โสภณ ลั่นเป็นศิษย์ตถาคต ไร้ประโยชน์ทับซ้อน ยันไม่ดองคำร้องสอบป.ป.ช. คดี ศักดิ์สยาม

‘โสภณ’ ยกหลักธรรมลั่นเป็นศิษย์ตถาคต ไร้ผลประโยชน์ทับซ้อน-ไม่หวั่นแรงกดดัน ยันไม่ดองคำร้องสอบ ป.ป.ช.คดี ‘ศักดิ์สยาม’ ชี้ต้องรอคณะผู้ทรงคุณวุฒิชงความเห็น ย้ำยึดหลักกฎหมายไม่ใช่อารมณ์
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีฝ่ายค้านและส.ว. เข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อขอให้ประธานรัฐสภาส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาให้ตั้งคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า เรื่องดังกล่าวมีความชัดเจนอยู่แล้ว และขอตอบตรงๆ ว่าในอดีตเรื่องลักษณะเช่นนี้ไม่ได้ใช้เวลาเพียง 1-2 เดือน โดยประธานรัฐสภาในอดีตก็เคยชี้แจงไว้ว่า ได้แต่งตั้งคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อพิจารณาข้อกฎหมาย และคณะกรรมการชุดดังกล่าวก็ได้รับคำสั่งเรียบร้อยแล้ว
นายโสภณ กล่าวต่อว่า จากนี้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการที่จะประชุมพิจารณาข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งบทบัญญัติของศาลรัฐธรรมนูญ บทบัญญัติของ ป.ป.ช. รวมถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อนำมาประกอบการจัดทำความเห็นเสนอให้ตนพิจารณา ส่วนคณะกรรมการจะมีความเห็นอย่างไร ก็เป็นข้อมูลประกอบดุลพินิจของตนในการตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาในอดีตก็ใช้แนวทางเช่นเดียวกัน ดังนั้น เรื่องนี้ไม่ล่าช้า แต่ต้องให้เวลาคณะกรรมการทำหน้าที่
เมื่อถามถึง กรณีการตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาข้อกฎหมายเป็นการทำงานอย่างครอบคลุมแต่ก็ยังโดนกระแสในเรื่องของการเอื้อประโยชน์กันเอง นายโสภณกล่าวว่า วิทยากรที่พูดบนเวที Library Talk หัวข้อ สุ จิ ปุ ลิ : 4 กุญแจสู่การเรียนรู้และการพัฒนาตนเองในยุคดิจิทัล ซึ่งไม่ควรนำชีวิตไปแขวนไว้กับคำพูดของผู้อื่น เพราะในสังคมย่อมมีทั้งคนที่ชอบ คนที่ไม่ชอบ และคนที่เป็นกลาง สิ่งสำคัญคือการบริหารราชการแผ่นดิน รวมถึงการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องยึดหลักเหตุผลและหลักกฎหมาย ไม่ใช่ความชอบหรืออารมณ์ของแต่ละฝ่าย โดยต้องพิจารณาว่าแต่ละองค์กรใช้หลักกฎหมายใดเป็นฐานในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช. หรือประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทุกฝ่ายต่างมีกฎหมายและเครื่องมือในการปฏิบัติหน้าที่ของตน จึงไม่สามารถใช้อารมณ์หรือความรู้สึกมาตัดสินได้ แต่ต้องยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กระแสและแรงกดดันทำให้หนักใจหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า “ผมศิษย์ตถาคต ผมไม่มีอะไรกดดัน เพราะว่าผมไม่มีอะไรที่จะต้องผลประโยชน์ซับซ้อนอะไร การทำหน้าที่ของประธานก็คือทำหน้าที่ตามหลักกฎหมาย ผมเรียนอย่างนี้ ทุกประธานมีพรรคการเมืองหมดวันนี้ผมมาจากพรรคการเมืองก็บอกง่ายๆ คือพรรคภูมิใจไทยไว้วางใจผมให้มาเป็นประธาน สิ่งที่ผมจะทำหน้าที่ของสมาชิกพรรคภูมิใจไทยที่ดีก็คือการเป็นประธานที่ดีแค่นั้น”
นายโสภณ กล่าวต่อว่า การเป็นประธานที่ดี คือการทำหน้าที่ให้สมกับความไว้วางใจของพรรคที่เสนอชื่อ ไม่ใช่การทำหน้าที่ตามใจพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ตนวางหลักคิดไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อได้รับความไว้วางใจแล้ว ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ใช่รับใช้บุคคลหรือพรรคการเมืองใด เพราะตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร คือประธานของรัฐสภาและของประเทศไทยทั้งหมด ไม่ใช่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง