‘ยุคหลังการรู้หนังสือ’ : เมื่อผู้คนยังอ่านได้ แต่สูญเสียทักษะ ‘อ่านลึก’
1
ไม่ได้มีงานวิจัยอะไรมารองรับนะครับ แต่เท่าที่เห็นจากโลกปัจจุบัน ผมคิดว่าคนเรา ‘อ่าน’ มากกว่าที่เคยเป็นมาในอดีตมากนัก เพราะเราต้องอ่าน text ทั้งหลายในรูปของข้อความสั้น อ่านแชตโต้ตอบกับเพื่อน อ่าน message ในมือถือ อ่านข้อความในสื่อโซเชียลมีเดีย ทั้งที่ยาวหน่อยแบบ Facebook และที่สั้นๆ เป็นท่อนๆ อย่างใน X และแม้กระทั่งคลิปสั้นใน TikTok เอง หลายหนก็มีตัวอักษรทาบทับอยู่บนหน้าจอให้ต้องอ่าน ไม่ใช่แค่ดูและฟังอย่างเดียว
นั่นแปลว่ามีตัวอักษรมา ‘ผ่านตา’ เรามากขึ้นแน่ๆ
แต่คำถามก็คือ แล้วเราอ่านมากแค่ไหน?
ลองอ่านข้อความต่อไปนี้ดูนะครับ แล้วลองถามตัวเองว่าคุณคิดอย่างไรกับข้อความนี้
“ครั้งแรกที่ทารกคนแรกหัวเราะออกมาเป็นคราวแรก เสียงหัวเราะนั้นแตกออกเป็นชิ้นส่วนหนึ่งพันชิ้น
และนั่นเอง ที่คือกำเนิดของนางฟ้า”
ข้อความนี้มาจากนิยายที่แสนอ่อนหวาน และพาเราย้อนกลับไปสู่วัยเด็กตลอดกาลที่ไม่มีวันหวนคืนอีกแล้ว เว้นแต่จะได้อ่านเรื่องราวเหล่านั้นอีกครั้งหนึ่ง
นี่คือวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง Peter Pan ที่เขียนโดย เจ. เอ็ม. แบร์รี (J.M. Barrie)
คำถามคือ คุณ ‘เห็น’ ตัวอักษรเหล่านั้น, ใช่ คุณเห็น
แต่คุณได้ ‘อ่าน’ ตัวอักษรเหล่านั้น แล้วหวนคืนกลับสู่ดินแดนนิรันดรแห่งวัยเยาว์ของปีเตอร์ แพน ไหม?
2
ในบทความ The End of Reading is Here ของ โรส โฮโรวิตช์ (Rose Horowitch) มีข้อความหนึ่งที่สั่นสะเทือนผมอย่างยิ่ง ข้อความนั้นอ้างถึงนักประสาทวิทยาคนหนึ่ง คือ แมเรียน วูล์ฟ (Maryanne Wolf) มีใจความดังนี้
“แมเรียน วูล์ฟ นักประสาทวิทยาด้านการรู้คิดจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส เสนอว่าคนเรากำลังสูญเสียความสามารถในการคิดอย่างลึกซึ้งว่าด้วยการเขียน นั่นไม่ได้แปลว่าคนเหล่านี้ลืมวิธีถอดรหัสคำแต่ละคำ แต่คนเหล่านี้กลับกำลังสูญเสียความสามารถระดับสูงกว่า ในการทำความเข้าใจและสังเคราะห์ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ อเมริกานั้นไม่ได้ไม่รู้หนังสือ (Illiterate) หรอก แต่กำลังเข้าสู่ ‘ยุคหลังการรู้หนังสือ’ (post-literate) ต่างหาก”
สำหรับผม ‘ยุคหลังการรู้หนังสือ’ คือคำที่มีน้ำหนักมหาศาล เมื่อได้ยินคำนี้ ผมรู้สึกคล้ายถูกเทพธอร์ขว้างค้อนขนาดมหึมาใส่จนโลกยวบแบน
ผมรู้สึกว่า โลกกำลังเป็นอย่างนั้นจริงๆ!
เรา ‘เห็นตัวอักษร’ กันมากขึ้น (ในนามของการ ‘อ่าน’) แต่เรากลับ ‘คิด’ ได้น้อยลง
หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราทั้ง ‘อ่านเป็น’ และ ‘คิดเป็น’ ได้น้อยลงจริงๆ!
โฮโรวิตช์บอกว่า ในปี 1958 หนังสือขายดีอันดับหนึ่งของอเมริกาคือ ‘ดอกเตอร์ชิวาโก’ (Doctor Zhivago) นวนิยายหนาปึ้กหลายร้อยหน้า เขียนโดย บอริส ปาสเตอร์แน็ก (Boris Pasternak) หนังสือเล่มนี้เต็มไปด้วยประโยคซับซ้อน โครงเรื่องก็ซับซ้อน ไม่เหมือนนิยายยุคใหม่ที่เห็นได้ชัดเจนเลยว่า วิธีสร้างประโยคนั้น ‘ง่าย’ กว่ามาก แถมเนื้อเรื่องก็ยังมีลักษณะเหมือน ‘กลไก’ แบบการเล่นเกมที่ไม่ค่อยจะมีชีวิตจิตใจด้วย ตัวอย่างเช่น Hunger Games ที่เป็นหนังสือขายดีอันดับหนึ่งในอเมริกาเมื่อปีที่แล้ว – เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอของโฮโรวิตช์ก็น่าถกเถียงอยู่เหมือนกันนะครับ เพราะใครก็ตามที่อายุมากพอจะคุ้นกับ ‘ด็อกเตอร์ชิวาโก’ อาจเถียงว่า คนอ่านหนังสือเล่มนี้เพราะมีหลายปัจจัยหรือเปล่า ไม่ใช่แค่เพราะมันเป็นหนังสือเล่มหนึ่ง แต่เพราะมันเกี่ยวข้องกับการเมืองแห่งยุคสงครามเย็น เนื่องจากโซเวียตสั่งให้เป็นหนังสือต้องห้าม ซีไอเอเลยลักลอบพิมพ์แล้วเอามาแจกจ่ายในยุโรป เรียกว่าเป็น ‘ซอฟต์พาวเวอร์’ ยุคสงครามเย็นก็ว่าได้ แถมโลกตะวันตกยัง ‘มอบรางวัลโนเบล’ ให้กับปาสเตอร์แน็กอีก แล้วต่อมาก็มีการนำไปสร้างเป็นหนังดังในปี 1965 เพลงประกอบภาพยนตร์อย่าง Somewhere, My Love หรือ Lara’s Theme นั้น คุ้นหูคนกันแบบระบือลือลั่นโลก
ดังนั้น ปัจจัยที่ทำให้หนังสือเล่มหนึ่งๆ ‘ดัง’ จึงอาจแตกต่างกันมากจนเทียบเคียงหนังสือสองเล่มที่ว่านี้ไม่ได้ ซึ่งสิ่งที่ผมคิดนี้บังเอิญตรงกับบล็อกหนึ่งของ Akua ที่เขียนบทความชื่อ The End of Reading Never Began เพื่อโต้โฮโรวิตช์โดยตรง
อย่างไรก็ตาม โฮโรวิตช์บอกว่า ไม่ได้แปลว่าประโยคซับซ้อนยืดยาวนั้นดีกว่าประโยคสั้นๆ หรือนิยายการเมืองผสมเรื่องรักใคร่สำคัญกว่านิยายสำหรับวัยรุ่น แต่เธอบอกว่าถ้าย้อนกลับไปดู ‘ข้อมูลระยะยาว’ คือดูหนังสือขายดีในลิสต์ของ New York Times เราจะพบได้เลยว่าในระยะเวลา 70 ปี ประโยคในหนังสือ best seller เหล่านั้น โดยเฉลี่ยแล้ว ‘สั้นลง’ ราวหนึ่งในสามหรือราว 30% นั่นแปลความได้หรือเปล่าว่า – คนที่เคยอ่าน ‘ของยาก’ (ที่ทำให้สมองต้องทำงานหนักกว่า) ตอนนี้หันมาหา ‘ของง่าย’ ขึ้นเรื่อยๆ
แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ โฮโรวิตช์บอกด้วยว่านอกจากจะอ่าน ‘ของง่าย’ มากขึ้นแล้ว แต่แค่ ‘อ่าน’ คนก็อ่านน้อยลงด้วย
มีตัวเลขจาก National Endowment for the Arts ของสหรัฐฯ ในรายงานชื่อ 2022 Survey of Public Participation in the Arts บอกว่าในปี 2022 มีผู้ใหญ่น้อยกว่าครึ่ง ที่รายงานว่าตัวเองอ่านหนังสือหนึ่งเล่มในรอบปีที่ผ่านมา โดยมีเพียง 38% ที่อ่านนิยายหรือเรื่องสั้น นอกจากนี้ โฮโรวิตช์ยังบอกด้วยว่า มีการวิเคราะห์ของ American Time Use Survey ที่บอกว่าคนที่อ่าน ‘เพื่อความสนุก’ ลดจาก 28% ในปี 2004 มาเหลือแค่ 16% ในปี 2023
ข้อสรุปของโฮโรวิตช์ก็คือ – นี่คือ ‘ยุคหลังการรู้หนังสือ’ (post-literate) เหมือนที่วูล์ฟเคยว่าเอาไว้จริงๆ!
ว่าแต่ว่า ‘ยุคหลังการรู้หนังสือ’ มันคืออะไรกันแน่?
แมเรียน วูล์ฟ ซึ่งเป็นนักประสาทวิทยา เธอทำวิจัยเรื่องสมองกับการอ่านมาเป็นเวลาหลายสิบปี เธอใช้คำคำหนึ่งที่น่าสนใจมาก คือคำว่า deep reading circuit ซึ่งอาจพอแปลเป็นไทยได้ว่า ‘วงจรการอ่านอย่างลึกซึ้ง’ ซึ่งในที่นี้ผมขอใช้คำเรียกย่อๆ ว่า DRC ก็แล้วกันนะครับ
วูล์ฟบอกว่า DRC ไม่ได้เกิดขึ้นมาเองโดยธรรมชาติ แต่คือสิ่งที่ ‘มนุษยชาติ’ ได้ฝึกฝนร่วมกันมาเป็นเวลานานนับตั้งแต่เริ่มเกิดตัวอักษรขึ้นมา
นั่นอาจคือการลงทุนของมนุษย์นับพันปี กว่าจะได้การอ่านที่ลึกซึ้งแบบนี้!
DRC คือ ‘วงจร’ หรือ circuit ที่ประกอบกันขึ้นจากการอ่าน ‘ตัวอักษร’ การทำความเข้าใจ ‘ประโยค’ รวมไปถึงการเชื่อมโยง ‘ความหมาย’ ที่หมายถึงการอ่านแล้วเข้าใจสิ่งที่ไม่ได้ปรากฏอยู่ในตัวอักษรหรือความหมาย ‘ระหว่างบรรทัด’ ไล่ไปจนกระทั่งถึงการ ‘สังเคราะห์’ สิ่งใหม่ๆ โดยการเอาข้อความแต่ละประโยค ย่อหน้าแต่ละย่อหน้ามาสะท้อนโต้ตอบกัน และสะท้อนโต้ตอบกับ ‘ความรู้สึก’ ที่เกิดขึ้นขณะอ่านด้วย
และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน!
DRC ไม่ใช่ความสามารถที่ใครเกิดมาแล้วก็จะมีฝังอยู่ในพันธุกรรมเลยทันที ไม่ใช่สิ่งที่มีมาแต่กำเนิด แต่มนุษย์ค่อยๆ บ่มเพาะ แล้วฝังสิ่งนี้เอาไว้ในสมอง คนจึงอ่านอย่างลึกซึ้งและคิดอย่างลึกซึ้งมากขึ้นเรื่อยๆ ทีละรุ่นๆ นั่นจึงทำให้มนุษย์ ‘ก้าวหน้า’ ในทางสติปัญญา หรือมีไอคิวสูงขึ้นเรื่อยๆ มาตลอดประวัติศาสตร์ (ยกเว้นช่วงหลัง!) เพราะใน DRC นั้น สมองต้องเชื่อมต่อระบบประสาทหลายส่วนเข้าด้วยกัน ทั้งการประมวลผลทางสายตา, ภาษา, ความทรงจำ, การอนุมาน หรือแม้กระทั่งความเข้าใจหรือเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องทำงาน ‘พร้อมกัน’ ขณะอ่านข้อความที่ซับซ้อน
ถ้าสมองของเรา ‘ซับซ้อนไม่พอ’ ที่จะอ่านความซับซ้อนของหนังสือได้ – เราก็จะ ‘อ่าน’ ไม่เป็น!
