เจอสิ่งแปลกปลอมในอาหาร ใครรับผิด? เปิดโทษปรับ ร้านค้า-ผู้ผลิตเสี่ยงเจออะไรบ้าง

สรุปดราม่าเจลาโต้ปนเศษแก้ว เปิดข้อกฎหมาย พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 กรณีสิ่งแปลกปลอมในอาหาร ผู้ประกอบการเสี่ยงโทษอะไร พร้อมแนะวิธีเก็บหลักฐานเรียกร้องสิทธิผู้บริโภค

สรุปเหตุการณ์ ดราม่าเศษแก้วในไอศกรีมเจลาโต้

จากกรณีที่มีผู้บริโภคระบุว่า รับประทานไอศกรีมเจลาโต้จากร้านชื่อดังแล้วพบ “เศษแก้ว” ปะปนอยู่ จนทำให้เกิดบาดแผลและมีเลือดออกในช่องปาก โดยผู้เสียหายได้โพสต์เรื่องราวเพื่อเป็นอุทาหรณ์ พร้อมเรียกร้องให้ทางร้านปรับปรุงกระบวนการผลิตและการควบคุมคุณภาพ ซึ่งในเวลาต่อมา ทางร้านได้ออกหนังสือชี้แจงแสดงความขอโทษ และระบุว่าจะยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมอย่างกว้างขวาง ถึงมาตรฐานความปลอดภัยของอาหาร และขอบเขตความรับผิดชอบที่ผู้บริโภคควรได้รับ

เจอสิ่งแปลกปลอมในอาหาร ใครต้องรับผิดชอบ?

ตามหลักกฎหมาย ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายอาหารมีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของสินค้า

ในทางปฏิบัติ เมื่อเกิดเหตุการณ์พบสิ่งแปลกปลอม ผู้ประกอบการส่วนใหญ่มักแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการกล่าวคำขอโทษ เปลี่ยนสินค้าชิ้นใหม่ หรือให้สิทธิรับประทานอาหารฟรีในมื้อต่อไป อย่างไรก็ตาม ในมุมมองด้านสิทธิผู้บริโภค การเยียวยาควรครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ซึ่งการลุกขึ้นมาใช้สิทธิตามกฎหมาย ถือเป็นสิ่งสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในอุตสาหกรรมอาหาร

เปิดโทษกฎหมาย พ.ร.บ.อาหาร ผู้ผลิต-ร้านค้าเสี่ยงเจออะไรบ้าง

...

หากพิจารณาตามข้อกฎหมาย การผลิต หรือจำหน่ายอาหารที่มีสิ่งแปลกปลอมปะปน เข้าข่ายกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 25(1) ในเรื่องการผลิตหรือจำหน่าย “อาหารไม่บริสุทธิ์”

เปิดบทลงโทษตามกฎหมาย

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

บทลงโทษทางอาญาดังกล่าว สามารถนำมาใช้เป็นฐานประกอบการคำนวณมูลค่าความเสียหาย เพื่อเรียกร้องให้ผู้ประกอบการดำเนินการเยียวยาชดเชยอย่างเหมาะสมได้

5 ขั้นตอนสำคัญในการเก็บหลักฐาน เมื่อเจอสิ่งแปลกปลอมในอาหาร

หากประสบเหตุพบสิ่งแปลกปลอมในอาหาร ผู้บริโภคควรปฏิบัติตามขั้นตอนเพื่อรักษาสิทธิและเตรียมหลักฐานสำหรับการร้องเรียน ดังนี้

  1. บันทึกภาพและวิดีโอทันที: ถ่ายภาพสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในอาหาร ภาพมุมกว้างของจาน/ถ้วย ใบเสร็จรับเงิน และบรรยากาศภายในร้านหรือฉลากบรรจุภัณฑ์ให้ชัดเจน
  2. เก็บตัวอย่างสิ่งแปลกปลอมและอาหาร: หากเป็นไปได้ ให้เก็บตัวอย่างอาหารและสิ่งแปลกปลอมไว้ในภาชนะที่สะอาดและปิดมิดชิด เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการพิสูจน์
  3. เข้ารับการรักษาและขอใบรับรองแพทย์: หากได้รับบาดเจ็บหรือกลืนสิ่งแปลกปลอมเข้าไป ให้ไปพบแพทย์ทันที พร้อมขอใบรับรองแพทย์และเก็บใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลไว้ทั้งหมด
  4. เก็บ “หลักฐานตัวจริง” ไว้กับตัวเองเท่านั้น: ข้อควรระวังสำคัญที่สุด คือ หลักฐานตัวจริงทั้งหมด (เช่น ใบเสร็จ เศษวัตถุ ใบรับรองแพทย์) ให้เก็บรักษาไว้ที่ตนเองเด็ดขาด ห้ามมอบหลักฐานตัวจริงให้แก่ผู้ประกอบการหรือหน่วยงานใดๆ โดยให้ส่งมอบเพียง “สำเนา” หรือ “ภาพถ่าย” เท่านั้น
  5. เข้าสู่กระบวนการเรียกร้องสิทธิ: หากไม่สามารถตกลงเรื่องการเยียวยากับผู้ประกอบการได้ ผู้บริโภคสามารถยื่นร้องเรียนต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือฟ้องร้องต่อศาลโดยอาศัย พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 ได้

...

การพบสิ่งแปลกปลอมในอาหารไม่ใช่เรื่องที่ควรปล่อยผ่านเพียงแค่การรับคำขอโทษ การตระหนักรู้ในสิทธิตามกฎหมายและการเก็บหลักฐานอย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่ช่วยคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคเอง แต่ยังเป็นมาตรการสำคัญที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการเพิ่มความระมัดระวังในกระบวนการผลิตและบริการ เพื่อความปลอดภัยของสังคมโดยรวม

ที่มา: สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค, มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค