ทหารม้า กับเจ้านาย : กรมหลวงอดิศรอุดมเดช

หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อ ‘ค่ายอดิศร’ ที่จังหวัดสระบุรี

หลายคนคงเคยรู้จักผู้ที่ใช้นามสกุล ‘ศุขสวัสดิ ณ อยุธยา’

ทั้งสองนามนี้ล้วนแต่มีที่มาจากพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช เจ้านายผู้ทรงมีคุณูปการต่อทหารม้าของไทย

เร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสอ่านหนังสือ สตพรรษรฦก พลโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช : พระประวัติ พระกรณียกิจ และพระนิพนธ์ ซึ่งราชสกุลศุขสวัสดิจัดพิมพ์เฉลิมพระเกียรติคุณในโอกาส 100 ปีแห่งวันสิ้นพระชนม์ วันที่ 16 เมษายน 2568 ในจำนวนจำกัดเพียง 220 เล่มเท่านั้น พบว่ามีเนื้อหาน่าสนใจหลายประการ จึงขอนำมาเรียบเรียงเป็นบทความนี้เพื่อเผยแพร่พระเกียรติคุณให้กว้างไกลออกไป

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช (2398-2468)

พระประวัติ


พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช (พระองค์เจ้าศุขสวัสดี) เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระสยามมหามกุฏวิทยมหาราช ประสูติจากเจ้าจอมมารดาจันทร์ เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2398 โดยมีพระเชษฐภคินี 2 พระองค์ คือพระองค์เจ้าทักษิณชา นราธิราชบุตรี และพระองค์เจ้ามัณยาภาธร มีพระอนุชาพระองค์เดียว คือพระองค์เจ้าเกษมศรีศุภโยค (กรมหมื่นทิวากรวงศ์ประวัติ)

ด้านการศึกษา สันนิษฐานว่าเริ่มเรียนอ่านเขียนในสำนักของพระองค์เจ้ากฤษณา พระราชธิดาในรัชกาลที่ 3 หลังจากนั้นเรียนภาษามคธกับหลวงราชาภิรมย์ (เปี่ยม) และภาษาอังกฤษกับนางแอนนา เลียวโนเวนส์

นอกจากนี้ยังศึกษาศิลปะศาสตร์แขนงต่างๆ ตามราชประเพณี ทั้งเพลงอาวุธ คชกรรม และอัศวกรรม กล่าวจำเพาะอัศวกรรม สันนิษฐานว่าทรงเรียนกับพระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงคฤทธิ์ (ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระพิทักษ์เทเวศร์) ด้วยเหตุนี้จึงทรงม้าได้สันทัดมาแต่พระเยาว์ เป็นต้นว่าทรงม้าในกระบวนแห่พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2409 และการเลียบพระนครคราวพระราชพิธีบรมราชาภิเษกพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ.2411

ทรงเครื่องแบบเต็มยศราชเอดเดอแกมป์ พ.ศ.2416

การรับราชการในรัชกาลที่ 5


ในรัชกาลที่ 5 กรมหลวงอดิศรอุดมเดชเริ่มรับราชการในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ถึงปี 2416 ได้เป็นนายร้อยเอก และผู้บังคับกองร้อยที่ 5 กรมทหารมหาดเล็กฯ และในปีนั้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสถาปนาตำแหน่งราชองครักษ์ กรมหลวงอดิศรอุดมเดชก็ได้เป็นราชองครักษ์พระองค์แรก ดังนั้น เมื่อเสด็จประพาสต่างประเทศ ทั้งมลายู ชวา และอินเดีย จึงได้โดยเสด็จในหน้าที่ราชองครักษ์ด้วย

ถึงปี 2419 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น กรมหมื่นอดิศรอุดมเดช และพระราชทานวังริมวัดพระเชตุพน

ต่อมาปี 2420 ได้เป็นนายพันตรี และราชองครักษ์ประจำการ หลังจากนั้นปี 2430 เป็นผู้แทนผู้บังคับการกรมทหารล้อมวัง และปี 2431 เป็นนายพันเอก และผู้บังคับการทหารราบ ในกรมทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ จนได้เป็นนายพลตรี

หลังจากนั้นได้เป็นปลัดทหารบกใหญ่ในปี 2433 และเป็นผู้บังคับการกรมทหารหน้าในปี 2435 คำว่า ‘ทหารหน้า’ นี้ ไม่ได้หมายความเพียงแห่นำกระบวนเสด็จอยู่ข้างหน้าเท่านั้น แต่ในเวลาศึกสงคราม หน่วยทหารนี้ย่อมเข้าสู่สนามรบก่อน จนถึงปี 2436 ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างและยุบเลิกหน่วยทหารนี้ไป กรมหลวงอดิศรอุดมเดชจึงพ้นจากราชการเมื่อพระชันษา 38 ปี หลังจากรับราชการในแผ่นดินนี้มา 22 ปี

หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าได้ทรงรับราชการใดตราบจนสิ้นรัชกาลที่ 5

ฉายเมื่อ พ.ศ.2435 พระชันษา 38 ปี

การรับราชการในรัชกาลที่ 6


เมื่อผลัดแผ่นดินแล้ว กรมหลวงอดิศรอุดมเดชทรงมีหนังสือกราบบังคมทูลว่า “ข้าพระพุทธิเจ้าไม่ได้รับราชการสิ่งหนึ่งสิ่งใดมานาน ไม่มีเงินเดือนเบี้ยเลี้ยงเหมือนท่านทั้งหลาย แต่จะทำการสิ่งไรก็ต้องทำไปตามตำแหน่ง ส่วนเงินเจ้าซึ่งได้รับพระราชทานก็ 3 เดือน ครั้งหนึ่ง ทั้งไม่พอเพียงในการใช้สรอย … ข้าพระพุทธิเจ้าขอพระบารมีเป็นที่พึ่ง ขอรับพระราชทานทำการฉลองพระเดชพระคุณในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ถึงจะเป็นผู้น้อยลงไปก็ไม่ว่า”

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาธีรราชเจ้า มีลายพระราชหัตถเลขาทรงปรึกษากับสมเด็จเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ความตอนหนึ่งถึงเรื่องนี้ว่า “ฉันจึงได้ปฤกษากับตัวเธอเองเมื่อวันประชุมเสนาบดี ที่ 11 มีนาคม ร.ศ. 130…ว่าเธอจะเห็นสมควรประการใด และให้ลองหาตำแหน่งใดที่ว่างอยู่ในกองทัพบก ซึ่งจะสมควรกับพระยศของท่านที่เปนนายพลอยู่ในกองทัพบกนั้น เธอได้บอกกับฉันว่ามีว่างอยู่แต่ตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ 10 ฉันจึงเห็นว่าเปนตำแหน่งที่สูงพอสมควรอยู่แล้ว ถ้าจะลองให้ทำงานดูบ้างก็เห็นจะได้”

โดยมีพระราชทัศนะต่อเรื่องนี้ว่า “เจ้านายถ้ามีงานทำได้ตามความสามารถแล้ว ก็นับว่าดีกว่าที่จะอยู่นิ่ง ๆ เฉย ๆ ไม่ทำประโยชน์อะไรให้แก่ชาติบ้านเมืองเสียเลย”

กรมหลวงอดิศรอุดมเดชจึงได้กลับมารับราชการอีกครั้งในปี 2454 โดยกองพลที่ 10 นั้น ดูแลราชการในมณฑลอุดร มณฑลร้อยเอ็ด และมณฑลอุบลราชธานี หลังจากนั้นปี 2456 ย้ายมาเป็นผู้บัญชากองพลที่ 4 มณฑลราชบุรี ซึ่งทรงตรากตรำทำงาน ดังปรากฏลายพระหัตถ์สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถกราบบังคมทูลความตอนหนึ่งว่า “กรมหมื่นอดิศรต้องทรงทำงานแต่เช้ามืดจนค่ำๆ ทุกๆ วัน ก็ออกจะเปนการเหลือบ่ากว่าแรง”

ในปี 2456 นั้นเองได้รับสถาปนาเลื่อนพระอิสริยยศเป็น กรมหลวงอดิศรอุดมเดช และย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกรมพระคชบาล ต่อมาเป็นผู้รั้งจเรการม้าและสัตว์พาหนะทหารบก เมื่อ พ.ศ.2460 แล้วเลื่อนเป็นนายพลโท ในปี 2461

จเรสัตว์พาหนะทหารบกและการทหารม้า

งานประพันธ์ : ความชอบ – ม้า


ด้านงานประพันธ์ กรมหลวงอดิศรอุดมเดชมีผลงานปรากฏทั้งบทกวีและความเรียง เช่น โคลงสุภาษิตใหม่ (ความพยาบาท  ความกล้าหาญ และความโลภ) โคลงภาพเรื่องรามเกียรติ์ (โคลงนารายณ์สิบปาง ปางที่ 8 อัปสราวตาร, ห้องที่ 48 ตอนนางสุพรรณมัจฉาคลอดมัจฉานุ, โคลงประกอบภาพบอกลักษณะตัวละคร) โคลงถวายไชยมงคล โคลงภาพพระราชพงศาวดาร (รูปที่ 36 แผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาพเสด็จไปตีเมืองหงษาวดี, รูปที่  53 แผ่นดินสมเด็จพระเพทราชา ภาพอ้ายธรรมเถียรเปนขบถ) และโคลงความชอบ ในโคลงว่าด้วยของสิ่งเดียว ต่อมาพิมพ์รวมเป็นเล่มใช้ชื่อว่า โคลงพิพิธพากย์

ขอคัดบางส่วนของโคลงความชอบ (2431) มาเป็นตัวอย่างผลงานด้านนี้ คือ

                                    ความชอบประกอบล้วน  หลากหลาย อย่างแฮ

                     ชอบสิ่งของใดหมาย                 มุ่งได้

                     ตามจิตรจะขวนขวาย               หาสู่ เย่าเฮย

                     ชอบแต่ตั้งติดไว้                      ห่อนอื้ออัศจรรย์

                               …

                               สรรพสาตรสิ่งซึ่งรู้         ให้เฉลียว ฉลาดเอย

                     ไม่มากแต่สิ่งเดียว                    ดั่งพร้อง

                     ประจักษว่าดีเจียว                   เปนหนึ่ง ได้นา

                     สิ่งวิชานี้ต้อง                          ชอบแท้ทำการ

                               หนึ่งสนองรองบาทไท้     เจ้าตน

                     ไป่ชั่วไป่ดีจน                          คร่ำไซ้

                     ไม่นุ่งไม่ขวายขน                     หาลาภ เกินแฮ

                     แต่เท่านี้คงได้                         ชอบบ้างทางนาน


ส่วนความเรียงที่น่าสนใจ เช่น ‘เรื่องม้า’ (2432) และ ‘เรื่องบำรุงพันธุ์ม้า’ (2459) สะท้อนความสนใจเรื่องม้าของเจ้านายพระองค์นี้ เป็นต้นในงานชิ้นหลังทรงพระนิพนธ์ถึงม้าว่า

“ม้าเป็นสัตว์ที่สำคัญ และจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับบ้านเมือง ยิ่งสำหรับราชการทหารบกแล้วจำเป็นที่สุด ต้องใช้เป็นม้าขี่ ม้าลากปืนใหญ่ แม้รถบรรทุกสรรพภาระ ถ้าใช้ม้าลากได้ก็จะสะดวกกว่าวัวหรือกระบือที่มีอาการอุ้ยอ้ายนัก กับในภูมิประเทศที่รถเกวียนไปไม่ได้สะดวก การขนสรรพภาระทางบกไม่มีอไรจะดีกว่าบรรทุกไปบนหลังม้าต่าง

“แต่ในพระราชอาณาจักร ในเวลานี้ [2459] ม้าที่ใช้การได้ดังกล่าวข้างบนนี้ ออกจะเป็นการหายากใช้น้อย ไม่ใช่ว่าไม่มีม้าเสียเลย มีแต่ไม่ใคร่ดีพอเท่านั้น”

แล้วท่านจึงเสนอการผสมพันธุ์ม้าด้วยวิธีที่ทรงเห็นว่าเหมาะสมและเป็นประโยชน์ที่สุดกับทางราชการ


ช่างภาพหลวง


ในรัชกาลที่ 5 กรมหลวงอดิศรอุดมเดชยังรับหน้าที่ช่างภาพหลวง ฉายภาพในโอกาสต่างๆ เช่น งานแฟนซีปีใหม่ (พ.ศ.2421) การโสกันต์พระเจ้าลูกยาเธอ พระองค์เจ้าศรีวิลัยลักษณ์ สุนทรศักดิ์กัลยาวดี (พ.ศ.2421) เป็นต้น

การถ่ายภาพจึงเป็นงานอดิเรกที่ทรงโปรดปราน มักทรงถือกล้องถ่ายภาพติดพระหัตถ์ยามที่เสด็จไปงานต่างๆ

กรมหลวงอดิศรอุดมเดช กำลังทรงก้มพระพักตร์เล็งกล้อง ขณะเฝ้ารับเสด็จฯ ในงานพระราชพิธีถวายผ้าพระกฐิน ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2448

กรมหลวงทหารม้า


ในปี 2496 กรมการทหารม้าได้ย้ายที่ตั้งจากในกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดสระบุรี พลตรี หม่อมเจ้าชิดชนก กฤดากร เจ้ากรมทหารม้า ได้กราบบังคมทูลฯ ขอพระราชทานนามกรมการทหารม้าแห่งใหม่ โดยพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานชื่อ ‘ค่ายอดิศร’ เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่พลโท พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงอดิศรอุดมเดช


ออกพระเมรุ


กรมหลวงอดิศรอุดมเดชมีพระอาการประชวรพระปัปผาสะ (ปอด) เป็นโรคประจำพระองค์ พระพลานามัยจึงถดถอยในช่วงท้ายของพระชนม์ชีพ จนสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2468 สิริพระชันษา 69 ปี

ในปี 2468 นั้นเอง หลังเสร็จงานพระเมรุที่ท้องสนามหลวง พระศพสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงนครราชสีมา และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนศรีสัชนาลัยสุรกัญญา ในเดือนกรกฎาคมแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ออกพระเมรุพระศพกรมหลวงอดิศรอุดมเดช พร้อมกับพระศพกรมหลวงพรหมวรานุรักษ์


บรรณานุกรม

กรมหลวงอดิศรอุดมเดช กษิดิศ อนันทนาธร ชีวประวัติ ทหารม้า พระองค์เจ้าศุขสวัสดี

เรื่อง: กษิดิศ อนันทนาธร

อดีตผู้จัดการโครงการ 100 ปีชาตกาล ศ.ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ บรรณาธิการหนังสือหลายเล่ม โดยเฉพาะหนังสือเกี่ยวกับป๋วย อึ๊งภากรณ์ ปรีดี พนมยงค์ เสรีไทย และสุลักษณ์ ศิวรักษ์ กษิดิศเป็นคนหนุ่มผู้สนใจประวัติศาสตร์การเมืองและสังคมไทย และรักการเขียนประวัติสามัญชนคนสำคัญของสยาม