สัตว์ละอันพันละน้อย กับโครงการอันละล้านล้าน : ตะลุยหา 'ตุ๊กกาย' และสัตว์ในแลนด์บริดจ์ที่ตกสำรวจ
Content Warning: บทความนี้มีการแนบภาพประกอบของ ‘ตุ๊กกาย’ (สัตว์ในกลุ่มตุ๊กแก) เพื่อใช้อ้างอิง สำหรับผู้อ่านที่มีความกังวลหรือกลัวสัตว์กลุ่มนี้ โปรดระมัดระวังขณะเลื่อนผ่านภาพ
ปลายเดือนเมษายนปีนั้น อากาศร้อนจัด ผมมุ่งหน้าลงใต้
แม่กลอง เขาวัง สามร้อยยอด ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผ่านท่าแซะก็ชี้ให้เพื่อนร่วมทีมดูบ้านเกิดทางจิตวิญญาณตัวเองเสียหน่อย แล้วรถของเราหักไปทางตะวันตก ก่อนเที่ยงเราก็มาถึงจุดหมายแรก เลี้ยวจากทางหลวง ผ่านสวนยาง มาจอดหน้าถ้ำหินปูนใหญ่ บรรยากาศสงบเงียบรื่นรมณ์ เป้าหมายของเราคือ ตุ๊กกายถ้ำสนุก (Cyrtodactylus sanook)
ถ้าใครที่คุ้นกับตุ๊กแก โดยเฉพาะตุ๊กแกบ้านสีฟ้าๆ ส้มๆ ตุ๊กกายก็ญาติกัน แต่ตุ๊กกาย หรือตุ๊กแกป่าส่วนใหญ่ตัวเล็กกว่า ที่สำคัญคือนิ้วตีนไม่มีปุ่มดูดแบบที่เอาไว้ไต่ผนังบ้านเรียบๆ ได้ นิ้วตุ๊กกายเป็นเล็บ แทนที่จะอยู่ตามบ้าน ตุ๊กกายเลือกอยู่ตามป่า-ถ้ำ-เขา แทน
ใครที่ชอบเล่นโปเกมอน ตุ๊กกายก็ให้อารมณ์เดียวกัน เพราะประเทศไทยเรามีตุ๊กกายไม่ต่ำกว่า 60 ชนิด กระจายตั้งแต่เหนือจรดใต้ บ้างอยู่ถ้ำ บ้างอยู่ป่า บนต้นไม้ก็มี ตามพื้น ตามหิน มีหมด การไล่ดูตุ๊กกายให้ครบก็ต้องเดินทางเหนือจรดใต้ จากยอดเขาลงสู่ป่าดิบที่ราบต่ำเหมือนกัน


ถ้าเรามาถึงถ้ำสนุกตอนกลางคืน ถ้ำสนุกก็สนุกสมชื่อ การหาตุ๊กกายจัดอยู่ในโหมด easy พวกมันออกมาเกาะหากินเต็มไปหมด ตามรากไม้ ก้อนหิน ผนังถ้ำ แต่นี่มันช่วงกลางวัน พวกมันหลบกลับเข้าไปนอนตามซอกรูซอกหลืบต่างๆ การหาตุ๊กกายเปลี่ยนเป็นโหมด hard ทันที ที่เดียวที่เรามีความหวังคือข้างในถ้ำ
อากาศร้อนผ่าวปะทะหน้าพวกเราทันทีที่ลงจากรถ แดดเที่ยงตรงหัวเผากบาล ชนิดว่าแค่จะเดินให้ถึงถ้ำยังขาอ่อน หน้าถ้ำ กลิ่นขี้ค้างคาวโชยเข้าหน้า ก่อนเราจะค่อยๆ เดินเรียงเดี่ยวลึกเข้าไป
ในถ้ำไม่มีแสงแดดก็จริง แต่ก็ไม่มีอากาศถ่ายเทด้วย แทนที่จะเย็น อากาศในถ้ำทั้งนิ่งทั้งอ้าวจนเหงื่อไม่ออก ทำให้ยิ่งร้อนระอุอยู่ในตัว จากที่เดินหาอย่างตั้งใจก็เริ่มเป๋ไปเป๋มา จนในที่สุดก็ได้ยินเสียงสวรรค์ที่รอฟังมานาน
“เจอแล้วครับ”
แค่นั้นเอง มันเกาะต่ำอยู่ระดับหัวเข่า เงายาวๆ ลายสลับเหลือง-น้ำตาลที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นขาวสลับดำตรงหาง มองเราด้วยตาเฉยเมย ถึงนิ้วจะไม่มีปุ่มดูดแบบญาติตุ๊กแกบ้าน ตุ๊กกายก็มีนิ้วยาวที่สามารถบิดหรือโค้งได้ ช่วยให้มันปีนไปตามผนังถ้ำได้เหมือนกัน
