สุขภาพจิต ยาเสพติด และความรุนแรงของเยาวชนไทย คือภาพสะท้อนปัญหาของสังคมโดยรวม

ปัญหาสุขภาพจิต ความรุนแรง และการใช้สารเสพติดในเยาวชน มักถูกอธิบายในฐานะ ‘ปัญหาพฤติกรรม’ หรือ ‘การตัดสินใจผิดพลาดของเด็ก’ หากแต่ข้อค้นพบจากวงเสวนา ‘Fireside Chat: หยุดยาเสพติด-ความรุนแรง โอบอุ้มเยาวชนฝ่าปัญหาสุขภาพใจ’ ในงานเสวนาสาธารณะ ‘เชื่อมช่องว่างเส้นทางการพัฒนาเด็กไทย: รายงานสถานการณ์เด็กและครอบครัว ประจำปี 2026’ ชวนให้มองลึกลงไปว่า ปัญหาเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างไร้ที่มา มันคือผลลัพธ์ที่โครงสร้างทางสังคม ครอบครัว เศรษฐกิจ และสภาพแวดล้อมหล่อหลอมให้เยาวชนบางกลุ่มต้องเผชิญความเปราะบางมากกว่าคนอื่น

ข้อมูลจากผลสำรวจสถานการณ์เยาวชนไทย คิด for คิดส์ (2568) สะท้อนว่าพฤติกรรมเสี่ยงของเยาวชนไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียม เยาวชนเพศหญิงเผชิญปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าเพศชาย ขณะที่เยาวชนในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ชายแดน และพื้นที่ชายขอบ มีแนวโน้มเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมากกว่าพื้นที่อื่น ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนว่า ‘ความเปราะบาง’ ไม่ได้เกิดจากตัวเด็กเพียงลำพัง แต่สัมพันธ์กับเงื่อนไขของชีวิตที่แต่ละคนเผชิญ

คิด for คิดส์ โดยความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กับ 101 PUB จึงชวนมาร่วมสำรวจปัญหาสุขภาวะเรื้อรัง สาเหตุและเงื่อนไขชีวิตของเยาวชนที่ซ่อนอยู่ภายใต้ปัญหาเหล่านี้ พร้อมข้อเสนอต่อภาครัฐ


เมื่อบ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย และโลกภายนอกก็ยังไม่เปิดโอกาส


หนึ่งในประเด็นสำคัญของวงเสวนาคือความแตกต่างด้านเพศส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตของเยาวชน

ผลสำรวจพบว่า เยาวชนเพศหญิงถูกด่าทอหรือถูกทำร้ายโดยสมาชิกในครอบครัวมากกว่าเยาวชนเพศชายอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่เยาวชนเพศชายมักเผชิญความรุนแรงจากบุคคลนอกครอบครัว เช่น โรงเรียนหรือชุมชน นั่นหมายความว่า สำหรับเด็กผู้หญิงแล้ว พื้นที่ที่ควรปลอดภัยที่สุดอย่าง ‘บ้าน’ กลับกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างบาดแผลตั้งแต่วัยเยาว์

ขณะเดียวกัน เมื่อก้าวออกจากบ้าน พวกเธอยังต้องเผชิญข้อจำกัดจากค่านิยมทางสังคมที่คาดหวังให้ผู้หญิงต้องเรียบร้อย เชื่อฟัง และรับผิดชอบงานบ้านมากกว่าเด็กผู้ชาย รวมถึงโอกาสในการเติบโตที่ยังไม่เท่าเทียม สะท้อนผ่านสัดส่วนผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงของทั้งภาครัฐและเอกชนยังอยู่ในระดับต่ำ

ผศ.พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายว่า ปัญหาสุขภาพจิตในเยาวชนเพศหญิงเป็นแนวโน้มที่พบทั่วโลก ส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยทางชีวภาพ ทั้งฮอร์โมนและรูปแบบการจัดการความเครียดที่ทำให้ผู้หญิงมีแนวโน้มคิดวนเวียนและอ่อนไหวต่ออารมณ์มากกว่า แต่ปัจจัยสำคัญไม่แพ้กัน คือแรงกดดันจากสังคมและการเลี้ยงดูที่แตกต่างกันตามเพศ

“เวลาเด็กผู้ชายมีปัญหา อาจเดินออกจากบ้านได้ แต่เด็กผู้หญิงทำไม่ได้ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องความปลอดภัย ทางเลือกในการหลีกหนีปัญหาจึงน้อยกว่า” จิราภรณ์กล่าว

นอกจากครอบครัวแล้ว สื่อดิจิทัลยังกลายเป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตของเยาวชนอย่างชัดเจน โดยเฉพาะหลังปี 2010 ซึ่งเป็นช่วงเริ่มต้นของการเติบโตของโซเชียลมีเดีย อัตราภาวะซึมเศร้าและการทำร้ายตนเองในเยาวชนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเปรียบเทียบรูปลักษณ์ วิถีชีวิต หรือการถูกกีดกันออกจากกลุ่มเพื่อนบนโลกออนไลน์ ล้วนเป็นรูปแบบของ Cyber Bullying ที่เกิดขึ้นอย่างแนบเนียน แต่สร้างผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิงและเยาวชนเพศหลากหลายที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์และการยอมรับจากสังคม


ปัญหาสุขภาพจิตเริ่มจากครอบครัวและโครงสร้างเศรษฐกิจ


ผศ.พญ.จิราภรณ์ ระบุว่า กว่า 90% ของเยาวชนที่เข้ารับบริการในคลินิก มาด้วยปัญหาความวิตกกังวลและภาวะซึมเศร้า พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เด็กจำนวนไม่น้อยเติบโตมาพร้อมบาดแผลจากความรุนแรงในครอบครัว การถูกทอดทิ้ง หรือการเลี้ยงดูโดยญาติ เนื่องจากพ่อแม่ต้องย้ายถิ่นฐานไปทำงาน

“ไม่มีเยาวชนที่จะไม่มีปัญหาสุขภาพจิต ถ้าพ่อแม่ก็ยังมีปัญหาสุขภาพจิต”

ความยากจน ความเครียดจากภาระทางเศรษฐกิจ และความเหลื่อมล้ำทางโอกาส กลายเป็นปัจจัยที่ส่งต่อความเปราะบางจากรุ่นสู่รุ่น หลายครอบครัวต้องให้ลูกออกจากระบบการศึกษาเพื่อช่วยหารายได้ ขณะที่บางครอบครัวใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือในการเลี้ยงดู ทั้งหมดล้วนส่งผลต่อพัฒนาการและสุขภาพจิตของเด็กในระยะยาว

อีกด้านหนึ่ง โรงเรียนเองก็เป็นพื้นที่ที่อาจสร้างบาดแผลได้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการดุด่า การลงโทษ หรือการกลั่นแกล้งระหว่างเพื่อน ซึ่งล้วนสะสมเป็นความเครียดที่เด็กต้องแบกรับ

ผศ.พญ.จิราภรณ์เสนอว่า การลงทุนด้านสุขภาพจิตของเยาวชนไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการรักษาเมื่อเกิดปัญหา แต่ต้องครอบคลุมการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโต ตั้งแต่การลดการใช้ความรุนแรงในครอบครัว การส่งเสริมความเข้าใจเรื่องผลกระทบของโซเชียลมีเดีย ไปจนถึงการออกแบบระบบการศึกษาให้เด็กมีเวลาพักผ่อนเพียงพอ เพราะการนอนหลับที่ไม่เพียงพอจากภาระการบ้านและเวลาเรียนที่ยาวนาน ล้วนส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพจิตของเยาวชน


เมื่อการบำบัดไม่แตะต้นเหตุ การกลับไปใช้ยาจึงเกิดขึ้นซ้ำ


อีกหนึ่งประเด็นสำคัญของวงเสวนาคือ การใช้สารเสพติดในเยาวชน ซึ่งไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผลว่าเด็ก ‘ขาดวินัย’ หรือ ‘เลือกทางผิด’

ข้อมูลสะท้อนว่า เยาวชนที่เข้ารับการบำบัดกลับมาใช้สารเสพติดซ้ำสูงถึง 32.7% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะระบบบำบัดยังไม่สามารถแก้ไขเงื่อนไขของชีวิตที่ผลักให้พวกเขาใช้ยาได้ ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ในชุมชนที่การใช้ยาเป็นเรื่องปกติ การทำงานหนักจนต้องพึ่งสารกระตุ้น การเผชิญปัญหาสุขภาพจิต หรือข้อจำกัดในการเดินทางและค่าใช้จ่ายที่ทำให้ไม่สามารถเข้ารับการบำบัดได้ต่อเนื่อง

แม้ภาครัฐจะมีนโยบายส่งเสริมการบำบัดในชุมชนผ่านแนวคิด ‘ชุมชนล้อมรักษ์’ แต่ในทางปฏิบัติ การบำบัดส่วนใหญ่ยังคงเกิดขึ้นในโรงพยาบาล ค่ายทหาร หรือเรือนจำ ซึ่งยังห่างไกลจากบริบทชีวิตจริงของเยาวชน

การรักษาที่ปลายเหตุอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ หากไม่เปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่ผลักให้เด็กกลับไปเผชิญปัญหาเดิม การบำบัดก็ยากจะประสบความสำเร็จในระยะยาว


ยาเสพติดเป็นผลลัพธ์ของการไม่มีพื้นที่ปลอดภัย


นเรศ สงเคราะห์สุข นักวิชาการอิสระ ชี้ว่า สถานการณ์ยาเสพติดในเยาวชนไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่น่ากังวลกว่าทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะความรุนแรงของสารเสพติดที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากการใช้ในปริมาณมากขึ้นและการผสมสารหลายชนิดในการเสพแต่ละครั้ง ส่งผลให้สัดส่วนผู้ใช้พัฒนาไปสู่ภาวะป่วยทางจิตเวชเพิ่มสูงขึ้นอย่างชัดเจน

กลุ่มเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษากว่า 70–80% มักมาจากครอบครัวเปราะบาง และจำนวนไม่น้อยใช้เวลารวมกลุ่มเสพยาในช่วงกลางคืน ไม่ใช่เพราะต้องการหลีกเลี่ยงกฎหมายเท่านั้น แต่เพราะไม่มีพื้นที่อื่นที่พวกเขารู้สึกปลอดภัยพอจะใช้ชีวิต

นเรศเสนอว่า สิ่งที่เยาวชนกลุ่มนี้ขาด ไม่ใช่เพียงโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่คือ ‘พื้นที่กลาง’ หรือ Common Space ที่ทำให้พวกเขารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ขณะที่เยาวชนฐานะดีกว่าอาจใช้ห้างสรรพสินค้า ห้องสมุด หรือพื้นที่สาธารณะเป็นพื้นที่พักพิง เยาวชนชายขอบกลับถูกปฏิเสธ ถูกมองด้วยความหวาดระแวง และถูกตีตราว่าเป็นปัญหาตั้งแต่ยังไม่ได้ทำอะไร

“ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เยาวชนใช้ยา แต่ต้นตอปัญหาจริงๆ คือสังคมกำลังป่วย และตีตราเยาวชนจนไม่มีพื้นที่ให้พวกเขา” นเรศกล่าว

เขาเสนอว่า การสร้าง ‘ความสัมพันธ์แบบใหม่’ คือจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นสายตา น้ำเสียง หรือท่าทีของครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และหน่วยงานรัฐ เพราะเมื่อเยาวชนรู้สึกว่ามีคนพร้อมรับฟังและไม่ตัดสิน พวกเขาจะค่อยๆ เรียนรู้และสามารถออกห่างจากยาเสพติดได้ด้วยตนเอง


เปลี่ยนจากการกล่าวโทษเด็ก เป็นการเปลี่ยนแปลงสังคม


ตลอดวงเสวนา วิทยากรต่างสะท้อนตรงกันว่า การแก้ปัญหาสุขภาพจิต ความรุนแรง และยาเสพติดในเยาวชน ไม่อาจสำเร็จได้ด้วยการรักษาหรือการลงโทษเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องเปลี่ยนวิธีคิดของสังคมเสียใหม่

ดังนั้น แทนที่จะตั้งคำถามว่า ‘ทำไมเด็กถึงมีปัญหา’ อาจต้องเปลี่ยนมาถามว่า ‘สังคมแบบใดที่ทำให้เด็กต้องเติบโตมาเช่นนี้’

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีเด็กคนไหนเกิดมาเพื่อเป็นปัญหาของสังคม หากแต่ปัญหาของเด็กคือภาพสะท้อนของโครงสร้าง ความสัมพันธ์ และสภาพแวดล้อมที่ผู้ใหญ่ร่วมกันสร้างขึ้น การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องเริ่มจากการสร้างครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และนโยบายสาธารณะที่โอบอุ้มเด็ก มากกว่าผลักพวกเขาให้กลายเป็นจำเลยของสังคม


ผลงานชิ้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ The101.world

101 Public Policy ความรุนแรงในเด็ก คิด for คิดส์ ยาเสพติด รายงานเด็ก 2026 สสส. สุขภาพจิต เยาวชน