วารสารศาสตร์ มธ. ค้านแก้กฎหมายไทยพีบีเอส เรียกร้องถอนร่าง
คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มธ. ออกแถลงการณ์ค้านเปลี่ยนแหล่งรายได้ไทยพีบีเอสจากภาษีสุรา-ยาสูบ เป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ชี้ความเป็นอิสระทางการเงินเป็นหลักประกันสำคัญของสื่อสาธารณะ หวั่นเปิดช่องครอบงำทางการเงิน เรียกร้องผู้เสนอถอนร่าง
3 ตุลาคม 2569 - คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผยแพร่แถลงการณ์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก JC Thammasat เรื่อง “ความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะ กรณีข้อเสนอแก้ไขแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย” แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับร่างแก้ไขกฎหมายไทยพีบีเอส และเรียกร้องให้ผู้เสนอถอนร่างดังกล่าว
แถลงการณ์ระบุว่า ตามที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 โดยมีสาระสำคัญเปลี่ยนแหล่งรายได้ขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย หรือไทยพีบีเอส จากเงินบำรุงที่จัดเก็บตามกฎหมายว่าด้วยสุราและยาสูบ มาเป็นการจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยให้เหตุผลด้านวินัยการเงินการคลังของรัฐและความเป็นเอกภาพในการบริหารจัดการเงินสาธารณะนั้น
คณะวารสารศาสตร์ฯ เห็นว่า สื่อสาธารณะเป็นกลไกคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้ถูกกำหนดด้วยผลประโยชน์ทางการค้าหรือความต้องการของผู้มีอำนาจ แต่ยึดประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ประชาชนกลุ่มต่าง ๆ และผลิตเนื้อหาด้านการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และองค์ความรู้
สำหรับประเด็นแหล่งรายได้ คณะวารสารศาสตร์ฯ ระบุว่า ความเป็นอิสระทางการเงินเป็นเงื่อนไขสำคัญของสื่อสาธารณะ เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นอิสระในการกำหนดวาระข่าวสาร การตัดสินใจทางบรรณาธิการ และการบริหารองค์กร โดยปราศจากการแทรกแซงจากอำนาจรัฐ อำนาจทางการเมือง และกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจ
การกำหนดให้ไทยพีบีเอสได้รับรายได้จากเงินบำรุงที่จัดเก็บโดยตรงตามกฎหมาย แทนการขอรับงบประมาณรายจ่ายประจำปี จึงเป็นการออกแบบเพื่อแยกสื่อสาธารณะออกจากความสัมพันธ์กับรัฐบาลที่อยู่ในอำนาจ และทำให้องค์กรสามารถวางแผนการดำเนินงานระยะยาวได้
คณะวารสารศาสตร์ฯ เห็นว่า การเปลี่ยนแหล่งรายได้ไปสู่ระบบงบประมาณรายจ่ายประจำปีโดยไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน มีความเสี่ยงที่งบประมาณขององค์กรจะขึ้นอยู่กับดุลพินิจของฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติในแต่ละปี ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกับที่สื่อสาธารณะมีหน้าที่ตรวจสอบ พร้อมระบุว่า เท่ากับเปิดโอกาสให้ผู้ถูกตรวจสอบมีอำนาจกำหนดทรัพยากรของผู้ตรวจสอบ
นอกจากนี้ แม้ไม่มีการแทรกแซงโดยตรง ความไม่แน่นอนของงบประมาณอาจสร้างแรงกดดันให้องค์กรและบุคลากรระมัดระวังการนำเสนอเนื้อหาที่อาจกระทบผู้มีอำนาจจัดสรรงบประมาณ และอาจนำไปสู่การเซ็นเซอร์ตนเอง
อย่างไรก็ตาม คณะวารสารศาสตร์ฯ ระบุว่า หลักวินัยการเงินการคลังและความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะสามารถดำเนินควบคู่กันได้ หากออกแบบกลไกอย่างเหมาะสม โดยการตรวจสอบความโปร่งใสและการใช้จ่ายของไทยพีบีเอสสามารถดำเนินการผ่านกลไก เช่น การตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน การรายงานผลการดำเนินงานต่อรัฐสภา และการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน แทนการควบคุมผ่านแหล่งรายได้
คณะวารสารศาสตร์ฯ จึงประกาศไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว และเรียกร้องให้ผู้เสนอถอนร่าง โดยเห็นว่าเหตุผลด้านวินัยการเงินการคลังยังไม่เพียงพอรองรับการยกเลิกกลไกเงินบำรุง ขณะที่ร่างกฎหมายยังไม่มีหลักประกันทดแทนที่ชัดเจนในการป้องกันการใช้การจัดสรรงบประมาณเป็นเครื่องมือแทรกแซงการทำหน้าที่ของสื่อ จึงเห็นว่าควรคงกลไกตามกฎหมายปัจจุบันไว้
พร้อมกันนี้ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่า พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการศึกษาและรับฟังความคิดเห็น เพื่อรักษาความเป็นอิสระของสื่อสาธารณะต่อไป