ขาออกเรายังเจอลูกงูกาบหมากหางนิล หรือที่ชาวบ้านชอบเรียก ‘งูปู่โสม’ ‘งูเจ้าที่’ ด้วยมันอาศัยในถ้ำเป็นหลัก คนเลยจินตนาการว่ามันเฝ้าทรัพย์ มันแค่รอกินค้างคาวแท้ๆ แต่อย่างในถ้ำสนุก มันคงไล่กินตุ๊กกายด้วยเหมือนกัน
ตุ๊กกายถ้ำสนุกนั้นมีการกระจายพันธุ์ที่แคบมาก คือเขาลูกนี้แห่งเดียวในบริเวณชุมพร แล้วไม่พบที่อื่นอีก เขาลูกเดียวกันนี้ยังมีสิ่งมีชิวิตถิ่นเดียวอื่นๆ อีกด้วย ตั้งแต่หอยทาก งูเขียวหางไหม้ ไปจนถึงกิ้งกือลูกกวาด แต่วันนี้เราแค่ผ่านทาง จุดหมายสุดท้ายของวันคือระนอง
ไม่นาน เราก็อยู่อีกฝั่งของด้ามขวาน ซ้ายมือเป็นภูเขา ขวามือเป็นพม่า ก่อนจะเปิดทางสู่อันดามันในที่สุด ตลอดทางผ่านรอยต่อชุมพร-ระนอง เพื่อนร่วมทางซึ่งเป็นสารานุกรมอนุกรมวิทานสิ่งมีชีวิตไปด้วย ก็ไล่ทวนสิ่งมีชีวิตี่พบได้แถวนี้ให้ฟัง ตั้งแต่งูพังกา งูสามเหลี่ยม ไปจนถึงหอยนักล่า หอยพิศวง หอยนกขมิ้น ปู ปลา และที่ได้ยินบ่อยสุดก็คือ
“มีปู แต่ยังไม่ได้รับการบรรยาย ไม่มีใครรู้ว่าปูอะไร”
“ปลาชนิดนี้ เขาเดากันว่าน่าจะมาจากต้นน้ำแถวนี้ล่ะครับ แต่ยังไม่มีใครขึ้นไปหา”
สรุปรวมๆ คือ แถวนี้มีของดีจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการสำรวจและศึกษาให้ถ้วนถี่ ฟังเพลินดีเหมือนกัน ฟังก็ทดไว้ในใจว่า สักวันคงได้กลับมาสำรวจพื้นที่อีก ถ้าพื้นที่มันไม่ถูกทำลายไปเสียก่อน
‘ถ้า’ นี่ล่ะครับสำคัญ เพราะพื้นที่ที่ลงมารอบนี้คือถูกกำหนดไว้สำหรับ ‘โครงการแลนด์บริดจ์’ สะพานเชื่อมสองฝั่งทะเล ซึ่งก็มีการคัดค้านกันอย่างแข็งขัน ข้อมูลความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่นั้นมาจากฝั่งนักดำน้ำ หนักไปทางปะการังและปลา ส่วนข้อมูลภาคบกนั้น แทบจะไม่มีใครออกมาพูดถึงเท่าไร ทั้งที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ตกสำรวจที่น่าสนใจมาก เพราะถ้าเราพูดถึงภาคใต้ตอนล่าง พืชและสัตว์ก็จะคล้ายกับทางมาเลเซีย แต่ภาคใต้ตอนกลาง หรือที่เรารู้จักในนาม ‘คอคอดกระ’ นั้น มีสิ่งมีชีวิตหลายชนิดที่ไม่พบที่อื่นอีก
จากทางหลวง มองเห็นน้ำตกหงาวตระหง่านบนภูเขาแล้วใจหาย ปลายเมษาปีนั้น อากาศร้อนแล้งร้ายกาจจนน้ำตกแทบจะแห้ง ป่าที่ควรเขียวก็แดงไหม้ไปหมด เตือนให้รู้ว่าสภาพอากาศร้อนจัดกำลังทดสอบความอดทนของระบบนิเวศ ซึ่งไม่รู้จะต้านทานได้อีกกี่ปีถ้ามันยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ความกังวลนี้หมดไปเมื่อจู่ๆ พายุฝนก็ระเบิดออกมาเหนือหัวพวกเราพอดี ร่วมสองชั่วโมงที่สายฝนตกลงมาอย่างบ้าคลั่งจนเปลี่ยนความร้อนอ้าวให้กลายเป็นความเย็นฉ่ำชื้น เราก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายของวันนี้ อำเภอสุขสำราญ
