาพิจารณาใหม่

ขณะที่เงินบาทอ่อนมีผลโดยตรงต่อผลตอบแทนของนักลงทุนต่างชาติ เพราะนอกจากราคาหุ้นแล้ว ยังต้องคำนึงถึงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

ส่วนเรื่องน้ำท่วม ต้องจับตาผลกระทบต่อภาคธุรกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า

ร้านค้าที่เปิดไม่ได้ โรงงานที่หยุดผลิต หรือเกษตรกรที่เสียผลผลิต ย่อมกระทบต่อรายได้

หากสถานการณ์ลากยาว ลูกหนี้บางส่วนอาจมีปัญหาในการชำระหนี้ และนี่เป็นเหตุผลที่หุ้นธนาคารถูกจับตามอง

กรุงไทย กสิกรไทย และธนาคารอื่น ๆ จึงเจอแรงขายในช่วงที่ผ่านมา แต่เรื่องที่ต้องแยกให้ออกคือ “ความกังวลเรื่องหนี้เสีย” กับ “หนี้เสียที่เกิดขึ้นแล้ว” เป็นคนละเรื่องกันครับ

ตัวเลข NPL ของแต่ละธนาคารยังต้องติดตามกันต่อ โดยเฉพาะลูกหนี้ในพื้นที่ประสบภัย ประเภทสินเชื่อ มาตรการช่วยเหลือลูกค้า รวมถึงระดับเงินสำรอง

เพราะโครงสร้างสินเชื่อของแต่ละธนาคารไม่เหมือนกัน ผลกระทบจากน้ำท่วมจึงไม่จำเป็นต้องออกมาในรูปเดียวกัน

หุ้นสื่อสารและหุ้นขนาดใหญ่ใน SET50 ก็มีแรงขายเช่นกัน

หุ้นกลุ่มนี้มีสภาพคล่องสูง หากกองทุนต้องการลดสัดส่วนหุ้น การขายจึงทำได้ง่ายกว่าหุ้นขนาดเล็ก

ดังนั้น การเห็นราคาหุ้นลดลงเพียงอย่างเดียว ยังไม่ควรนำไปผูกกับผลประกอบการ

รายได้ กำไร หนี้สิน กระแสเงินสด และราคาหุ้นในปัจจุบัน ยังเป็นข้อมูลที่ต้องนำมาดูประกอบกัน

สำหรับคนลงทุน ช่วงที่มีข่าวลบหลายเรื่องเข้ามาพร้อมกัน สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การรีบตัดสินใจ

หุ้นที่ถืออยู่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมจริงหรือไม่

ถ้าได้รับ ผลกระทบจะเกิดกับรายได้ กำไร หรือคุณภาพสินเชื่อมากแค่ไหน และเหตุผลที่เคยซื้อหุ้นตัวนั้น ยังเหมือนเดิมหรือเปล่า

ตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ก่อนครับ

เพราะการขายเพียงเพราะเห็นต่างชาติขาย อาจไม่ได้ตอบว่าหุ้นที่เราถือมีปัญหาหรือไม่

ในทางกลับกัน การเห็นราคาลดลงแล้วรีบซื้อ ก็ไม่ได้หมายความว่าความเสี่ยงหายไปแล้ว

ยอดซื้อขายของต่างชาติยังเป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องติดตาม

แต่ตัวเลขขายสุทธิบอกได้เพียงว่าเงินไหลออกเท่าไร ยังบอกไม่ได้ว่าผู้ขายแต่ละรายตัดสินใจด้วยเหตุผลอะไร

สำหรับกองทุนต่างชาติ หุ้นไทยเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตที่ลงทุนได้หลายประเทศ เมื่อผลตอบแทนจากพันธบัตรสหรัฐฯ สูงขึ้น 

ขณะที่การถือหุ้นไทยมีทั้งความเสี่ยงจากค่าเงินบาทและความไม่แน่นอนของธุรกิจ

นั่นอาจทำให้บางกองทุนลดเงินลงทุนในไทย แล้วขยับไปหาสินทรัพย์ที่เห็นโอกาสรับผลตอบแทนได้คุ้มกว่า