วูล์ฟบอกว่า DRC มีลักษณะ “use it or lose it” มันเหมือนการออกกำลังกายกล้ามเนื้อ ถ้าไม่ได้ใช้ มันก็จะอ่อนแอลงตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นลักษณะที่เรียกว่า neuro-plasticity มันไม่ได้เสื่อมในแบบสมองเสื่อม ทว่าเหมือนกับกล้ามเนื้อที่ลีบเล็กลง และต้องใช้เวลา ‘ฝึกฝน’ ให้กลับมาอีกครั้ง
แม้แต่ตัววูล์ฟเอง เธอก็ยอมรับว่า หลังเธอใช้เวลาหลายปีอ่านแต่จากหน้าจอแล้วกลับมาอ่านหนังสือยาวๆ อีกครั้ง เธอก็ต้องตกใจ เพราะพบว่า DRC ของตัวเธอเองเสื่อมลง เธอสูญเสียการอ่านอย่างลึกซึ้งไปบางส่วน จนต้องกลับมาฝึกฝนใหม่
นั่นแปลว่านักประสาทวิทยาที่เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอ่าน ยัง ‘สามารถ’ สูญเสีย ‘ความสามารถ’ นี้ได้เลยนะครับ เพียงเพราะเธอใช้สื่อแบบเดิมๆ ทุกวัน
อีกคนหนึ่งที่พูดเรื่องใกล้เคียงกัน ก็คือโจนาธาน เฮดต์ (Jonathan Haidt) ซึ่งเป็นนักจิตวิทยาเจ้าของหนังสือ The Happiness Hypothesis: Finding Modern Truth in Ancient Wisdoms หรือ วิทยาศาสตร์แห่งความสุข ที่ผมเคยแปล กับหนังสือ The Righteous Mind: Why Good People Are Divided by Politics and Religion และ The Coddling of the American Mind: How Good Intentions and Bad Ideas Are Setting Up a Generation for Failure
เฮดต์เพิ่งไปพูดที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) เมื่อเดือนมีนาคม 2026 โดยบอกว่าตอนนี้สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดเกี่ยวกับคนรุ่นใหม่ ไม่ใช่เรื่องสุขภาพจิตแล้วนะครับ จะโรคซึมเศร้า ไบโพลาร์อะไรก็แล้วแต่ เขาบอกว่าเรื่องที่น่ากังวลมากกว่า คือเรื่อง ‘สมาธิ’ ต่างหากเล่า
เฮดต์บอกว่า ทั้งสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดียกำลัง ‘ดูดซับ’ ความสามารถด้าน ‘สมาธิ’ (concentration หรือ attention) ของมนุษยชาติไป และอาจมากถึง 10-50% เลยทีเดียว สื่อเหล่านี้เร่งเร้าให้เราต้องสนใจมันในเวลาอันสั้น จนถ้าสิ่งไหนไม่สามารถทำให้เราสนใจได้โดยเร็ว เราก็จะหันไปสนใจสิ่งอื่นแทน ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดแค่กับการ ‘เสพ’ ความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องงานด้วย เพราะมันทำให้คนจำนวนมากไม่สามารถโฟกัสกับงานได้เกิน 30 วินาที
เฮดต์ถึงขั้นเรียกการนำอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ (ซึ่งรวมถึง AI ด้วย) เข้าไปใช้ในห้องเรียนว่า ‘catastrophic mistake’ หรือความผิดพลาดระดับมหันตภัย เพราะมันกำลัง ‘ลบ’ ความก้าวหน้าของมนุษยชาติด้านการเรียนรู้ที่สั่งสมมาในระยะห้าสิบปีทิ้งไป!
สิ่งที่เฮดต์พูดนั้น มีงานวิจัยเยอะแยะตาแป๊ะไก๋ที่ยืนยันนะครับ เช่น งานวิจัยที่บอกว่าการอ่านหน้าจอทำให้เรามีความเข้าใจ ‘ต่ำ’ กว่าการอ่านบนกระดาษ (screen inferiority effect) เพราะการอ่านหน้าจอทำให้สมองเราเข้าสู่โหมดการอ่านแบบ scan และ skim แต่ไม่ได้กระตุ้นให้ DRC ทำงาน แล้วแม้แต่บนจอเอง ก็มีการวิจัยพบว่า ‘ความสนใจ’ หรือ attention span บนอุปกรณ์ดิจิทัลในรอบ 20 ปีที่ผ่านมานี้ก็ลดลงด้วยนะครับ คือปี 2004 attention span บนหน้าจอของเราเฉลี่ยอยู่ที่ 150 วินาที พอถึงปี 2012 ลดเหลือ 75 วินาที และในปี 2024 ลดลงไปอีกเหลือแค่ 47 วินาที นั่นแปลว่าความสามารถในการ ‘จดจ่อ’ กับสิ่งหนึ่งๆ ที่หน้าจอของเราลดลงไปมากกว่า 68% เลยทีเดียว
ในไทย มีผลสำรวจปี 2024 ของสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) บอกว่าคนไทย ‘ดูเหมือน’ จะอ่านเยอะขึ้น นั่นคือคนไทยอ่านเฉลี่ย 113 นาทีต่อวัน แต่กระนั้นก็ยังไม่ได้มีการศึกษาเรื่อง DRC หรือการอ่านระดับลึกที่เกี่ยวข้องกับวงจรในสมองของคนไทยอย่างจริงจัง ทำให้เรายังไม่รู้ว่า นิยามของ ‘การอ่าน’ ที่ว่า คืออะไร
แต่หากเราคิดว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดในอเมริกาจากบทความของโฮโรวิตช์ เป็นสัญญาณล่วงหน้า เตือนเราถึงสิ่งที่กำลังเกิดกับสังคมที่ใช้สมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดียทั่วโลก คำถามสำหรับสังคมไทยจึงไม่ใช่ว่าเราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า แต่คือ – เราเป็นแบบนั้นไปถึงไหนแล้ว และผู้มีอำนาจในสังคมเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญหรือเปล่า
3
แมเรียน วูล์ฟ กำลังเรียกร้องให้เรากลับสู่ ‘บ้านแห่งการอ่าน’ นั่นคือการรื้อฟื้น DRC ในตัวเราขึ้นมาใหม่ เธอยืนยันว่า DRC ที่สูญหายไปจากการอ่านหน้าจอนั้นสามารถหวนคืนมาได้ แต่ต้องการการฝึก เวลา และการตัดสินใจที่มุ่งมั่นว่าจะให้ ‘การอ่านอย่างลึกซึ้ง’ มีที่ทางอยู่ในชีวิตของคุณหรือเปล่า
ในยุคที่คนจำนวนมากเห่อ AI และเห็นว่า – โอ๊ย! ไม่ต้องไปอ่านเองยาวๆ หรอก ให้ AI อ่านแทนแล้วสรุปให้เราดีกว่านั้น หลายคนลืมไปกว่า AI ทำให้เราได้ทุกอย่างนั่นแหละ ยกเว้นรื้อฟื้น DRC ในสมองของเราขึ้นมา
ทักษะที่มีคุณค่า อาจไม่ใช่การอ่านเร็วหรืออ่านมาก แต่อาจคือ ‘ความสามารถ’ ในการ ‘อ่านช้า’ แล้วค่อยๆ ขบคิดไขรหัสทั้งที่เห็นเป็นตัวอักษรและในพื้นที่ว่างเปล่าระหว่างตัวอักษร ว่าคุณ ‘เห็น’ อะไรอยู่ในนั้นบ้าง โดยไม่เผลอโพล่งไปเขียนถาม AI หรือถามโซเชียลมีเดียเสีย เพราะอยาก ‘รู้สำเร็จรูป’ ในฉับพลันทันที แต่ไม่ได้ปล่อยให้สมองและจิตใต้สำนึก ‘ค่อยๆ’ ทำงาน
ช่วงเวลาของการอ่านช้าๆ ซึมซับสิ่งที่ ‘ยังไม่เข้าใจ’ นั่นแหละครับ ที่คือการ ‘เชื่อมโยง’ สิ่งที่อ่านให้กลายเป็นประสบการณ์ของตัวเราเอง ด้วยความรู้สึกที่อวลไออยู่ข้างใน สงสัยใคร่รู้ ฉงนกับมัน และวางตัวเองเอาไว้ในดินแดนอันไร้คำตอบ
ลองกลับไปอ่าน Peter Pan ดูอีกหน
แล้วถามตัวเองดูสักหน่อย ว่าคุณ ‘เห็น’ อะไร?
AI attention span deep reading circuit Maryanne Wolf Phenomenon post-literate การอ่าน การอ่านหนังสือ การอ่านอย่างลึกซึ้ง ความสามารถในการอ่าน ยุคหลังการรู้หนังสือ วัฒนธรรมการอ่าน สมาธิ สมาธิสั้น โซเชียลมีเดีย โตมร ศุขปรีชา