ทางขรุขระของ‘อนุทิน’ กรณี‘บัตรคนจน’อักเสบ กลับไม่ได้ไปไม่ถึง...
จริงๆ แล้วต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาควรเป็นจังหวะดีที่รัฐบาลของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้โชว์ศักยภาพ นำเสนอผลงานที่น่าภาคภูมิใจ
จากความสำเร็จในภารกิจการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน อย่างเป็นทางการ สามารถกระชับความสัมพันธ์กับชาติมหาอำนาจได้อย่างชื่นมื่น
พร้อมกันนี้ยังสามารถปิดดีลดึง 4 บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีของจีนที่จะเข้ามาลงทุนในไทยมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท นำร่อง “Thailand FastPass” ดึงฐานผลิตโลก ยกระดับทักษะแรงงานไทย ปลดล็อกการลงทุนครั้งใหญ่ ฯลฯ
แต่อีกด้านหนึ่ง ความโกลาหลในการประกาศยกเครื่องระบบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจน ตลอดจน “ดราม่า” ที่เกิดขึ้นตามมา กลับกลายเป็นหัวข้อข่าวกระแสหลักที่กลบทับผลงานการเยือนจีนไปเสียเกือบหมดเลยทีเดียว
จากความมุ่งมั่นและเจตนาในการปรับปรุง ฐานข้อมูลผู้มีสิทธิได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรคนจน เพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ตลอดจนลดภาระทางการคลังที่ต้องกันงบประมาณเป็นเงินสนับสนุนในส่วนนี้มาต่อเนื่อง ยาวนาน
นำไปสู่การสำรวจและวางกรอบ ตั้งเกณฑ์ใหม่เพื่อคัดกรองอย่างจริงจังจนในที่สุดได้ข้อสรุปว่า มีผู้อยู่ในข่าย “คนจน” ตามเงื่อนไขประมาณ 9 ล้านคน จากจำนวนผู้ที่ลงทะเบียนของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 18 ล้านคน
หมายความว่ามีจำนวนผู้ที่ไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะได้รับสิทธิดังกล่าวประมาณ 9 ล้านคน
จำนวนหนึ่งถูกคัดออกเพราะถือครองทรัพย์สินบางประเภท เช่นรถยนต์ หรือมีธุรกรรมการเงินผ่านธนาคารต่างๆ เกินกำหนด หรือยังเป็นผู้มีสถานะบางประการที่ไม่อยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับสิทธิ
แม้รัฐบาลจะเปิดโอกาสให้ยื่นอุทธรณ์ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคมเป็นต้นไปเพื่อให้ผู้ที่หลุดหายไปจากระบบได้พิสูจน์สิทธิ แต่ความขุ่นเคือง ไม่พอใจจากคนกลุ่มนี้ก็ส่งเสียงดังมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งที่ส่งเสียงแสดงความไม่เห็นด้วย ตั้งคำถามกับกรอบหรือเกณฑ์ใหม่ที่ถูกนำมาใช้คัดกรอง ผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียบนแพลตฟอร์มต่างๆ
แน่นอนว่า ผู้แทนราษฎรโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยเองก็ได้รับเสียงสะท้อนจากประชาชนที่เป็นฐานคะแนนเสียงในพื้นที่อย่างล้นหลาม
จนท้ายที่สุด เช้าวันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2569 เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทีมรัฐมนตรีหลายกระทรวงต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าว “ขอโทษประชาชน”
โดยเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาม นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง และ น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมแถลงข่าวกรณีการอุทธรณ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคมและมหาดไทย
นายสิริพงศ์กล่าวว่า ทางกระทรวงคมนาคมกราบขออภัยพี่น้องประชาชน ในความไม่สะดวกที่เกิดขึ้นในการดำเนินการ เนื่องจากหลักเกณฑ์การดำเนินการต่างๆ ออกมาเพื่อคัดกรอง ผู้สมควรจะได้รับการช่วยเหลือ และถึงมือบุคคลเหล่านั้นให้ได้มากที่สุด
แต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิบัติแล้ว พบปัญหาว่ามีข้อจำกัดบางอย่าง อาจจะทำให้ประชาชน เกิดความไม่สะดวก ในส่วนของกระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบก ได้เปิดอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนตั้งแต่เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา
ดังนั้นในส่วนของกระทรวงคมนาคม จึงมีหนังสือขอให้กระทรวงการคลังทบทวน และนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จึงนำไปสู่การทบทวน โดยจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อีกครั้งหนึ่ง
“ขอให้สบายใจว่า กระทรวงคมนาคมจะแบ่งเบาภาระของประชาชนให้ได้มากที่สุด ท่านที่ควรได้รับสิทธิต้องได้รับสิทธิจริงๆ” นายสิริพงศ์กล่าว
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ โฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรณีร้องเรียนต่างๆ ที่ประชาชนขอทบทวน 2.9 ล้านราย ปัญหากว่าร้อยละ 40 เป็นกรณีการถือครองรถยนต์ จะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากพิจารณา จะเร่งเสนอคณะรัฐมนตรี พิจารณาให้ความเห็นชอบเพิ่มเงื่อนไขให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น กระบวนการเหล่านี้จะเร่งให้ทันได้รับสิทธิภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้
นี่ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาสำหรับรัฐบาลที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ โดยกระทรวงการคลังซึ่งเห็นปัญหาและพยายามจัดระเบียบ แก้ปัญหาในระดับ “โครงสร้าง” เนื่องเพราะภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้นจนต้องจัดงบประมาณขาดดุลมาอย่างต่อเนื่อง
แต่เส้นทางที่จะเดินต่อไปนั้นทั้งแคบและขรุขระ ไม่ง่ายเลยที่จะบรรลุเป้าหมายในการดึงระบบการคลังของประเทศให้เข้าที่เข้าทาง ท่ามกลางแรงเสียดทานทางการเมือง อันเป็น “ยาขม” สำหรับรัฐบาลที่จะต้องกล้าตัดสินใจ
ผลข้างเคียงจากความพยายามรื้อระบบ “บัตรคนจน” เป็นเพียง 1 ในอีกหลายๆ โจทย์ยากที่รออยู่ ซึ่งก็ต้องการความเด็ดขาด กล้าหาญในการตัดสินใจ
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่ทับถมอยู่ในระบบประกันสุขภาพ, โครงสร้างระบบราชการที่เทอะทะไปด้วยไขมัน (ซึ่งจำเป็นต้องลดขนาดลง) ฯลฯ
ดูเหมือนเพลงที่เข้าสถานการณ์สำหรับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล มากที่สุดในเวลานี้น่าจะเป็นเพลง “กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง” (กลับไม่ได้ไปไม่ถึง : เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ พ.ศ.2542)
และยังต้องพยายามกันต่อไปนั่นเอง