ออกแบบนโยบายเด็กและเยาวชนแห่งอนาคต จากการสงเคราะห์สู่การลงทุนในวันที่เด็กเหลือน้อยลง
ถ้าเรามีวาทกรรมที่แสนคุ้นชินคู่สังคมไทยว่า ‘เด็กและเยาวชนคืออนาคตของชาติ’ แล้ว อนาคตของประเทศไทยในตอนนี้ก็อาจเรียกได้ว่าอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยงเหลือแสน เมื่อประชากรเด็กของไทยลดลงเรื่อยๆ สวนทางกับจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนพาไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ
หากจะพูดให้เห็นภาพชัดขึ้น มีการคาดการณ์ว่าในปี 2569 จะมีเด็กเกิดใหม่ทั้งหมดราว 380,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนต่ำกว่าระดับทดแทนที่กำหนดไว้เสียอีก
นอกจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญแล้ว คำถามต่อไปคือ แล้วเด็กที่เติบโตอยู่ในปัจจุบันเป็นอย่างไร เรามีนโยบายที่ออกแบบมาเพื่อโอบรับ คุ้มครอง และสร้างอนาคตที่ดีให้พวกเขาได้มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อโลกต้องเจอกับวิกฤตรอบด้านเช่นในปัจจุบันนี้
พูดให้ถึงที่สุด ภายใต้ภูมิทัศน์ที่โครงสร้างประชากรหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ การผลักดันและดำเนินนโยบายเด็กและเยาวชนด้วยวิธีคิดแบบเดิมอาจไม่สามารถตอบสนองต่อสภาวการณ์ของโลกปัจจุบันได้อีกต่อไป โดยเฉพาะถ้าเราตั้งต้นว่าการมองปัญหาคือจุดเริ่มต้นของการออกนโยบายแล้ว การที่ประเด็นเด็กและเยาวชนมักถูกผูกติดอยู่กับคำว่า ‘การสงเคราะห์’ หรือเป็นเรื่องเฉพาะของ ‘ครอบครัว’ ทำให้การดำเนินการแบบเดิมอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไร และไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ให้เกิดขึ้น
วันโอวันชวนทบทวนวาทกรรมและกระบวนทัศน์ในการพัฒนานโยบายเด็กและเยาวชน ผ่านการเก็บความจากงานเสวนาสาธารณะ ‘Research Roundup 2026: เด็กเปลี่ยน บ้านป่วน โลกป่วย’ ในส่วนของการนำเสนอโครงการวิจัย ‘ทบทวนกรอบการดำเนินนโยบายด้านเด็กและครอบครัว’ และการอภิปรายแลกเปลี่ยน เพื่อร่วมหาคำตอบว่า เราจะเปลี่ยนกระบวนทัศน์การมองเด็กจากการสงเคราะห์ไปสู่การลงทุนในมนุษย์อย่างไร อะไรคือปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถออกแบบนโยบายที่ไม่ใช่แค่เพียงนโยบายสำหรับวันนี้ แต่เป็นนโยบายสำหรับเด็กและเยาวชนในอนาคตได้
รื้อสถาปัตยกรรมรัฐสงเคราะห์สู่ยุทธศาสตร์ทุนมนุษย์ – กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ
“ถ้าพูดถึงประเด็นเรื่องเด็กและเยาวชน ประเทศไทยถือว่ามีข้อมูลมากมาย งบประมาณภาพใหญ่เพียงพอ และมีระบบการจัดการทรัพยากรของภาครัฐ” กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ จากมูลนิธิคณะก้าวหน้าและผู้นำเสนองานวิจัย กล่าวนำ
“ทว่าข้อมูลที่เรามีกลับกระจัดกระจายและไม่ได้รับการเชื่อมโยงกัน งบประมาณก็ไม่ได้ถูกจัดสรรให้เด็กและเยาวชนอย่างเพียงพอ ที่สำคัญคือ กติกาของภาครัฐกลับกลายเป็นตัวขัดขวางไม่ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ”
กุลธิดาชี้ให้เห็นความท้าทายในสองระดับ คือระดับโลกและระดับประเทศ โดยความท้าทายในระดับโลกเกี่ยวข้องกับสงครามและความรุนแรงในที่ต่างๆ หรือถ้าขยับลงมา คือความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เมียนมา กัมพูชา ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพจิตใจของเด็กที่อยู่อาศัยในบริเวณพื้นที่ชายแดนดังกล่าว
อีกภาพใหญ่คือการเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์ (AI) สวนทางกับการที่รัฐไทยอาจยังไม่ได้บริหารจัดการหรือมีกลไกตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ ยังมีความท้าทายเดิมในระดับประเทศอย่างการเข้าสู่สังคมสูงวัย ทักษะที่ถดถอยของเด็กยุคปัจจุบัน ไปจนถึงความเปราะบางและเหลื่อมล้ำของครอบครัวในพื้นที่ต่างๆ
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น กุลธิดานำเสนอตัวเลขที่น่าสนใจ อาทิ เด็กและเยาวชนถึงร้อยละ 42 มีความวิตกกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติหรือน้ำท่วม ขณะที่ในระดับโลก พบว่า 1 ใน 6 ของเด็กและเยาวชนได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางอาวุธ
“ในระดับประเทศ เราเห็นว่าความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นสามารถก่อให้เกิดกระแสเกลียดชังต่างๆ หรือนำไปสู่การปลูกฝังทัศนคติที่มีความรุนแรงมากขึ้น” กุลธิดาอธิบาย พร้อมทั้งกล่าวต่อว่า AI ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่สามารถก่อให้เกิดความเกลียดชังได้ เพราะการสร้างรายได้จาก AI (AI monetisation) โดยเฉพาะการสร้างเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรุนแรง นำมาสู่ข้อสรุปที่ชวนน่ากังวลใจว่า “สิ่งเหล่านี้รวมกันกลายเป็นความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพกายและใจของเด็ก”
อีกข้อกังวลหนึ่งคือ การเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ กุลธิดาชี้ให้เห็นว่า ณ ปัจจุบัน ประชากรเด็กอายุระหว่าง 0-14 ปีลดลงอย่างต่อเนื่อง และจะเหลือประมาณ 8.4 ล้านคนเมื่อถึงสังคมสูงวัยสัมบูรณ์ แต่หากขยับไปดูการคาดการณ์จำนวนประชากรผู้สูงวัยในปีเดียวกัน พบว่ามีจำนวนมากถึง 20 ล้านคน หรืออัตราการมีจำนวนเด็กน้อยกว่าผู้สูงอายุเกิน 1 เท่า ซ้ำร้าย พัฒนาการของเด็กที่เติบโตอย่างสมวัยกลับลดลงสวนทางกับเทคโนโลยีที่กำลังพัฒนาไปข้างหน้า
กุลธิดายังยกตัวอย่างเรื่องความเหลื่อมล้ำด้านทักษะ โดยหยิบยกกรณีของกลุ่มเด็กที่ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษา ไม่มีการจ้างงาน และไม่ได้เข้าร่วมการฝึกอบรม (NEETs) ว่า นอกจากจำนวนเด็กที่ลดลงแล้ว เด็กจำนวนหนึ่งก็ยังไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาหรือการฝึกอบรม ทำให้ขีดความสามารถและการแข่งขันของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น ดัชนีทุนมนุษย์ (Human Capital Index) ของไทยที่อยู่ประมาณร้อยละ 49
“จะเห็นว่า นอกจากเด็กจำนวนหนึ่งจะมีศักยภาพไม่ถึงครึ่งแล้ว พวกเขายังอยู่ในสถานะสุ่มเสี่ยงที่จะไม่ได้รับการพัฒนาศักยภาพจนต้องหลุดออกนอกระบบด้วย”
ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในเด็กทั้งทางร่างกายและจิตใจ อาทิ สุขภาพจิต ความเสี่ยงในการใช้แอลกอฮอล์หรือฆ่าตัวตาย และแม้ว่าตัวเลขปัญหาทางใจของเด็กไทยจะค่อนข้างวิกฤต แต่จิตแพทย์กลับกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก และมีถึง 18 จังหวัดที่ไม่มีจิตแพทย์เลย
“สิ่งนี้สะท้อนว่า ถ้าสมมติเราต้องการจัดสรรทรัพยากรด้านนี้ให้เพียงพอ เราอาจจะต้องใช้เวลาเป็นร้อยปีเลยนะคะ นั่นเท่ากับว่าทางเลือกในเชิงการจัดสรรทรัพยากรของนโยบายรัฐอาจจะไม่สามารถพุ่งเป้าไปที่จิตแพทย์เพียงอย่างเดียวได้” กุลธิดากล่าว “นอกจากเรื่องทางใจก็ยังมีเรื่องทางกาย เช่น จำนวนเด็กที่เป็นโรคอ้วนเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในช่วงที่ผ่านมา”
แม้กุลธิดาจะกล่าวว่า เราสามารถบริหารจัดการข้อเสนอเชิงนโยบายต่างๆ ให้เกิดขึ้นจริงได้ไม่ยาก หรือไม่ต้องใช้งบประมาณมากมาย ทว่านโยบายเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนในปัจจุบันยังมีช่องว่างอยู่ เช่น การมีกฎหมายแต่ไม่มีการเชื่อมโยงกระบวนการทำงานและการให้ข้อมูล ไปจนถึงการที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทมากเท่าที่ควร
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น กุลธิดายกตัวอย่างกรณีความพยายามในการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก กล่าวคือเมื่อโรงเรียนอยู่ไกลขึ้น ย่อมทำให้ชีวิตของเด็กต้องปรับเปลี่ยนตามไปด้วย และถ้าเรามองว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้เล่นเชิงนโยบายเพียงหน่วยงานเดียวที่สามารถบริหารจัดการโรงเรียนประมาณ 30,000 แห่งได้ เราจะไม่มีทางแก้ปัญหาเรื่องการควบรวมโรงเรียนได้เลย นั่นทำให้ความพยายามในการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กคืบหน้าไปได้ไม่ถึงร้อยละ 2 ของทั้งหมดในช่วงระยะเวลากว่าสามทศวรรษที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังมีปัญหาอื่นๆ อีก อาทิ การจัดรถรับส่งให้เด็กและเยาวชน ซึ่งติดปัญหาเรื่องระบบระเบียบราชการที่ต้องการหนังสือสั่งการเพื่อให้เกิดการปฏิบัติขึ้นจริง เมื่อไม่มีหนังสือสั่งการ หน่วยงานหลายแห่งจึงกลับใปใช้ระบบการสงเคราะห์แทน เพราะกฎหมายให้อำนาจในการดำเนินการสงเคราะห์อย่างชัดเจน
ถ้าถามว่าในเชิงระบบ ทำไมเราถึงไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมหรือทำให้นโยบายด้านเด็กและเยาวชนเกิดขึ้นได้จริง กุลธิดามองว่ามาจากเหตุผลสามข้อ
ข้อแรก ภารกิจเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนกระจายอยู่ใน 4 กระทรวง คือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย ซึ่งไม่มีกระทรวงใดเลยที่ต้องการเป็นผู้ประสานงานกลาง ทำให้ไม่เกิดการเชื่อมต่อทั้งในเชิงนโยบายและข้อมูล
ข้อที่สอง คือความไม่ต่อเนื่องทางการเมือง เนื่องจากนโยบายเด็กและเยาวชนต้องใช้เวลาดำเนินการนานและต่อเนื่องเพื่อให้นโยบายเกิดขึ้นได้จริง ทว่าผู้นำภาครัฐเองมีการเปลี่ยนแปลงด้วย เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเปลี่ยนทุก 11 เดือนโดยประมาณ ทำให้ข้อเสนอทางการเมืองอยู่ได้ไม่นาน ไม่มีการบูรณาการข้อมูล ประกอบกับการขาดฐานเสียงที่จะผลักดันและลงทุนในนโยบายเพื่อรอผลตอบแทนระยะยาว
และ ข้อสุดท้าย คือข้อจำกัดเชิงพฤติกรรม โดยกุลธิดาชี้ว่า ภาคประชาสังคมควรถูกรวมเข้ามาในวงจรการทำนโยบาย ทั้งในเชิงผู้ให้ข้อมูลที่มีความเฉพาะทางและความเชี่ยวชาญ รวมถึงสามารถให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาแก่ อปท. ได้
“เราสามารถใช้กลไก อปท. ให้เป็นประโยชน์เพิ่มขึ้นได้ผ่านการส่งต่องบประมาณไปที่ท้องถิ่น เพราะท้องถิ่นมีกลไกต่างๆ ที่สามารถช่วยดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนได้ รวมถึงมีบุคลากร เช่น นักสังคมสงเคราะห์ ครู จิตแพทย์เด็ก หรือนักจิตวิทยา”
นี่จึงนำมาสู่ข้อเสนอของกุลธิดาในการดำเนินการเพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน รวมถึงเก็บข้อมูลเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพกายและจิตของเด็ก เพื่อช่วยในการออกนโยบายที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้นในอนาคต และมีการควบคุมการใช้ AI ในบริบทเด็กและครอบครัวด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น งบประมาณเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ กุลธิดาเสนอให้มีการกำหนดเพดานงบประมาณขั้นต่ำไว้เพื่อเอื้อให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรข้ามรัฐบาลได้ดีขึ้น รวมไปถึงการบังคับให้มีการประเมินผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนในการทำนโยบาย และให้มีการรายงานเกี่ยวกับการใช้งบประมาณและใช้ทรัพยากรของเด็กและเยาวชนต่อรัฐสภาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มงบประมาณให้ อปท. ปรับการศึกษาให้ยืดหยุ่น และเปิดให้เด็กและเยาวชนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอภาพฉากทัศน์ในอนาคตที่พวกเขาต้องการผ่านสภาเด็กและเยาวชน (ที่อาจจะเปลี่ยนเป็นสภาอนาคตเยาวชนแห่งชาติ) เพื่อแปลงมาเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับภาครัฐ
“ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กก็เป็นอีกหนึ่งช่องว่างทางนโยบาย เพราะผู้หญิงลาคลอดได้แค่ 120 วัน แต่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเริ่มรับเด็กที่อายุ 3 ขวบขึ้นไป แล้วเราจะลบช่องว่างตรงนี้อย่างไร ท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทได้หรือไม่”
ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่กุลธิดาเรียกว่า “เปลี่ยนกรอบสงเคราะห์เป็นการลงทุนในมนุษย์”
กุลธิดาสรุปให้เห็นภาพว่า สิ่งที่ควรจะดำเนินการให้เกิดขึ้นจริงคือ การมีข้อเสนอที่มีต้นทุนทางการเมืองต่ำ อันจะนำไปสู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง อาทิ เงินอุดหนุนเด็กแรกเกิด การประเมินผลกระทบในเด็กและเยาวชน ก่อนจะขยายผลไปสู่การนำร่องการควบรวมข้อมูลในระดับจังหวัดอย่างน้อย 3 จังหวัด และโครงสร้างของสภาอนาคตเยาวชนแห่งชาติ รวมถึงการมีเพดานงบประมาณและการกระจายอำนาจให้ อปท. ไปจนถึงการจัดให้มีการศึกษาทางเลือกด้วย
“ที่สำคัญคือ กลไกตัวแทน (proxy) ว่าเราจะทำอย่างไรให้ผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองมีสิทธิในการเลือกนโยบายเพื่อบุตรหลานของพวกเขา โดยที่อาจจะเริ่มจากระดับท้องถิ่นก่อนแล้วจึงขยายผลไปสู่นโยบายระดับชาติต่อไป”
ในตอนท้าย กุลธิดากล่าวว่า วาทกรรมหนึ่งที่อาจจะไม่ค่อยได้พูดถึงกันคือ วาทกรรมที่ว่ารัฐต้องเป็นผู้แบ่งเบาภาระประชาชน เพราะการอยู่รวมกันเป็นประเทศโดยมีรัฐเป็นผู้จัดสรรทรัพยากรให้ ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นมากมาย เป็นไปไม่ได้เลยที่ประชาชนจะอยู่รวมกันและแก้ปัญหาทั้งหมดเองได้
“เพราะฉะนั้น รัฐต้องพึงทำ หรือจริงๆ คือรัฐมีหน้าที่ต้องแบ่งเบาภาระประชาชน แต่ถ้าถามว่าวาทกรรมเชิงนโยบายจะมีหน้าตาแบบไหน ก็อาจจะต้องคุยกันต่อไป” กุลธิดาปิดท้าย
ทลายมายาคติ ‘ข้อมูลคืออำนาจ’ ถอดบทเรียนเรื่องแรงจูงใจ และการกระจายอำนาจทางการเมือง – สมชัย จิตสุชน
“ปัญหาหลักอย่างหนึ่งในแวดวงนโยบายของภาครัฐไทยคือ การมองว่าเด็กและเยาวชนเป็นหน้าที่ของครอบครัวเท่านั้น ทำให้เด็กและเยาวชนไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร และก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา” ดร. สมชัย จิตสุชน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าว พร้อมทั้งเสนอให้มีแนวคิดหลักเรื่องการดูแลพัฒนาเด็กที่บูรณาการกันข้ามศาสตร์ โดยเฉพาะกับเด็กที่เกิดในครอบครัวฐานะยากจน รวมถึงเน้นย้ำความสำคัญของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กด้วย
นอกจากนี้ สมชัยยังชี้ให้เห็นประเด็นที่น่าสนใจคือ วาทกรรมที่สังคมพยายามใช้อธิบายเรื่องเด็กและเยาวชน โดยเขายกตัวอย่างวาทกรรมคลาสสิกอย่าง “ยิ่งลงทุนเร็ว ยิ่งได้ผลตอบแทน” ที่มีการพูดกันมาเกือบสองทศวรรษ ทว่ากลับไม่เห็นผลอะไรที่ชัดเจน แสดงให้เห็นว่าวาทกรรมดังกล่าวอาจจะไม่ได้ผลหรือไม่เหมาะกับประเทศ หรือเราอาจจะมีกระบวนการดำเนินการที่ไม่ดีพอ จึงเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่น่าขบคิดว่า เราควรจะใช้วาทกรรมแบบไหนที่มีพลังเพียงพอให้สังคมหันกลับมาสนใจประเด็นเด็กและเยาวชนได้
“ผมคิดว่าประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและอาจจะสำคัญที่สุดคือ การนำแรงจูงใจ (motivation) มาประยุกต์กับประเด็นทั้งหลายที่เราคุยกัน” สมชัยกล่าว “บางหน่วยงานอาจจะไม่กล้าทำบางอย่างเพราะกลัวผิดกฎระเบียบ แต่เราก็จะเห็นว่า มีบางหน่วยงานที่ไปหากฎระเบียบชุดอื่นมาสนับสนุนให้ทำได้ ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า ผู้ปฏิบัติจะลงแรงไปหากฎระเบียบมาสนับสนุนการดำเนินการของเขาหรือไม่”
ขณะที่เรื่องข้อมูลซึ่งกุลธิดาชี้ว่าเป็นปัญหา สมชัยก็มองว่าส่วนหนึ่งมาจากเรื่องของการขาดแรงจูงใจในการเชื่อมโยงข้อมูลเช่นกัน
“ผมเคยคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่งว่า ทำไมไม่แบ่งปันข้อมูลกัน เขาตอบมาว่า เพราะข้อมูลคืออำนาจ ถ้าให้ข้อมูลกับคนอื่นเขาจะไม่มีอำนาจ เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่อยากแบ่งข้อมูลให้ใคร” สมชัยกล่าว “จะเห็นนะครับว่า นี่เป็นเรื่องของแรงจูงใจล้วนๆ ไม่ใช่ว่าไม่มีศักยภาพหรือโอกาสเลย”
ในตอนท้าย สมชัยกล่าวถึงอีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เรื่องการกระจายอำนาจ โดยเขาสนับสนุนเรื่องของการส่งเสริมการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นในมิติการเมือง กล่าวคือ หากมีการสร้างแรงจูงใจให้นักการเมืองท้องถิ่นแล้ว พวกเขาก็จะพยายามตอบสนองต่อผลประโยชน์ของคนท้องถิ่น ซึ่งจะนำไปสู่การสนับสนุนมิติอื่นๆ ต่อไป
รื้อถอนกำแพงรัฐรวมศูนย์ คืนคุณภาพชีวิตให้เด็กอย่างไร้รอยต่อ – เชษฐา มั่นคง
สำหรับ เชษฐา มั่นคง มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ประเด็นสำคัญและคาราคาซังมาอย่างยาวนานคือ เรื่องเงินอุดหนุนเด็กเล็กที่ยังไม่ถ้วนหน้าเสียที สะท้อนถึงช่องว่างของการเมืองกับการดำเนินการจริง ทำให้เราต้องเริ่มคิดทบทวนการดำเนินการของกลไกระดับชาติรวมถึงกองทุนต่างๆ ว่ามีประสิทธิภาพหรือสามารถทำงานได้จริงหรือไม่
ตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมที่เชษฐากล่าวคือ การที่ภาครัฐสั่งการกระทรวงซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติไป แต่กระทรวงไม่สามารถดำเนินการได้จริง หรือการติดขัดของระเบียบข้อบังคับ กลายเป็นอุปสรรคสำคัญโดยเฉพาะกับท้องถิ่นที่ไม่สามารถดำเนินการได้จริง
เมื่อให้จัดลำดับประเด็นสำคัญที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชน เชษฐาเน้นย้ำถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นประเด็นแรก ที่ต้องมาก่อนในฐานะหลักประกันขั้นพื้นฐานของเด็กและเยาวชน กล่าวคือพวกเขาควรที่จะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ขึ้นอยู่กับฐานะครอบครัว พื้นที่ สัญชาติหรือเชื้อชาติ
ประเด็นต่อมาคือเรื่องของโอกาส ซึ่งอนาคตของเด็กต้องไม่ถูกกำหนดด้วยฐานะ นำไปสู่ข้อเสนอว่า การกำหนดนโยบายต้องมองในภาพรวมและมองไปถึงโอกาสให้เด็กสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและสุขภาพที่ดีได้ โดยไม่แบ่งชนชั้นวรรณะ ทั้งหมดนี้นำมาสู่ประเด็นสุดท้ายคือเรื่องของคุณภาพ คือการกำหนดนโยบายต้องมองไปไกลถึงภาพอนาคตของการศึกษาที่มีคุณภาพ
“ผมคิดว่าการดำเนินการลำดับแรกที่เราจะสามารถเริ่มได้ก่อนเลยคือ การทำระบบฐานข้อมูลที่เป็นชุดเดียวกันในระดับประเทศ เพราะเมื่อเด็กเกิดมามีเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักแล้ว เราควรจะสามารถกำหนดได้ว่า เด็กอยู่ตรงไหน อย่างไร หรือแม้กระทั่งเด็กที่เป็นเด็กต่างชาติที่ได้รับผลกระทบจากสงครามตามแนวตะเข็บชายแดน บางคนไปอยู่ในศูนย์อพยพแล้วจู่ๆ ศูนย์โดนปิดไป แบบนี้พวกเขาจะอยู่ยังไง”
ในตอนท้าย เชษฐากล่าวถึงประเด็นเรื่องการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชน กล่าวคือปัจจุบัน การมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนถูกจำกัดอยู่แค่การเปิดให้เด็กได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมต่างๆ โดยที่ไม่ได้ขยายผลไปถึงการให้สิทธิให้เสียงเด็กเพื่อให้เกิดเป็นนโยบายได้จริง
“ภาคการเมืองดูจะยังไม่รับฟังเด็กและเยาวชนเท่าที่ควร เพราะฉะนั้น ก้าวต่อไปของเราอาจจะต้องมองว่า ทำอย่างไรที่เด็กและเยาวชนจะได้รับความสำคัญมากขึ้น โดยอาจจะเชื่อมกับเรื่องกลไกตัวแทน (proxy) ที่พูดถึงไปในตอนต้นด้วย
“ถ้าเป็นแบบนี้ นโยบายสำหรับเด็กและเยาวชนก็อาจจะกลายเป็นนโยบายสำคัญสำหรับนักการเมืองได้ในที่สุด” เชษฐาทิ้งท้าย
ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ The101.world
Research Roundup 2026 กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ คิด for คิดส์ - ศูนย์ความรู้นโยบายเด็กและครอบครัว นโยบายเด็กและครอบครัว สมชัย จิตสุชน เชษฐา มั่นคง เด็กและเยาวชน เยาวชนไทย