การเมืองต่างตอบแทน เหตุใด "ทรัมป์-มัมดานี" ยินดีเปิดหน้าชนปม "จับเนทันยาฮู"
วันนี้ (21 ก.ค.2569) สตีเฟน คอลลินสัน นักข่าวอาวุโสของ CNN Politics วิเคราะห์ว่า แม้ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนล่าสุดจะชี้ว่า คะแนนความนิยมในตัวประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเผชิญภาวะสั่นคลอน จากความไม่พอใจของสาธารณชน ต่อการบริหารจัดการปัญหาเศรษฐกิจ สภาวะเงินเฟ้อ และค่าครองชีพที่ยังคงพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
แต่สัญชาตญาณทางการเมืองระดับ "ซูเปอร์เซนส์" ของทรัมป์ในการเฟ้นหาคู่ต่อสู้ มาเป็นคู่ซ้อมเพื่อเปิดศึกสงครามข่าวสารยังคงเฉียบแหลมไม่เปลี่ยนแปลง
การที่ โซห์ราน มัมดานี นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์ก ยืนยันหนักแน่นว่า จะไม่ยอมถอนคำมั่นสัญญาที่เคยให้ไว้เมื่อช่วงหาเสียง เรื่องการสั่งการให้ฝ่ายกฎหมายและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นดำเนินการจับกุม เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล หากเดินทางมาเหยียบแผ่นดินนิวยอร์ก เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ในช่วงเดือน ก.ย.นี้
ได้กลายเป็นโอกาสทองที่ทรัมป์โผเข้าคว้าไว้ในทันที โดยทรัมป์ใช้เวลาเพียงไม่กี่วัน ในการโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียลว่า
เบนจามิน เนทันยาฮู จะไม่ถูกจับกุมไม่ว่าจะในรูปแบบ วิธีการ หรือเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น ขณะที่เขาพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา
การออกมาตอบโต้อย่างรวดเร็วของ ทรัมป์ ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดร่องรอยความขัดแย้งเชิงอำนาจระหว่างรัฐบาลกลางสหรัฐฯ กับฝ่ายบริหารท้องถิ่นของนครนิวยอร์ก ซึ่งเป็นอดีตเมืองบ้านเกิดของตัวเขาเองเท่านั้น แต่นี่คือกลยุทธ์ตามแบบฉบับของทรัมป์ ในการฉวยโอกาสนำประเด็นตัวบุคคลหรือข้อพิพาทเฉพาะกิจ มาจุดชนวนให้กลายเป็นประเด็นโต้เถียงทางการเมืองในระดับชาติ
การปกป้องเนทันยาฮูครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงการแสดงความคุ้มครองต่อพันธมิตรคนสำคัญ เพื่อสร้างพันธะสัญญาใหม่หลังจากที่ทั้งสองเคยมีความสัมพันธ์อันตึงเครียดต่อกัน ในช่วงก่อนหน้า แต่คือการวางรากฐาน และเตรียมสร้างเรื่องเล่า สำหรับการหาเสียงในศึกเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง เพื่อป้ายสีพรรคเดโมแครตว่า ได้ก้าวไปสู่ความสุดโต่งจนเกินกว่าที่คนอเมริกันทั่วไปจะรับได้
"มัมดานี" ยืนหยัดรักษาคำมั่นสัญญาเพื่อมวลชน
ในฝั่งของ โซห์ราน มัมดานี การที่เขาเลือกเปิดศึกและไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียวในเรื่องนี้ ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ได้รับการคำนวณมาอย่างถี่ถ้วน มัมดานีเป็นหนึ่งในนักการเมืองเดโมแครตรุ่นใหม่ที่ใช้วาทกรรมต่อต้านรัฐบาลอิสราเอลอย่างแข็งกร้าว ซึ่งเป็นท่าทีที่มัดใจและสร้างความพึงพอใจอย่างมาก ให้กับกลุ่มผู้สนับสนุนฐานรากและกลุ่มนักเคลื่อนไหวปีกก้าวหน้า
การปฏิเสธที่จะถอนคำขู่จับกุมเนทันยาฮู ผู้ซึ่งถูกศาลอาญาระหว่างประเทศ หรือ ICC ออกหมายจับในข้อหาอาชญากรสงคราม ถือเป็นการรักษาคำพูดและสั่งสม "ทุนทางการเมือง" ที่เขาได้รับมาจากการชนะเลือกตั้ง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนวาระนโยบายแนวหัวก้าวหน้าของเขา ในช่วงเวลาที่กำลังเปลี่ยนผ่านบทบาทจาก "นักการเมืองฝ่ายค้านนอกระบบ" มาเป็น "ผู้บริหารในระบบ"
มัมดานี ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการพอดแคสต์ "The Interview" ของหนังสือพิมพ์ The New York Times โดยย้ำอย่างชัดเจนว่า
เชื่อว่าเนทันยาฮู ควรไปอยู่ในศาลกรุงเฮก เขาคืออาชญากรสงครามที่ถูกศาลอาญาระหว่างประเทศตั้งข้อหา และสิ่งที่คุ้นเคยกันดีก็คือ มุมมองนี้เป็นมุมมองที่ผู้คนจำนวนมากยึดถือ อันเนื่องมาจากผลของการกระทำที่เขาได้ก่อไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ความคิดเห็นอันแข็งกร้าวนี้ ได้กลายเป็นหลักยึดทางความเชื่อในหมู่ชาวเดโมแครตปีกก้าวหน้าและคนรุ่นใหม่ ที่มองว่าการดำเนินสงครามตอบโต้ของอิสราเอลในกาซา หลังจากการโจมตีของกลุ่มฮามาสเมื่อวันที่ 7 ต.ค.2566 คือการทำลายล้างและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชีวิตพลเรือนชาวปาเลสไตน์นับหมื่นคน
แม้อิสราเอลจะปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อย่างหนักแน่น โดยอ้างสิทธิ์ในการป้องกันตนเองอย่างชอบธรรมตามกฎหมาย และโยนความผิดให้กลุ่มฮามาสที่ใช้ประชาชนเป็นเกราะบังหน้า ซึ่งทั้งรัฐบาลของ โจ ไบเดน และ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่างก็เห็นพ้องว่าการกระทำของอิสราเอล ยังไม่เข้าข่ายการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ก็ตาม
แต่สำหรับมัมดานีแล้ว การได้ปะทะกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยตรงในประเด็นนี้ ไม่เพียงแต่ช่วยมัดใจฐานเสียงปีกก้าวหน้าเท่านั้น แต่ยังช่วยยกสถานะทางการเมืองของเขาให้กลายเป็นตัวแทนระดับชาติได้อย่างรวดเร็ว
การเมืองต่างตอบแทน เหตุใด "ทรัมป์-มัมดานี" ยินดีเปิดหน้าชนปม "จับเนทันยาฮู"
ยุทธศาสตร์ทรัมป์ บิดเบือนประเด็นเศรษฐกิจสู่สงครามวัฒนธรรม
ในฝั่งของทรัมป์ การดึงมัมดานีเข้ามาสู่สนามการเมืองระดับชาติ เป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกที่เขาเคยใช้ได้ผลมาแล้วในอดีต ทรัมป์มักจะเลือกนักการเมืองสายก้าวหน้าที่มีอิทธิพลมาใช้เป็นสัญลักษณ์หรือตัวแทนของพรรคเดโมแครตทั้งพรรค เพื่อสร้างภาพจำให้คนอเมริกันรู้สึกว่า พรรคเดโมแครตเป็นพรรคของคนที่ความคิดสุดโต่ง
ดังเช่นที่เขาเคยทำกับ อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เตซ สส.ฝ่ายสังคมนิยมประชาธิปไตย หรือ การโจมตี สว.เบอร์นี แซนเดอร์ส ว่าเป็นนักการเมืองที่บ้าคลั่ง
นักวิเคราะห์มองว่า การเปิดศึกเรื่องอิสราเอลและเนทันยาฮูในครั้งนี้ มีเป้าหมายทางการเมืองที่สำคัญยิ่งกว่าเรื่องนโยบายต่างประเทศ นั่นคือการเบนความสนใจของสาธารณชน ออกจากจุดอ่อนสำคัญของรัฐบาลทรัมป์
ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายสำนักระบุตรงกันว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่เริ่มสูญเสียความเชื่อมั่น ต่อการบริหารจัดการเศรษฐกิจของทรัมป์ และล้มเหลวในการทำตามสัญญาที่ว่าจะลดราคาสินค้าและค่าครองชีพลง ซึ่งจุดอ่อนนี้ถือเป็นช่องทางสำคัญที่พรรคเดโมแครต จะใช้โจมตีในการเลือกตั้งกลางเทอมช่วงเดือน พ.ย.
ดังนั้น หากทรัมป์สามารถจุดชนวนสงครามวัฒนธรรมหรือข้อพิพาทเชิงอุดมการณ์ขึ้นมาได้ เขาจะสามารถเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ลงคะแนนเสียง และสกัดกั้นไม่ให้พรรคเดโมแครตแย่งชิงกลุ่มผู้ลงคะแนนเสียงชนชั้นแรงงานผิวขาวหรือกลุ่มสายกลาง (Swing Voters) ออกไปจากฐานเสียงเดิมของเขาได้
เหมือนกับที่เขาเคยประสบความสำเร็จในการหยิบยกประเด็นเรื่องผู้อพยพ เรื่องเพศสภาพในวงการกีฬา และปัญหาอาชญากรรม มาใช้โจมตีว่าพรรคเดโมแครตเป็นพรรคที่หลุดออกจากความเป็นจริงของสังคม
และการยกประเด็นอิสราเอลขึ้นมาครั้งนี้ ยังช่วยให้ทรัมป์สามารถปลุกเร้าความตื่นตัว ในหมู่กลุ่มอนุรักษนิยมคริสเตียนอีแวนเจลิคัล รวมถึงดึงดูดชาวอเมริกันเชื้อสายยิวที่เคยลงคะแนนให้เดโมแครตให้หันมาสนับสนุนฝ่ายรีพับลิกันมากขึ้น
การเมืองต่างตอบแทน เหตุใด "ทรัมป์-มัมดานี" ยินดีเปิดหน้าชนปม "จับเนทันยาฮู"
สัญญาณแตกแยกในเดโมแครต
ศึกนโยบายเกี่ยวกับอิสราเอลกำลังเร่งให้เกิดรอยร้าวลึก และเปิดแผลกว้างภายในพรรคเดโมแครตเอง นักการเมืองปีกก้าวหน้ารุ่นใหม่ เริ่มขยายขอบเขตการต่อต้านอิสราเอล จากเรื่องการสังหารพลเรือนในกาซา ไปสู่ประเด็นปากท้องและค่าครองชีพของชนชั้นกลางในสหรัฐฯ
อับดุล เอล-ซาเยด ผู้สมัคร สว.จากพรรคเดโมแครต ในรัฐมิชิแกน กล่าวว่า ต้องการให้นำเงินภาษีของเขาที่เสียไปในรัฐมิชิแกน ไปสร้างโรงเรียน ไปพัฒนาระบบสุขภาพ และลงทุนในมิชิแกน มากกว่าถูกส่งไปต่างประเทศเพื่อสังหารชาวปาเลสไตน์จากเหตุกาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์
ข้อเสนอและวาทกรรมดังกล่าวสร้างความกังวลใจอย่างรุนแรง ให้กับสมาชิกพรรคเดโมแครตสายกลางและระดับแกนนำ ซึ่งออกมาเตือนว่าการใช้วาทกรรมต่อต้านเนทันยาฮูอย่างสุดโต่ง กำลังสุ่มเสี่ยงที่จะบานปลาย กลายเป็นการส่งเสริมการเกลียดชังชาวยิว และกำลังทำลายเสถียรภาพของประเทศพันธมิตรที่สำคัญที่สุดในตะวันออกกลาง
โดย สว.จอห์น เฟตเตอร์แมน จากรัฐเพนซิลเวเนีย ได้กล่าวด้วยความกังวลว่า ลองดูประเภทของคนที่ได้รับเลือกตั้งในการเลือกตั้งขั้นต้นสิ พวกเขาไม่ใช่แค่พวกเห็นใจปาเลสไตน์ แต่เป็นพวกที่ต่อต้านอิสราเอลอย่างเข้มข้นและรุนแรงมาก
ความขัดแย้งที่กำลังปะทุขึ้นอย่างรุนแรงนี้ ไม่เพียงแต่เกิดขึ้นในรัฐมิชิแกนหรือนิวยอร์กเท่านั้น แต่กำลังขยายตัวไปทั่วประเทศ และเริ่มลามไปถึงปีกฝ่ายขวาจัดของพรรครีพับลิกันด้วยเช่นกัน
ซึ่งรอยร้าวเรื่องทัศนคติต่ออิสราเอล และนโยบายต่างประเทศในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะเป็นตัวกำหนดทิศทางและผลการแข่งขันในศึกเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึงเท่านั้น แต่ยังจะเป็นแรงผลักดันและตัวแปรสำคัญ ที่เข้ามาวางโครงสร้างความขัดแย้งใหม่ สำหรับการแข่งขันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี 2571 อีกด้วย
อ่านข่าว :
ครม.เคาะงบ 843 ล้านบาท ฟื้นฟูระบบชลประทาน 5 จังหวัดภาคใต้
พบเพิ่ม "เครื่องประดับทองคำ" แหล่งโบราณคดีดอนยายทอง จ.เพชรบุรี
ครม.ไฟเขียว ตั้ง "รพีภัทร์" นั่งปลัดกระทรวงเกษตรฯ คนใหม่