บุญร่มไทร : สิทธิที่จะอยู่อาศัยในเขตเมือง
มองจากชานชาลารถไฟฟ้า BTS สถานีพญาไท ตามแนวรถไฟสายตะวันออกทิศทางขาเข้า จากถนนพญาไทไปจรดถนนพระราม 6 ฝั่งซ้ายมือของรางรถไฟนับจากถนนพญาไทมีชุมชนผู้อยู่อาศัยตลอดแนวริมทางรถไฟ 3 ชุมชน เริ่มจากชุมชนแดงบุหงา ฝั่งพญาไท ชุมชนบุญร่มไทร อยู่บริเวณกึ่งกลาง และปลายทางจรดถนนพระราม 6 คือชุมชนหลังกรมทางหลวง
ชุมชนเพิงพักปลูกสร้างชั่วคราวอย่างซอมซ่อ หมอบตัวเรี่ยติดดินริมทางเดิน เป็นภาพตัดประสานงากับตึกสูงตระหง่านเสียดฟ้าใจกลางเมือง


ในทางกฎหมายชุมชนเหล่านี้เคยเป็น ‘ผู้บุกรุก’ ที่ดินกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย แต่สำหรับผู้อยู่อาศัยในชุมชนทั้ง 3 แห่ง ฐานะของพวกเขาตอนที่เข้ามาใช้พื้นที่รกร้างแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยทำมาหาเลี้ยงชีพ มันใกล้เคียงกับการเป็น ‘ผู้บุกเบิก’
ในฐานะนักวิชาการที่ทำงานร่วมกับชาวบ้านในชุมชน บุญเลิศ วิเศษปรีชา พาเดินจากสถานีรถไฟฟ้าพญาไท ผ่านชุมชนแดงบุหงาซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมเก่าแก่ในย่านพญาไท ตรงไปยังชุมชนบุญร่มไทร ที่ตั้งเครือข่ายชุมชนคนเมืองผู้ได้รับผลกระทบรถไฟ (ชมฟ.) พร้อมกับอธิบายภูมิหลังชุมชนย่านนี้
เดิมทีชาวบ้านละแวกนี้ปลูกสร้างที่อยู่อาศัยกระจายตัวตลอดสองข้างทางรถไฟ โดยเริ่มสร้างบ้านบริเวณฝั่งซ้ายของทางรถไฟ เมื่อชุมชนเริ่มหนาแน่น บางส่วนจึงข้ามไปปลูกสร้างบ้านด้านฝั่งขวาของทางรถไฟ ซึ่งปัจจุบันที่ดินบริเวณฝั่งขวาของแนวรางดังกล่าว ไม่มีบ้านเรือนหรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ หลงเหลือให้เห็นแม้แต่หลังเดียว

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากต้นปี 2563 การรถไฟแห่งประเทศไทยเริ่มสำรวจพื้นที่เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ -และอู่ตะเภา ชุมชนบุญร่มไทรได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะตั้งอยู่ในเขตพื้นที่การก่อสร้างโครงการ
กระบวนการจัดการความขัดแย้งส่อแววมีปัญหาตั้งแต่ต้น เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่การรถไฟ เข้าไปในชุมชนแจ้งกับชาวบ้าน ขอชื่อ นามสกุล เลขที่บัตรประชาชน โดยมิได้สื่อสารบอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกใช้ดำเนินคดีทางแพ่ง
กลางปี 2564 กระบวนการไล่รื้อเข้มข้นขึ้น ฝ่ายกฎหมายของการรถไฟ ยื่นฟ้องขับไล่ชาวบ้านในชุมชนบุญร่มไทร ซึ่งแน่นอนว่าในทางกฎหมายชาวบ้านคือผู้บุกรุกและเป็นฝ่ายแพ้คดี รอการบังคับคดีให้รื้อย้ายตามคำสั่งศาล
หากปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการนี้ตามยถากรรม บทลงท้ายชะตากรรมบั้นปลายผู้คนในชุมชนบุญร่มไทรก็ย่อมไม่ต่างจากคนจนที่ถูกไล่ที่จากที่หนึ่ง แล้วก็ย้ายไปแอบอยู่อาศัย บุกรุก บุกเบิกที่ดินรกร้างว่างเปล่าอีกแห่งหนึ่ง วนซ้ำเดิมไม่รู้จบ ปัญหาไม่ถูกแก้ที่สาเหตุ เพราะมองไม่เห็นว่าคนจนเหล่านี้มีความสำคัญหรือมีความจำเป็นอย่างไรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาเมือง
การมองเห็นความสำคัญและความจำเป็นของคนจนในเมือง แปลว่ามองเห็นศักดิ์ศรีและคุณค่าของพวกเขา
+ + +
ตลอดทางที่อาจารย์บุญเลิศพาเดินเข้าไปในชุมชน เขาทักทายพูดคุยกับชาวบ้านเหมือนคุยกับญาติ มิตร เพื่อน และชาวบ้านก็สื่อสารปฏิสัมพันธ์กลับด้วยท่าทีคล้ายคลึงกัน แต่เพิ่มเติมคือมีท่วงทำนองของความเคารพให้เห็นอย่างเปิดเผย โดยไม่ได้มีท่วงทำนองประจบเอาใจ


โครงการวิจัยคนจนเมือง โดย บุญเลิศ วิเศษปรีชา แห่งคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเวทีให้คนรู้จักชุมชนริมทางรถไฟ และให้คำอธิบายว่าเหตุใดคนเหล่านี้จึงควรมีสิทธิที่จะอยู่อาศัยในเขตเมือง
เวทีอภิปรายทางวิชาการเรื่องนี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2564 เปิดประตูสร้างบรรยากาศการพูดคุยและรับฟัง โดยมีตัวแทนการรถไฟ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุยกับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ

ภาคองค์กรเอกชนที่ทำงานด้านที่อยู่อาศัยมายาวนานอย่างเครือข่ายสลัม 4 ภาค และพีมูฟ ก็ขับเคลื่อนโดยยกแนวทางมติคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2543 ใจความสำคัญว่าการรถไฟจะจัดสรรพื้นที่อยู่ใหม่ให้กับผู้ถูกรื้อถอน โดยอยู่ห่างพื้นที่เดิมไม่เกิน 5 กิโลเมตร เพื่อให้ประชาชนสามารถรักษาวิถีทางทำมาหากินต่อไปได้ เพียงแต่มติครั้งนั้นครอบคลุมชุมชนริมทางรถไฟในช่วงเวลานั้นจำนวนเพียง 61 ชุมชน
+ + +
เชาว์ เกิดอารีย์ หรือ ตี๋ บุญร่มไทร เล่าว่าเขาเข้ามาอยู่อาศัยในชุมชนแห่งนี้เมื่อปี 2545 ตอนที่เข้ามาก็รู้แต่แรกว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นของการรถไฟ แต่ก็จำเป็นต้องเข้ามาอยู่เพราะไม่มีกำลังพอจะจ่ายค่าเช่าห้องพักตามตึก อีกทั้งการอยู่กับพื้นดินสอดคล้องกับวิถีชีวิตและการทำมาหากิน
“คนในชุมชนส่วนใหญ่มีอาชีพหาบเร่ แผงลอย ขายอาหาร รับจ้างเป็น รปภ. เป็นแม่บ้าน ส่วนผมขับวินมอเตอร์ไซค์ เราไม่มีเงินพอที่จะเช่าห้องอยู่ตามตึก เพราะมันแพงมากทั้งค่าห้อง ค่าไฟ ค่าน้ำ เลยต้องมาอยู่ริมทางรถไฟ เอาไว้อยู่อาศัยเพื่อทำมาหากิน มันสะดวกเวลาเราทำกับข้าวแล้วเข็นใส่รถออกไปขายด้านนอก”