มืดสนิทตอนที่ผมเลี้ยวผ่านสวนยางเข้าไป ถนนวิ่งมาสุดที่น้ำตกชุมชนเล็กๆ มีทุกอย่างที่น้ำตกเล็กๆ ควรจะมี คือแผงอาหารตามสั่ง กองขยะ แคร่ไม้ไผ่ แต่สองทุ่มไม่มีใครมาเที่ยวแล้ว แม่ค้าก็กลับบ้าน ไฟส่องทางก็ไม่มี เหลือมนุษย์สองคนยืนมองหน้ากันในแสงไฟฉาย
เป้าหมายคืนนี้ก็ยังเป็นตุ๊กกาย แต่เป็นตุ๊กกายระนอง (Cyrtodactylus ranongensis) สัตว์เฉพาะถิ่นอีกชนิด
ตุ๊กกายชนิดนี้เพิ่งค้นพบปี 2008 นี่เอง ข้อมูลที่เราได้รับมาคือ ตุ๊กกายชนิดนี้หาไม่ยาก ถึงขั้นมีคนเจอมันเกาะเสาร้านส้มตำอยู่ริมถนนด้วยซ้ำ คืนนั้นเลยเริ่มด้วยความฮึกเหิม อีกสักครู่เราก็คงเจอพวกมันยี่สิบสามสิบตัว แล้วสามทุ่มเราก็คงได้กลับที่พักไปนอนให้สบายอุรา
อนิจจา พอเอาเข้าจริง เป็นคืนที่เงียบเหงาเสียนี่กระไร ฝนที่ตกอย่างหนักครั้งแรกในรอบหลายเดือนคงทำให้ตุ๊กกายของเรามีไอเดียทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่เกาะเสาร้านส้มตำแล้วแน่ๆ ที่มาแทนตุ๊กกายได้แก่กบสารพัด ที่ตะครุบทันก็กบทูดขนาดเขื่อง ที่ตามมากินกบคือ นกทึดทือมลายู (Buffy Fish Owl) แสนเชื่อง เกาะอยู่ข้างรถทั้งคืน เดินผ่านทีไรมันก็บินไปหลบในกอไผ่ ลับหลังก็กลับมาเกาะที่เดิม แต่ไม่มีวี่แววตุ๊กกายที่ว่าชุมนักชุมหนา เดินพลิกก้อนหินพลิกรากไม้ เดินไปด่าไป ด่าตุ๊กกายบ้างที่ผิดคิว แต่ส่วนใหญ่ด่าตัวเองที่เลือกงานอดิเรกอะไรก็ไม่รู้ คนเราไม่ควรขับรถแปดชั่วโมงเพื่อคว้าน้ำเหลว

ห้าทุ่มกว่า เราข้ามน้ำตกเพื่อกลับไปเอารถ แสงไฟฉายส่องหลังร้านส้มตำ มีขยะ มีแผ่นสังกะสี มีถุงพลาสติก มีขวดแก้ว อ่อ แล้วนั่นอะไร เกาะอยู่บนพุ่มไม้เตี้ยๆ
ตุ๊กกายระนอง
เท่านั้นละ เหมือนปลดน้ำหนักออกจากบ่า มือไม้สั่นย่องกริบเข้าไปหา ก่อนตะครุบเอาเจ้าตัวดีมาดูใกล้ๆ มันคงไปกินข้าวมาแล้วค่อยนอนพัก คงไม่คิดว่าวันนี้มีคิว

ตุ๊กกายระนองรูปร่างเล็กกว่าตุ๊กกายสนุก สีน้ำตาลลายๆ อาศัยอยู่ตามโคนไม้ พุ่มไม้ วิ่งหากินตามพื้น มันมีนิ้วที่สั้นกว่าตุ๊กกายสนุกที่ปีนป่ายก้อนหินอย่างเห็นได้ชัด ถ้าพูดถึงรูปร่าง ไม่สวยเลย แต่ถ้าไม่มาระนองก็ไม่มีที่อื่นบนโลกแล้ว
เราจัดท่าถ่ายรูปตุ๊กกายอย่างรวดเร็ว ก่อนปล่อย ผมถือมันในมือเป็นครั้งสุดท้าย ตัวมันผอมนิดเดียว แทบไม่รู้สึกถึงน้ำหนัก นิ้วไล่ไปตามปุ่มปมเล็กๆ บนผิวที่แห้งและหยุ่น หางสีน้ำตาลของมันมีร่องรอยหักแล้วงอกใหม่ เป็นหลักฐานว่ามันเคยผจญภัยมาแล้วและรอดมาได้
อิ่มอกอิ่มใจทำให้ขากลับเข้าเมืองระนองคืนนั้นผ่านไปเร็วเป็นพิเศษ เราขับผ่านด่านความมั่นคงสองสามแห่งอย่างรวดเร็ว ถนนทั้งเส้นเต็มไปด้วยกบหนองออกมาฉลองฝนแรกของฤดูจำนวนนับร้อยๆ ตัว กระโดดขึ้นมาถูกรถทับบนถนน พรุ่งนี้ พวกนกกระปูด นกเอี้ยงคงมีอาหารกินไม่หวาดไหว
อะไรคือความฉลาดกันแน่หรือ คนที่สนับสนุนโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์นั้น ไม่ได้มีแต่นักธุรกิจการเมืองที่จ้องจะกินหัวคิวส่วนต่างการก่อสร้างเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคนอย่างที่เราโดยทั่วไปเห็นว่าไม่ใช่คนโง่อีกด้วย หลายคนเข้าไปอยู่ในรัฐบาล หรือมีอำนาจตัดสินใจทางนโยบาย พวกเขาสนับสนุนโครงการพัฒนาแบบนี้ด้วยใจจริง หวังว่าจะเป็นเครื่องมือพัฒนาเศรษฐกิจ
โครงการแลนด์บริดจ์นั้นสมเหตุสมผลอย่างยิ่งถ้าเรากำลังเล่นเกมวางแผน เกม The Sims หรือ Civilization ตารางสีเขียวในเกมคือทรัพยากร ทุกตารางมีค่าเหมือนกันหมด และเป็นทรัพยากรที่ต้องนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเมืองของผู้เล่น ในตารางไม่มีอะไร มันเป็นแค่กราฟิกที่แทนค่าต้นทุนหรือทรัพยากร แปลงผักกะหล่ำกับชายป่าติดสวนยางก็มีค่าเท่ากัน
แต่พื้นที่ธรรมชาติขนาดใหญ่ที่ลากผ่านสองฝั่งสมุทรด้ามขวานไทยนั้นไม่ใช่คะแนนในเกม นักเล่นเกมวางแผนที่นั่งคำนวณอยู่ในเมืองหลวงหรือมองเอาจากแผนที่ ไม่ได้เห็นสิ่งที่ผู้คนในพื้นที่ได้เห็น ได้สัมผัส
ตรรกะของนักวางแผนไม่มีอะไรผิดพลาด พวกเขาเก่ง แต่นักวางแผนไม่เห็นข้อเท็จจริงทั้งหมดที่จะใช้ประกอบตรรกะตัดสินใจ บางคนอาจจะเคยลงมา ‘ดูงาน’ บ้าง แต่ก็คงจะมากับเพื่อนนักการเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือ ผบ. หน่วย หรือหลักสูตรพิเศษต่างๆ อะไรทำนองนั้น โอกาสจะมาเดินหา ‘ชีวิตแปลกๆ’ หลังร้านส้มตำ หรือนั่งฟังความวิเศษของหอย ของปูที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนก็คงไม่มี เมื่อเป็นเช่นนี้ จะตัดสินใจถูกได้อย่างไร คนพวกนี้จะตระหนักถึงน้ำหนักของการตัดสินใจของตนหรือไม่ ถ้าสัตว์ละอันพันละน้อยหายไปเขาคงไม่หลั่งน้ำตา
เกือบตีสองเมื่อรถมาถึงที่พัก ทริปเรายังไม่จบ แต่พรุ่งนี้เราจะย้ายจากคอคอดกระกลับไปอ่าวไทย
ตุ๊กกาย สัตว์ สัตว์ละอันพันละน้อย สิ่งมีชีวิต สิ่งแวดล้อม แลนด์บริดจ์ แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร