ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดบวก กลุ่มพลังงาน-กลาโหมหนุนตลาด

ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกที่ระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์ในวันพุธ (22 ก.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและกลาโหม ขณะที่หุ้น Randstad พุ่งขึ้นมากที่สุดในวันเดียว นับตั้งแต่ปี 2551 หลังบริษัทจัดหางานรายใหญ่ที่สุดของโลกเปิดเผยรายได้รายไตรมาสสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์

หุ้น Randstad ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเนเธอร์แลนด์ พุ่งขึ้นเกือบ 14% มากที่สุดในดัชนี STOXX 600 หลังส่งสัญญาณว่าความต้องการในตลาดหลักหลายแห่งเริ่มฟื้นตัว

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 6 ก.ค. หลังหุ้นส่วนใหญ่ในหลายหมวดอุตสาหกรรมปรับตัวขึ้น โดยหุ้นกลุ่มอากาศยานและกลาโหมนำตลาด เพิ่มขึ้น 2.6% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานบวก 0.8% หลังราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) พุ่งทะลุ 93 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 สัปดาห์ เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่มุ่งหน้าไปยังเอเชียต้องเปลี่ยนเส้นทางออกจากทะเลแดง หลังถูกกลุ่มฮูตีในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านข่มขู่

การกลับมาทวีความรุนแรงของความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้ความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อกลับมาเป็นประเด็นสำคัญอีกครั้ง และลดความน่าสนใจของตลาดหุ้นยุโรป เนื่องจากภูมิภาคนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมาก

ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีในดัชนี STOXX 600 ปรับตัวลง 0.5% ก่อนการประกาศผลประกอบการรายไตรมาสของ Alphabet และ Tesla ในสหรัฐฯ หลังปิดตลาดยุโรป โดยนักลงทุนจับตาผลประกอบการดังกล่าวเพื่อประเมินว่า การปรับตัวขึ้นของหุ้นที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังมีโอกาสไปต่อหรือไม่

ช่วงที่ผ่านมา หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญความผันผวนอย่างมาก เนื่องจากนักลงทุนพยายามสร้างสมดุลระหว่างแนวโน้มการเติบโตจาก AI กับมูลค่าหุ้นที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มชิปที่พุ่งขึ้นอย่างร้อนแรงในตลาดหุ้นสหรัฐฯ และเอเชียในปีนี้

นักวิเคราะห์ตลาดของแพลตฟอร์มการลงทุน IG กล่าวว่า การโยกย้ายเงินลงทุนออกจากหุ้นเทคโนโลยีช่วยให้ตลาดหุ้นยุโรปโดยรวมปรับตัวได้ดี แม้ว่าราคาน้ำมันจะยังแข็งแกร่งก็ตาม พร้อมระบุว่าความสนใจของตลาดกำลังหันไปที่สหรัฐฯ ซึ่ง Alphabet จะเป็นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่รายแรกที่ประกาศผลประกอบการ ท่ามกลางสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ดูเหมือนจะเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว

ธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีแนวโน้มสูงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันพฤหัสบดีนี้ (23 ก.ค.) แม้ว่าราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG บ่งชี้ว่า ตลาดยังคาดว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้ และมีโอกาสราว 60% ที่จะมีการปรับขึ้นอีกครั้ง

นักลงทุนยังคงติดตามผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจมีต่อผลประกอบการของบริษัทต่าง ๆ

สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Airbus พุ่งขึ้น 7% หลังบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนวงเงิน 5 พันล้านยูโร (5.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) พร้อมเปิดเผยเป้าหมายระยะกลางใหม่ ซึ่งรวมถึงการตั้งเป้าเพิ่มกำไรเกือบ 2 เท่าภายในปี 2572

หุ้น Nestle เพิ่มขึ้น 2.2% หลังหนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่า Platinum Equity ซึ่งเป็นบริษัทไพรเวทอิควิตี้ กำลังเข้าใกล้การบรรลุข้อตกลงซื้อหุ้นราว 50% ในธุรกิจน้ำดื่มของ Nestle ในยุโรป

โดย กัลยาณี ชีวะพานิช