ตอนที่พี่น้องในชุมชนบุญร่มไทรถูกไล่ฟ้อง ตี๋ บุญร่มไทร คือคนที่เข้าไปร่วมเป็นปากเป็นเสียง ต่อรองกับการรถไฟ บุกไปกระทรวงคมนาคม เป็นพยานในศาลให้พี่น้องที่ถูกดำเนินคดี จัดการและประสานงานสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคง เพื่อสะสมเป็นทุนปลูกบ้านหลังจากได้สิทธิเช่าที่ดินอย่างถูกกฎหมาย
จากการพูดคุยกับชาวบ้านในชุมชน พวกเขาพูดคล้ายคลึงกันว่า “เชื่อใจตี๋”
ส่วนตี๋ บุญร่มไทร เชื่อใจอาจารย์บุญเลิศ
“ผมจบแค่ม.3 ถ้าไม่ได้อาจารย์บุญเลิศก็ไม่รู้จะสู้ยังไง แกเข้ามาช่วยทั้งการจัดตั้งเครือข่าย แนวทางเจรจา การตื่นรู้เรื่องสิทธิ แกคิดคำว่าคนแบกเมือง ทำให้เห็นว่าคนจนอย่างพวกเราที่มีอาชีพรับจ้างเป็นแม่บ้าน รปภ. ขับวินมอเตอร์ไซค์ หาบเร่ แผงลอย ขายส้มตำไก่ย่าง พวกเราเป็นคนแบกเมือง ช่วยลดค่าครองชีพให้คนในเมือง ไม่มีพวกเราคนเมืองจะอยู่ลำบาก”
ต้นปี 2565 เครือข่ายชุมชนคนเมืองผู้ได้รับผลกระทบรถไฟ (ชมฟ.) เครือข่ายสลัม 4 ภาค และพีมูฟ ชุมนุมกดดันให้ปลดล็อก มติคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2543 จำกัดเฉพาะ 61 ชุมชน มติครม.เห็นชอบให้ใช้แนวทางดังกล่าว แก้ปัญหาชุมชนบนที่ดินการรถไฟทั่วประเทศ
กลางปี 2565 นิรุฒ มณีพันธ์ ผู้ว่าการรถไฟในขณะนั้น เดินทางมาชุมชนบุญร่มไทรเพื่อรับทราบปัญหา และให้แนวทางหาที่รองรับสร้างบ้านชั่วคราว เพื่อให้ชาวบ้านพ้นจากสถานภาพ ‘ผู้บุกรุก’
ถ้าสังเกตวัสดุและเขตแนวการปลูกสร้างบ้านเรือนในชุมชนบุญร่มไทร หากเป็นวัสดุประเภทเมทัลชีท สีเดียวกัน แบบเดียวกัน ปลูกเรียงเป็นแถวแนวต่อเนื่องเดียวกัน นั่นคือบ้านชั่วคราวที่ปลูกสร้างใหม่ หลังการเจรจาและหาแนวทางผ่อนคลายความเดือดร้อน


มติ ครม. 14 มีนาคม 2566 เห็นชอบในหลักการแก้ปัญหาชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาระบบราง อุดหนุนงบประมาณสนับสนุนโครงการบ้านมั่นคง ผ่าน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์กรมหาชน) เป็นเงิน 160,000 บาทต่อครอบครัว งบประมาณรวม 7,718.94 ล้านบาท ครอบคลุม 300 ชุมชนทั่วประเทศ ระยะเวลาตั้งแต่ปี 2566-2570
คนในชุมชนบุญร่มไทรที่เข้าร่วมขบวนต่อสู้และเป็นสมาชิกสหกรณ์เคหสถานบ้านมั่นคง เครือข่าย ชมฟ.ริมบึงมักกะสัน จะได้ย้ายไปเป็นผู้เช่าถูกกฎหมายในที่ดินการรถไฟ บริเวณริมบึงมักกะสัน ซอยหมอเหล็ง ร่วมกับชุมชนเครือข่ายอีก 3 แห่งคือ ชุมชนหลังโรงพยาบาลเดชา ชุมชนอาร์ซีเอ และชุมชนหมอเหล็ง
ในพื้นที่แห่งนั้น พวกเขาจะมีสถานะเป็นผู้เช่าอย่างถูกกฎหมาย โดยไม่ต้องคอยอธิบายแล้วว่าอะไรคือการบุกเบิก อะไรคือการบุกรุก
หมายเหตุ :
ในวันถ่ายทำและสัมภาษณ์ ตี๋ บุญร่มไทร แจ้งเหตุจำเป็นเร่งด่วนว่า ขอเลื่อนเวลานัดหมายออกไปราว 2 ชั่วโมง เนื่องจากมีงานด่วนแทรก เขาต้องขนส่งข้าวมันไก่ไปงานจัดเลี้ยงที่ทำเนียบรัฐบาล
หลังการถ่ายทำสัมภาษณ์ ตี๋ บุญร่มไทร ส่งภาพถ่ายมาให้ดูเป็นหลักฐาน
ไม่ใช่ภาคภูมิใจ แต่เป็นหลักฐานว่าคนจนแบบพวกเขาที่แทบไม่ถูกสังคมมองเห็น มีบทบาทหน้าที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับมหานครแห่งนี้อย่างไร

- สนับสนุนโดย กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์