วันนี้..ไม่, ต่อไปมีแน่! #เปลวสีเงิน -

เปลว สีเงิน

ช่วงนี้…..

ชาวบ้านเป็นโรค “ผวาฝน” กันไปหมดแล้ว

ตื่นขึ้นมาเห็นฟ้ามืดตึ๊ดตื๋อ ก็ห่อหี่ยวเป็นข้าวเหนียวแล้งน้ำ

และดูท่า “พระพิรุณ” ท่านก็ช่างขี้เล่นอยู่พอสมควร

เห็นผู้คนเป็นโรควิตกจริต พอฟ้าครึ้มฝน…ก็ผวา

ท่านจึงหยอกเย้า…

แกล้งทำฟ้าร้องครืนๆ แล้วหย่อนน้ำลงมาเปาะแปะสี่ซ้าห้าเม็ดบ้าง ปล่อยซ่าลงมาเป็นฟ้ารั่วบ้าง

แต่แป๊บเดียวก็หยุด!?

แล้วสะกิดสะเอวให้ “เทพสุริยัน” สาดแสงลงมา

พอจะยิ้มได้ อ้าว…พระอาทิตย์หุบซะอีกแล้ว

ฟ้าครืน..ครืน หย่อนเม็ดฝนลงมาอีกเป็นหย่อมๆ แล้วก็หยุด

ผมสังเกต เป็นอยู่อย่างนี้มาตลอด

หลังจากที่ตกล้างกรุงมา ๓ วัน ๔ คืนติด ตอนปลายเดือนกันยา!

สรุป ตอนนี้ “ตกจริง” ไม่มีแล้ว

มีแต่ “ตกหลอกๆ” หยอกคนขี้กลัวเล่น

แต่ตอนนี้ ชาวบ้านฝังใจไปหมดแล้วว่า เดือนนี้น้ำท่วมแน่ เพราะอุตุ.ท่านเตือนเรื่องฝนตก เป็นจริง-เป็นจัง

ผมก็อยากจะบอกว่า หายใจลึกๆ ยกการ์ดสูงๆ ทำใจสบายๆ

ฝนตกน่ะดีแล้ว

เพราะหน้านี้เป็นหน้าฝน ถ้าไม่ตกซีจะแย่ เพราะจะไม่มีน้ำไหลลงเขื่อน ตอนหน้าแล้ง ชาวไร่-ชาวนา-ชาวสวน จะเดือดร้อน หน้าแล้ง จะไม่มีน้ำกิน-น้ำใช้

และอีกอย่าง ไม่ต้องกลัวจะท่วมเหมือนปี “ยิ่งลักษณ์เอาอยู่” หรอก ถ้าท่วม…ผมจะถลกตูดให้เตะคนละที!

เหตุที่ผมมั่นใจ เพราะท่านเคยสังเกตมั้ยล่ะว่า

ตั้งแต่ตุลา.เรื่อยมา มีแต่ตกซู่…แล้วก็หยุด ซู่…แล้วก็หยุด

ที่จะตกชนิด “กูเอามึงตาย” แบบปลายเดือนกันยา.

ไม่ปรากฎ!

อีกอย่าง ทางกรมชลฯ เขาก็บอกเรื่อง “น้ำเหนือหลาก” ที่จะเข้ามาท่วมกรุงเทพฯ ให้สบายใจ หายห่วงได้เลย

ถึงมา “อุโมงค์ยักษ์” ของชัชชาติก็เอาอยู่ ตรงนี้ผมว่าเอง

ดังนั้น เลิกวิตกเรื่อง “ฝนตก-น้ำท่วม” กันได้แล้วนะ

เรื่องที่กทม.ควรเร่งทำตอนนี้คือ….

ระบายน้ำที่ท่วมขังย่าน รามคำแหง บางกะปิ ร่มเกล้า เคหะคลองจั่น และ ฯลฯ ให้แห้งเร็วที่สุด

ให้สมกับข้อความที่พิมพ์ไว้บนเสื้อยืดตอนหาเสียงว่า

ทำเงิน

ทำเงิน

ทำเงิน

นั่นน่ะ ให้เกิดประสิทธิภาพ-ประสิทธิผลมากที่สุด และรีบบิ๊ก คลีนนิ่ง เดย์ ให้ไวที่สุด!

ทั้งหมด ต้อง “จบ” ก่อน ๑๒ ตุลา.

เพราะตั้งแต่ ๑๒-๑๘ ตุลา.บ้านเมืองเรา แขกเหรื่อระดับมหาเศรษฐีจาก ๑๙๐ ประเทศ นับหมื่นคน

เขาจะมาประชุมกันในงาน “IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026”

ที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพ และจะจัดขึ้นที่ “ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์” ท่านรองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส” เป็นแม่งานใหญ่

บ้านเมืองต้องเนี๊ยบ

เจ้าภาพ คือคนไทยทุกคน ต้องแจ่มใส สดชื่น เหมือนยืนอยู่บนเนินเขา

แขกเหรื่อเห็นหน้าคนไทย…

เมื่อเห็นรอยยิ้มที่กลบรอยน้ำตาไว้ เขาจะได้สัมผัสถึงความรู้สึก “Thailand, the Land of Smiles” ไงล่ะ!

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากเสนอให้รัฐบาลทำ

คือส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นบิน เพื่อถ่ายทำแผนที่ทางอากาศ

สำรวจไปทั่วๆ ในกทม.โซนไหนบ้างที่ท่วมและไม่ท่วม

ปริมณฑล มีพื้นที่ไหนบ้างที่น้ำไม่ท่วมหรือท่วมน้อย

ทั้ง ๗๗ จังหวัด มีพื้นที่จังหวัดไหนบ้าง ที่น้ำท่วมและไม่ท่วม

โดยเฉพาะ ภาคกลางและอีสานตอนล่าง

-นครราชสีมา

-ชัยภูมิ

-บุรีรัมย์

-สุรินทร์

เนี่ย…สำรวจให้ละเอียด เก็บสถิติไว้แต่ละปี

เพราะผมมั่นใจ

ไม่วันใด-วันหนึ่ง เราไม่ย้ายเมืองหลวงจาก “กรุงเทพฯ” หรอก

แต่เราจำเป็นต้องไปสร้าง “เมืองหลวงรอง”

หรือ “กรุงเทพฯ แห่งที่ ๒” ด้วยเหตุผล ๒ ประการ

ประการแรก อนาคต “กรุงเทพฯ จมน้ำ” แน่ ไม่จมรุ่นเราหรอก แต่รุ่นหลาน…มีสิทธิ์

ฉะนั้น ต้องเตรียมพื้นที่สร้าง “กรุงเทพฯแห่งที่ ๒” ไว้แต่เนิ่นๆ

ประการที่สอง คนมันล้นพื้นที่ ๑,๕๖๘ ตารางกิโลเมตรที่เป็นกรุงเทพฯไปหมดแล้ว ถ้าเป็นน้ำ ก็ล้นตุ่มมานานแล้ว และ

ประการที่สาม ฮวงจุ้ยแห่งความร่ำรวยของประเทศเปลี่ยนแล้ว

เปลี่ยนเพราะอะไร?

เดิม…เส้นทางคมนาคม ทั้งการขนส่งสินค้า เราใช้ทางแม่น้ำ

ต่อมา เราใช้ถนน

และปัจจุบัน ถนนเพื่อการคมนาคมและการขนส่งของไทยเหมือนใยแมงมุม แถมยังมีทางรถไฟ ระบบรางคู่และการขนส่งทางอากาศ

ไม่เพียงเท่านั้น ทางใต้ จากที่เคยปลายทางที่ปาดังเบซาร์ สงขลา และสุไหง-โกลก ที่นราธิวาส

ทางเหนือ จากที่เคยสุดทางที่เชียงใหม่ ปัจจุบัน จะไปสุดทางที่เชียงของ เชื่อมต่อฝั่งลาว

ทางอีสาน ไปสุดทางที่หนองคาย และเชื่อมต่อไปลาวและจีน

ทั้งหมดนี้ เดิมมี “กรุงเทพฯ” เป็นศูนย์กลางการค้า การขนส่ง การคมนาคมทั้งหมด

แต่วันนี้…ไม่ใช่แล้ว!

ด้วยเส้นทางการคมนาคมระบบรางที่เชื่อมต่อจากจีน เข้าลาว สู่ไทย ไปมาเลย์และสิงคโปร์

จากใต้ จากอีสาน จากเหนือ ที่เคยเป็นปลายทาง

ต่อจากนี้ จะเปลี่ยนเป็น “ต้นทาง” ของการค้า การคมนาคมการขนส่ง

เมื่อเป็นแบบนี้ ผมมองว่า “อีสานตอนล่าง” สมมุติที่จังหวัดนครราชสีมา

จะกลายเป็นเมือง “ศูนย์กลาง” ทางการค้า การขนส่งและการคมนาคม แทนกรุงเทพฯ!

ส่วน “โอลด์ บางกอก” จะเป็นเมืองหลวง เพื่อการพักผ่อน ท่องเที่ยว สัมมนา นัดพบปะ เจรจาธุรกิจการค้า ศูนย์กลางการเงิน และการแสดงต่างๆ

ส่วน “นิวบางกอก” จะเป็นเมืองศูนย์กลางขนส่ง ขนถ่าย การค้า และคัดแยก ก่อนกระจายไปเหนือ-ใต้-อีสาน และกทม.

ไม่ต้องดูอื่นไกล ย้อนไปซัก ๒๐-๓๐ ปี

“ท่าข้าวกำนันทรง” ที่ พยุหคีรี นครสวรรค์ คือตลาดกลางซื้อขายข้าวเปลือกใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ที่นั่น เหมือนเมืองย่อมๆ มีครบทุกอย่าง

ใครจะซื้อ จะขาย ต้องมาต่อรอง-ตกลงราคากันที่นี่ทั้งหมด

รถขนาดใหญ่ มีข้าวเปลือกกองอยู่ในลาน

บางส่วนอยู่ในโรงเก็บ

มองลงไปริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา

มีเรือเอี้ยมจุ๊นสำหรับบรรทุกข้าว

ริมตลิ่งมีร้านกาแฟ ขายอาหารและเครื่องดื่ม

ขณะที่คนงานกำลังขนข้าวจากลานข้าวทยอยนำลงเรือเอี้ยมจุ๊น

แล้วก็ล่องไปตามแม่น้ำเจ้าพระยา

นี่. “ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” ขณะศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่ STANFORD สหรัฐฯ เดินทางกลับมาเก็บข้อมูลของตลาดข้าว เมื่อปี ๒๕๑๙ บันทึกไว้

แต่ตอนนี้ “ท่าข้าวกำนันทรง” เป็นเมืองร้างไปแล้ว!

เพราะถนนขนาด ๖-๘ เลนและรถบรรทุกขนาดใหญ่

มาทำหน้าที่แทนแม่น้ำเจ้าพระยาและเรือเอี้ยมจุ๊น

เหมือนที่ รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน, และรถไฟทางคู่

กำลังทำให้ต้องมี “กรุงเทพฯ แห่งที่ ๒”

เป็นศูนย์กลางคมนาคมและการขนส่งสินค้าข้ามประเทศ!

ถึงตอนนั้น “กรุงเทพฯ แห่งที่ ๒”

ก็จะเป็นตลาดงาน ตลาดการค้า การขนส่ง เป็นชุมทางของนักแสวงโชค ซึ่งจะบ่าไหลไปรวมกันอยู่ที่นั่น

ถ้า “ชัชชาติ” จะตามไปสมัครเป็น “ผู้ว่าฯ นคร” ที่นั่นละก็

ก็ต้องเตรียม “วางผังเมือง” ให้ดีก็แล้วกัน

อย่าเอาแก้มลิงไปเป็น “แก้มบ้านจัดสรร” เชียว

นี่ผมก็คุยเรื่อยเจื้อยไปงั้น เพราะไม่รู้จะคุยอะไร

จะให้คุยเรื่องน้ำท่วม

มันก็มีแต่เรื่องน้ำเน่า น่าเบื่อ ดีอย่างเดียว

ได้สัมผัส “นานาชีวิต” ของคนกรุงเพื่อ “การปลง” ที่ดีขึ้น!

ระดับนายกฯ อุตส่าห์ลุยน้ำไปเยี่ยม

สิ่งที่ได้รับ…มึงมาทำไม ไอ้เ X ยี้ยย….ไอ้ชิ X หาย

หวังว่า “กรุงเทพฯ แห่งที่ ๒” จะไม่มีสัตว์ประหลาดเช่นนี้ตามไปอยู่นะ.

เปลว สีเงิน

๖ ตุลาคม ๒๕๖๙