สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย ผลักดันสิทธิ ความเท่าเทียมทางเพศ
สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย เป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานด้านความหลากหลายทางเพศมานานกว่า 20 ปี คนที่เป็นหน้าเป็นตาของงานนี้คือแดนนี่-กิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคม โดยเล่าตั้งแต่การเลิกใช้คำว่า “เบี่ยงเบนทางเพศ” ไปจนถึงภาพประเทศไทยในปี 2030
คนหนึ่งคนที่ทำหน้าที่หลายบทบาท
กิตตินันท์ใช้เวลาทั้ง 7 วันต่อสัปดาห์ในหลายบทบาท ทั้งนักกฎหมาย ทนายความ ที่ปรึกษา กรรมการและอนุกรรมการ คณะทำงาน นักสื่อสาร และเพื่อนร่วมทางของภาคประชาสังคมที่ผลักดันประเด็นนี้ ปลายทางที่เขายึดไว้ตลอดคือให้คนทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
สมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย จากคำที่ตีตราคน สู่การยอมรับในระดับโลก
เขาชี้ว่าคำว่า “ความหลากหลายทางเพศ” เพิ่งแพร่หลายในช่วงสิบกว่าปีมานี้ ก่อนหน้านั้นสังคมมองว่ามีเพียงหญิงกับชาย คนที่อยู่นอกกรอบนี้ถูกเรียกว่า “เบี่ยงเบนทางเพศ” และไม่ได้รับสิทธิเหมือนคนทั่วไป เขาเล่าว่าบางสังคมใช้วิธีรุนแรงถึงขั้นกำจัด ส่วนไทยใช้การจำกัดโอกาส เช่น ไม่ให้เปิดเผยตัวตนหรือปรากฏตัวทางโทรทัศน์ เพราะกลัวการเลียนแบบ
จุดเปลี่ยนสำคัญคือปี พ.ศ. 2533 เมื่อองค์การอนามัยโลกรับรองว่ากลุ่มคนเหล่านี้ไม่ได้เจ็บป่วยทางจิต ระบบสาธารณสุขทั่วโลกปรับตาม และคำว่าเบี่ยงเบนทางเพศก็ยุติลง เขาชี้ว่าปัจจุบันโทรทัศน์ทุกช่องมีตัวแทนของกลุ่มกะเทยปรากฏตัวให้เห็น
เพศมี 4 มิติ ไม่ใช่แค่ชายกับหญิง

กิตตินันท์อธิบายว่าการมองเพศเพียงด้านกายภาพไม่พออีกต่อไป จึงแยกเป็น 4 มิติ
- Gender Identity คือเพศที่สมองของแต่ละคนบอกตัวเอง
- Sexual Orientation คือรสนิยมทางเพศ ซึ่งอาจเป็นเพศเดียวกันหรือต่างเพศก็ได้
- Gender Expression คือบุคลิก การแสดงออก และการแต่งกาย
- Sex Characteristics คือลักษณะทางกายภาพและโครโมโซมเพศ ซึ่งบางคนมีลักษณะทั้งสองแบบในตัวเดียว
ทั้งสี่มิติไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกัน และชายหญิงทั่วไปก็นับเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายนี้ด้วย เขายกกรณีนักมวยจากแอลจีเรียในโอลิมปิกที่ถูกถกเถียงกันทั่วโลก ว่าเป็นตัวอย่างของลักษณะที่ทับซ้อนกัน
สิทธิมนุษยชนคือมาตรฐานขั้นต่ำของความเป็นมนุษย์
หลังการยอมรับความหลากหลาย โลกเดินต่อมาสู่เรื่องความเท่าเทียม เพราะแม้สังคมยอมรับแล้ว คนกลุ่มนี้ก็ยังทำอะไรไม่ได้หลายอย่างเท่าชายหรือหญิง เขาอธิบายสิทธิมนุษยชนว่าเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่ทำให้คนอยู่รอด มั่นคง และพัฒนาตัวเองต่อได้ และเตือนว่าบางครั้งกฎหมายของรัฐเองก็ลิดรอนสิทธิ เช่น กฎหมายแรงงานที่ให้ประโยชน์ชายกับหญิงไม่เท่ากัน
เขาไม่เห็นด้วยกับมุมมองที่ว่าไทยทำได้ดีแล้ว เพราะมักเทียบกับประเทศที่ยังจำกัดสิทธิผู้หญิงมากกว่า หากใช้มาตรวัดสิทธิมนุษยชนจริง ความเหลื่อมล้ำยังมีอีกมาก เช่น ผู้หญิงที่ได้ค่าจ้างไม่เป็นธรรมหรือถูกเลือกปฏิบัติเมื่อตั้งครรภ์
รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 จัดกลุ่มเปราะบางไว้ 13 กลุ่ม ได้แก่ เด็กและเยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้มีความหลากหลายทางเพศ ผู้ใช้สารเสพติด ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV แรงงานข้ามชาติ แรงงานนอกระบบ กลุ่มชาติพันธุ์ ผู้พ้นโทษ พนักงานบริการ และผู้ไม่ประสงค์ตั้งครรภ์ เขาเห็นว่าการเรียกว่ากลุ่มเปราะบางหรือด้อยโอกาสเป็นการตีตรา ในระดับสากลเน้นว่าไม่ควรเลือกปฏิบัติต่อความแตกต่างของมนุษย์
เขายังเน้นเรื่อง Intersectionality หรืออัตลักษณ์ทับซ้อน เช่น กะเทยอายุ 80 ปีที่ติดเชื้อ HIV และมีภาวะพิการ ซึ่งต้องติดต่อหลายหน่วยงาน และมักได้รับการสงเคราะห์มากกว่าการส่งเสริม การสงเคราะห์คือการให้สิ่งของ เช่น สร้างบ้านหรือส้วม ส่วนการส่งเสริมคือการช่วยให้คนลุกขึ้นมาใช้ชีวิตและมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เอง
4 ขั้นสู่สังคมที่ทุกคนมีศักดิ์ศรี

กิตตินันท์เสนอแนวทางสร้างสภาพแวดล้อมที่คนทุกกลุ่มรู้สึกมีศักดิ์ศรี 4 ข้อ
- เข้าใจ ยอมรับว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีอยู่จริง
- เข้าถึง หาให้พบว่าอะไรขวางสิทธิและโอกาสของพวกเขา และไม่เหมารวมตามที่เคยได้ยินมา
- ยอมรับ ต้องเป็นการยอมรับแบบไม่มีเงื่อนไข เช่น ไม่ยอมรับลูกพร้อมกับกำหนดให้แต่งงานกับเพศตรงข้ามเพื่อรักษาหน้า
- เคารพ การเคารพซึ่งกันและกันนำมาสู่การให้โอกาสและให้เกียรติ
สมรสเท่าเทียมและกฎหมายที่กำลังผลักดัน
เขามองว่าการก่อตั้งครอบครัวเป็นสิทธิพื้นฐาน จึงแก้ได้ง่ายด้วยการใช้คำว่า “บุคคล” แทนชายหญิง และ “คู่สมรส” แทนสามีภรรยา ขณะให้สัมภาษณ์ กฎหมายสมรสเท่าเทียมกำลังรอประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยเขาคาดว่าจะใช้ได้ภายในปลายปีนั้น และอธิบายว่าสำเร็จได้เพราะ 4 ภาคส่วนร่วมมือกัน คือภาครัฐ องค์การระหว่างประเทศ ภาคประชาสังคม และเจ้าของปัญหาเอง
อีกหนึ่งเรื่องที่ผลักดันคือกฎหมายรับรองเพศสภาพและการเปลี่ยนคำนำหน้านาม เพื่อให้คนกำหนดตัวตนของตนเองได้โดยไม่ต้องเข้าข่ายว่าเจ็บป่วย นอกจากนั้นยังมีกฎหมายขจัดการเลือกปฏิบัติต่อกลุ่มเปราะบาง 13 กลุ่ม ซึ่งกระทรวงยุติธรรมจัดทำเสร็จแล้ว และภาคประชาชนกำลังรวบรวมรายชื่อเพื่อเสนอเข้าสภา เรื่องนี้ตรงกับ เป้าที่ 10 ว่าด้วยการลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งระบุให้ยกเลิกกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ
“มีสิทธิ” ไม่เท่ากับ “ใช้สิทธิ”
เมื่อมีผู้แย้งว่าให้ทุกคนรวยเท่ากันไม่ได้ เขาตอบว่าต้องแยกระหว่างการมีสิทธิกับการใช้สิทธิ กฎหมายสมรสเท่าเทียมทำให้ทุกคนมีสิทธิเข้าถึงระบบครอบครัว ส่วนจะไปจดทะเบียนหรือไม่เป็นเรื่องของแต่ละคน เขาเทียบว่ากฎหมายแพ่งของชายหญิงมีมาเป็นร้อยปี ก็ไม่ได้มีทุกคู่ที่จดทะเบียน
ปัญหาใหญ่คือความรู้ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมาย
เขาเห็นว่าปัญหาสำคัญคือคนไม่รู้สิทธิของตัวเอง ตามผลสำรวจที่เขาอ้าง คนไทยรู้จักพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศไม่ถึง 7% และในกลุ่มที่รู้จัก กว่า 80% เข้าใจผิดว่าเป็นกฎหมายของเกย์หรือกะเทย ทั้งที่คุ้มครองชายและหญิงที่ถูกเลือกปฏิบัติ
ด้านการศึกษา แบบเรียนสุขศึกษาเคยสอนว่าความหลากหลายทางเพศเป็นเรื่องวิปริตผิดเพศ สมาคมเข้าไปแก้ไขสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2562 ปัจจุบันมีแบบเรียนครบตั้งแต่ ป.1 ถึง ม.6 ใช้มา 4 ปี เนื้อหาไล่จากเรื่องพ่อแม่ลูกไปจนถึงอนามัยการเจริญพันธุ์ สิทธิพลเมือง และกติการะหว่างประเทศ แต่ความรู้ของครูยังตามไม่ทัน
ภาพประเทศไทยปี 2030
กิตตินันท์เชื่อว่าไทยกำลังไปได้เร็วในช่วงท้าย เขาเล่าว่าไทยกำลังจะมีสมรสเท่าเทียมเป็นชาติแรกในอาเซียน และกฎหมายกลุ่มชาติพันธุ์เข้าสภาไปแล้วหลายฉบับ กัมพูชามองไทยเป็นแรงบันดาลใจและอาจตามมาเรื่องสมรสเท่าเทียม ขณะที่กัมพูชามีแบบเรียนความหลากหลายทางเพศก่อนไทยด้วยซ้ำ เขาเรียกภาพนี้ว่า “ไทยแลนด์โมเดล” ที่อาจเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นได้
เขายังเล่าว่าเมื่อพูดเรื่องสิทธิมนุษยชนกับนายกรัฐมนตรีหลายคน มักเจอแรงต้าน แต่เมื่อใช้คำว่า SDGs ก็ได้รับการตอบรับดีกว่า ทั้งที่เขามองว่าเป็นเรื่องเดียวกัน และการทำงานตามกรอบนี้ช่วยลดการสงเคราะห์ เพิ่มการส่งเสริม รัฐประหยัดงบประมาณ และคนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น
สรุป
แนวคิดหลักของสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทยคือลดความเหลื่อมล้ำ และเปิดสิทธิกับโอกาสให้ทุกคนอย่างเท่ากัน ส่วนใครจะไปได้ไกลแค่ไหนเป็นเรื่องของแต่ละคน เขาทิ้งท้ายว่าถ้าเป้าหมายนี้สำเร็จ ในอนาคตเราอาจมีนายกรัฐมนตรีที่เป็นคนพิการหรือมาจากกลุ่มชาติพันธุ์ก็ได้ อิทธิพลของพรีเซนเตอร์ชาย
อ่านเรื่องราวเพิ่มเติมได้ที่ CloudPang