อุดรอยรั่วบัตรคนจน หรือทำคนจนตกหล่น? คุยกับ สมชัย จิตสุชน
การปรับเกณฑ์คัดกรองผู้มีสิทธิ์ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบล่าสุด จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง หลังมีผู้ถูกตัดสิทธิ์กว่า 9 ล้านคน จากผู้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองราว 18 ล้านคน
หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า แม้รัฐจะพยายามอุดรอยรั่วของงบประมาณเพื่อไม่ให้สวัสดิการตกถึงผู้ที่ไม่ได้ยากจนจริง แต่การคัดกรองที่เข้มงวดขึ้นกำลังทำให้คนที่เดือดร้อนจริงจำนวนไม่น้อยหลุดออกจากระบบด้วยหรือไม่
สำหรับ ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เป้าหมายของรัฐบาลครั้งนี้ถือว่าชัดเจน คือพยายามแก้ปัญหาที่มีผู้ได้รับบัตรสวัสดิการทั้งที่ไม่ได้ยากจนจริง ซึ่งเป็นข้อวิจารณ์ที่มีมาตั้งแต่การลงทะเบียนรอบก่อน ประกอบกับข้อจำกัดด้านการคลังที่ทำให้รัฐบาลต้องพยายามลดรายจ่ายลง จึงเลือกเข้มงวดกับการคัดกรองมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงคือขนาดของการตัดสิทธิ์ที่สูงผิดปกติ หากพิจารณาจากตัวเลขทั้งหมด จะพบว่าผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์คิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของผู้เข้าสู่ระบบ ซึ่งแตกต่างจากการคัดกรองในอดีตอย่างชัดเจน นอกจากนี้ ผู้เข้าสู่กระบวนการคัดกรองรอบล่าสุดยังรวมคนอีก 3-4 ล้านคนที่ภาครัฐดึงเข้ามาจากฐานข้อมูลหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องกันการตกหล่นของผู้ที่ไม่ได้มาลงทะเบียนด้วยตนเอง หากคนกลุ่มนี้เป็นผู้มีรายได้น้อยจริงเป็นส่วนใหญ่ ก็ยิ่งสะท้อนว่าผู้ที่ถูกตัดสิทธิ์ส่วนใหญ่คือผู้ถือบัตรเดิมจำนวนมหาศาล
หมายเหตุ: เรียบเรียงเนื้อหาส่วนหนึ่งจากรายการ 101 One-on-One EP.415 ดราม่าบัตรคนจน อุดรอยรั่ว แต่ยิ่งตกหล่น? | สมชัย จิตสุชน เผยแพร่เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ดำเนินรายการโดย วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา

“ไม่มีระบบคัดกรองสวัสดิการที่แม่นยำ 100% ทุกระบบต้องเผชิญกับโจทย์เดียวกัน คือยิ่งลดการรั่วไหล การตกหล่นก็มักจะเพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การทำให้โครงการใดโครงการหนึ่งสมบูรณ์แบบ แต่คือการทำให้ทั้งระบบสวัสดิการมีผู้ตกหล่นน้อยที่สุด”
สำหรับ ดร.สมชัย ประเด็นสำคัญไม่ใช่ว่ามีผู้ถูกตัดสิทธิ์มากหรือน้อย หากเป็นคำถามว่า ในบรรดาผู้ที่ออกมาร้องเรียนนั้น มีใครบ้างที่เป็น ‘คนจนจริง’ ซึ่งหลุดออกจากระบบ และใครบ้างที่เพียงเคยได้รับสิทธิ์ในอดีต ก่อนไม่ผ่านเกณฑ์ใหม่
เขาอธิบายว่า ระบบคัดกรองสวัสดิการทุกแห่งล้วนเผชิญกับโจทย์สองด้านเสมอ คือ ‘การรั่วไหล’ (Leakage) ที่ผู้ไม่ควรได้รับกลับได้รับสิทธิ์ และ ‘การตกหล่น’ (Exclusion) ที่ผู้ควรได้รับกลับไม่ได้รับสิทธิ์ ทั้งสองปัญหาเป็นเสมือนคนละด้านของเหรียญเดียวกัน ยิ่งรัฐเข้มงวดกับการคัดกรองเพื่อลดการรั่วไหลมากขึ้น โอกาสที่คนจนจริงจะถูกกันออกจากระบบก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ในมุมของเขา เสียงร้องเรียนทั้งหมดจึงไม่อาจตีความว่าเป็นการตกหล่น เพราะต้องแยกให้ออกระหว่าง ‘ตกหล่นจริง’ กับ ‘ตกหล่นปลอม’
การตกหล่นจริงคือ เมื่อผู้ที่มีฐานะยากจนถูกเกณฑ์คัดกรองกันออกไป เช่น ผู้ที่มีรถยนต์เก่ามูลค่าไม่สูง หรือมีชื่อครอบครองรถแทนญาติ ทั้งที่ฐานะความเป็นอยู่ยังลำบาก เกณฑ์ลักษณะนี้อาจไม่สะท้อนสถานะทางเศรษฐกิจที่แท้จริงของผู้ถือครองทรัพย์สิน ส่วนการตกหล่นปลอมคือ ผู้ที่เคยได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในอดีต ทว่าไม่ได้มีฐานะยากจนตามเกณฑ์ใหม่ จึงไม่ผ่านการคัดกรองและออกมาแสดงความไม่พอใจเมื่อถูกตัดสิทธิ์ ผู้ร้องเรียนกลุ่มนี้จึงไม่อาจสรุปได้ว่าถูกปฏิเสธสิทธิ์อย่างไม่เป็นธรรม
ดร.สมชัยมองว่าโจทย์สำคัญไม่ใช่การเลือกระหว่าง ‘ลดการรั่วไหล’ หรือ ‘ลดการตกหล่น’ เพราะคำตอบขึ้นอยู่กับเป้าหมายของนโยบาย หากรัฐให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง ก็ย่อมยอมรับการตกหล่นที่มากขึ้นเพื่อแลกกับการลดการรั่วไหล ในทางกลับกัน หากต้องการคุ้มครองผู้มีรายได้น้อยท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา ก็อาจยอมให้เกิดการรั่วไหลเพิ่มขึ้นบ้าง เพื่อไม่ให้ผู้ที่ควรได้รับความช่วยเหลือหลุดออกจากระบบ
เขายังเสนอว่า ไม่ควรพิจารณาโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพียงลำพัง ควรมองภาพรวมของระบบสวัสดิการทั้งประเทศ โครงการหนึ่งอาจมีผู้ตกหล่นอยู่บ้าง ตราบใดที่ยังมีมาตรการอื่นรองรับกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นคนพิการ ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้สูงอายุที่ต้องเลี้ยงหลาน เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ ‘ทั้งระบบสวัสดิการ’ มีผู้ตกหล่นน้อยที่สุด มากกว่าคาดหวังให้โครงการใดโครงการหนึ่งปราศจากข้อผิดพลาด
เกณฑ์เข้มขึ้น ระบบดีขึ้นจริง?
เมื่อเกิดกระแสวิจารณ์ว่าผู้มีรายได้น้อยจำนวนมากถูกตัดสิทธิ์ คำอธิบายจากภาครัฐมักชี้ไปที่ความจำเป็นในการปิดช่องโหว่ของระบบ เพื่อไม่ให้สวัสดิการตกถึงคนที่ไม่ควรได้รับ ดร.สมชัยมองว่า การคัดกรองที่เข้มงวดขึ้นไม่ได้หมายความว่าระบบจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเสมอไป เกณฑ์ที่ไม่สะท้อนชีวิตจริงของผู้คนอาจสร้างความผิดพลาดรูปแบบใหม่ขึ้นมาแทน
หนึ่งในประเด็นที่เขาตั้งข้อสังเกตคือ การเปลี่ยนจากการพิจารณา ‘รายได้ครัวเรือน’ มาเป็น ‘รายได้ของผู้ลงทะเบียน’ เพียงคนเดียว แม้แนวทางนี้จะตรวจสอบได้ง่ายขึ้น ทว่ากลับมองข้ามภาระที่แต่ละคนต้องรับผิดชอบภายในครอบครัว
เขายกตัวอย่างว่า ผู้สมัครบางคนอาจมีรายได้เกินเกณฑ์เพียงเล็กน้อย แต่ต้องดูแลลูกเล็กหรือพ่อแม่สูงอายุที่ไม่มีรายได้ เมื่อคำนวณรายได้ต่อสมาชิกในครัวเรือนแล้ว เงินที่เหลือใช้จริงอาจต่ำกว่าที่ตัวเลขรายได้ของบุคคลสะท้อน การตัดสินจากรายได้ของผู้ลงทะเบียนเพียงคนเดียวจึงอาจทำให้ครัวเรือนที่ยังเปราะบางหลุดออกจากระบบ ทั้งที่ยังควรได้รับความช่วยเหลือ
อีกด้านหนึ่ง เกณฑ์เดียวกันก็อาจทำให้เกิดการรั่วไหลได้เช่นกัน ผู้มีรายได้ไม่สูงซึ่งอาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีฐานะดี อาจยังเข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิ์ ทั้งที่ภาพรวมของครัวเรือนไม่ได้ลำบากจริง การใช้รายได้รายบุคคลเป็นเกณฑ์หลักจึงอาจทำให้ทั้ง ‘การตกหล่น’ และ ‘การรั่วไหล’ เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ซึ่งเขามองว่าเป็นปัญหาของการออกแบบเกณฑ์ มากกว่าปัญหาในขั้นตอนการบังคับใช้
ภายหลังรัฐบาลเริ่มปรับเกณฑ์บางส่วน เช่น ไม่นำรถยนต์อายุเกิน 20 ปี หรือรถจักรยานยนต์อายุเกิน 15 ปีมาพิจารณา รวมถึงผ่อนคลายเงื่อนไขการถือครองรถจักรยานยนต์ ดร.สมชัยเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ช่วยให้เกณฑ์สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น เพราะการมีรถเก่าไม่ได้หมายความว่าผู้ถือครองมีฐานะดีเสมอไป เช่นเดียวกับครอบครัวรายได้น้อยจำนวนมากที่จำเป็นต้องมีรถจักรยานยนต์มากกว่าหนึ่งคันเพื่อใช้เดินทางไปทำงาน
เขาย้ำว่า ต่อให้ปรับเกณฑ์รัดกุมเพียงใด ก็ไม่มีระบบคัดกรองใดสมบูรณ์แบบ ประสิทธิภาพของการคัดกรองขึ้นอยู่กับคุณภาพของฐานข้อมูลด้วย ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดสำคัญของประเทศไทย

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ฐานข้อมูล แต่อยู่ที่ข้อมูลที่ไม่มี
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐพยายามเชื่อมโยงฐานข้อมูลของหน่วยงานต่างๆ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาสิทธิ์สวัสดิการ ดร.สมชัยยอมรับว่า โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมีส่วนผลักดันให้การเชื่อมข้อมูลของภาครัฐก้าวหน้าไปมากกว่าที่เคย เพราะหน่วยงานต่างๆ ต้องเริ่มแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน แต่การเชื่อมข้อมูลเพียงอย่างเดียวไม่อาจแก้ปัญหาได้ หากข้อมูลที่จำเป็นไม่มีอยู่ตั้งแต่ต้น
ตัวอย่างชัดเจนคือแรงงานนอกระบบ ซึ่งไม่มีนายจ้าง ไม่มีข้อมูลในระบบประกันสังคม และหลายคนไม่ได้ยื่นภาษี รายได้ที่แท้จริงจึงแทบไม่มีหลักฐานให้รัฐตรวจสอบ เมื่อผู้สมัครแจ้งว่าตนมีรายได้ต่ำกว่าเกณฑ์ ภาครัฐจึงต้องใช้ข้อมูลทางอ้อม เช่น การถือครองรถยนต์ เงินฝาก หรือทรัพย์สินอื่นมาประกอบการพิจารณาแทน ทั้งที่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจได้อย่างแม่นยำเสมอไป
นอกจากแรงงานนอกระบบแล้ว ยังมีทรัพย์สินอีกหลายประเภทที่รัฐไม่มีข้อมูล เช่น การถือครองทองคำหรืออัญมณี ซึ่งทำให้เกิดทั้งโอกาสที่คนมีฐานะจะยังได้รับสวัสดิการ และคนที่ลำบากจริงกลับถูกกันออกจากระบบ เพราะฐานข้อมูลที่ใช้ยังไม่ครอบคลุมข้อเท็จจริงทั้งหมด
สำหรับ ดร.สมชัย สิ่งที่รัฐบาลควรทำจึงไม่ใช่เพียงการเชื่อมข้อมูลที่มีอยู่ แต่ควรใช้โอกาสนี้สำรวจว่าประเทศยังขาดข้อมูลอะไรบ้าง และค่อยๆ พัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้นในระยะยาว เพราะหากฐานข้อมูลยังไม่สมบูรณ์ การปรับเกณฑ์คัดกรองเพียงอย่างเดียวก็ยากที่จะทำให้ระบบสวัสดิการมีความแม่นยำขึ้นได้
รัฐสวัสดิการไม่ใช่แค่เรื่อง ‘แจกหรือไม่แจก’
“ปัญหาการคลังไม่ควรถูกแก้ด้วยการทำให้คนจนหลุดออกจากระบบสวัสดิการ รัฐยังมีอีกหลายทางในการจัดการงบประมาณ โดยไม่ต้องแลกกับการลดความคุ้มครองของผู้มีรายได้น้อย” ถัดจากคำถามเรื่องเกณฑ์คัดกรอง ดร.สมชัยชวนมองไปยังโจทย์ที่ใหญ่กว่า คือโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐควรดำรงอยู่ในรูปแบบเดิมต่อไปหรือไม่ เขามองว่าคำตอบขึ้นอยู่กับกรอบคิดที่รัฐใช้ในการออกแบบระบบสวัสดิการ
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หลายประเทศหันมาใช้สวัสดิการแบบ ‘มุ่งเป้า’ (Targeted Welfare) มากขึ้น โดยจำกัดความช่วยเหลือไว้เฉพาะผู้ที่ผ่านเกณฑ์ความยากจน แทนการให้สวัสดิการในวงกว้าง แนวโน้มดังกล่าวเกิดขึ้นจากข้อจำกัดด้านการคลัง โดยเฉพาะหลังการระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้รัฐบาลทั่วโลกมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นและต้องควบคุมรายจ่ายมากกว่าเดิม
ดร.สมชัยยอมรับว่า ในมุมของการบริหารงบประมาณ แนวทางนี้มีเหตุผลรองรับ เพราะช่วยให้รัฐใช้งบประมาณกับผู้ที่จำเป็นมากที่สุด ขณะเดียวกัน เขาเห็นว่า ยิ่งเศรษฐกิจชะลอตัวและประชาชนเผชิญความไม่แน่นอนมากขึ้น รัฐยิ่งควรทำทุกวิถีทางให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่เดือดร้อนอย่างทั่วถึง ไม่ควรปล่อยให้ข้อจำกัดด้านการคลังกลายเป็นเหตุผลที่ทำให้คนจนหลุดออกจากระบบสวัสดิการ
เขามองว่า การแก้ปัญหาการคลังไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการลดจำนวนผู้ได้รับสวัสดิการ เพราะรัฐยังมีพื้นที่อีกมากในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการลดการทุจริต การตัดงบประมาณที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือการจัดลำดับความสำคัญของการใช้จ่ายใหม่ เม็ดเงินที่ประหยัดได้ย่อมนำกลับมาใช้ดูแลผู้มีรายได้น้อยได้มากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องยกระดับความเข้มงวดของเกณฑ์คัดกรองจนเกิดการตกหล่นในวงกว้าง
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา คือการออกพระราชกำหนดกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในมาตรการช่วยเหลือประชาชน
สำหรับ ดร.สมชัย คำว่า ‘กู้มาแจก’ ควรถูกแยกออกเป็นสองคำถาม
คำถามแรก คือ ‘ควรช่วยคนจนหรือไม่’
คำตอบของเขาคือ ‘ควร’ เพราะการดูแลผู้มีรายได้น้อยเป็นหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจชะลอตัวและประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญความเปราะบาง
ขณะที่คำถามที่สอง คือ ‘จำเป็นต้องกู้เงินเพื่อทำเช่นนั้นหรือไม่’
ในประเด็นนี้ เขากลับไม่เห็นด้วย เขาให้เหตุผลว่า ก่อนจะเลือกกู้เงิน รัฐควรสำรวจว่ามีช่องทางอื่นในการจัดหาเงินหรือไม่ เช่น การลดการทุจริต การตัดรายจ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือการจัดสรรงบประมาณใหม่ หากยังสามารถหาเงินจากแหล่งเหล่านี้ได้ ก็ไม่ควรเพิ่มภาระหนี้สาธารณะโดยไม่จำเป็น
การลงทุนระยะยาว ไม่ควรอ้างความเร่งด่วนเพื่อกู้เงิน
ข้อถกเถียงอีกด้านของพระราชกำหนดกู้เงิน คือการกันวงเงินส่วนหนึ่งไว้สำหรับการลงทุนระยะยาว เช่น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและการพัฒนาทักษะแรงงาน
ดร.สมชัยย้ำว่า เขาเห็นด้วยกับเป้าหมายของโครงการเหล่านี้ทั้งหมด เพราะล้วนเป็นการลงทุนที่จำเป็นต่ออนาคตของประเทศ เขามองว่าโครงการลักษณะนี้ไม่ใช่มาตรการฉุกเฉินที่ต้องเร่งดำเนินการภายในเวลาอันสั้น จึงสามารถดำเนินการผ่านกระบวนการงบประมาณประจำปีและการพิจารณาของรัฐสภาได้
เขาอธิบายว่า การใช้พระราชกำหนดกู้เงินทำให้กระบวนการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติลดลง และอาจส่งผลให้การใช้งบประมาณขาดความรอบคอบ แม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยว่าสามารถดำเนินการได้ เขายังคงเห็นว่าในเชิงหลักการ การกู้เงินควรจำกัดไว้สำหรับสถานการณ์ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนจริงๆ ไม่ใช่โครงการที่สามารถวางแผนล่วงหน้าและผลักดันผ่านกลไกงบประมาณปกติได้
“ผมเห็นด้วยกับการลงทุนระยะยาวทุกเรื่อง แต่สิ่งที่ไม่เห็นด้วยคือการใช้เงินกู้ฉุกเฉินกับโครงการที่สามารถดำเนินการผ่านงบประมาณปกติได้”

การแจกเงินช่วยได้ แต่ไม่เปลี่ยนชีวิต
ช่วงท้ายของบทสนทนา ผู้ดำเนินรายการชวนคุยถึงโจทย์ที่อยู่เหนือการช่วยเหลือเฉพาะหน้า นั่นคือ รัฐควรลงทุนกับการพัฒนาศักยภาพของประชาชนมากกว่าการแจกเงินหรือไม่
ดร.สมชัยตอบอย่างชัดเจนว่า โดยหลักการแล้ว เขาเชื่อว่าการลงทุนระยะยาวมีความสำคัญกว่า เพราะเป้าหมายของนโยบายสวัสดิการไม่ควรหยุดอยู่แค่การประคับประคองชีวิต หากควรทำให้ผู้คนสามารถยืนได้ด้วยตัวเองในที่สุด
“การช่วยเหลือระยะสั้นจำเป็น แต่สุดท้ายเราต้องทำให้คนพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ใช่ต้องพึ่งสวัสดิการไปตลอดชีวิต”
อย่างไรก็ตาม เขามองว่ามาตรการพัฒนาทักษะที่เคยผูกกับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐยังไม่ประสบความสำเร็จ เพราะแรงจูงใจต่ำเกินไป ผู้ถือบัตรต้องเสียเวลาหยุดงานเพื่อเข้ารับการอบรม ขณะที่ผลตอบแทนที่ได้รับมีเพียงเล็กน้อย จึงไม่น่าแปลกที่คนจำนวนมากเลือกไม่เข้าร่วม
เขาอธิบายว่า การเข้าร่วมอบรมมี ‘ต้นทุน’ สำหรับแรงงานทุกคน โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยที่ต้องแลกเวลาทำงานกับการเรียนรู้ การหยุดงานหนึ่งวันหมายถึงการสูญเสียรายได้หนึ่งวัน ดังนั้น ต่อให้รัฐจัดอบรมฟรี หรือมีเงินสนับสนุนเพียงเล็กน้อย ก็ยังไม่เพียงพอที่จะจูงใจให้คนเข้าร่วม เพราะสิ่งที่เสียไปมีค่ามากกว่าสิ่งที่ได้รับกลับมา
เขาจึงเสนอว่า หากต้องการให้การพัฒนาทักษะเกิดผลจริง รัฐจำเป็นต้องออกแบบนโยบายโดยคำนึงถึง ‘ค่าเสียโอกาส’ ของผู้เข้าอบรมด้วย กล่าวคือ ต้องชดเชยรายได้ที่ผู้เข้าอบรมสูญเสียระหว่างการหยุดงานให้เพียงพอ ไม่ใช่ให้เพียงสัญลักษณ์ของการเข้าร่วมเท่านั้น
ดร.สมชัย ยกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งสนับสนุนผู้เข้าร่วมอบรมในระดับที่ใกล้เคียงกับค่าแรงขั้นต่ำ ทำให้แรงงานสามารถตัดสินใจเข้าร่วมได้โดยไม่ต้องกังวลว่าจะสูญเสียรายได้ของครอบครัวระหว่างการเรียนรู้
“การพัฒนาทักษะจะเกิดผลไม่ได้ ถ้ารัฐไม่ชดเชยต้นทุนของการเรียนรู้ และหลักสูตรยังไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน”
การเพิ่มเงินสนับสนุนเพียงอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอ ในมุมของเขา สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ไม่ใช่ออกแบบจากมุมมองของหน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียว เพราะต่อให้มีโครงการฝึกอบรมจำนวนมาก ทักษะที่สอนไม่ช่วยให้ผู้เรียนมีโอกาสได้งานหรือมีรายได้เพิ่มขึ้น โครงการเหล่านั้นก็ยากจะสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนได้
รัฐสวัสดิการที่ดี ต้องทำให้คนยืนได้ด้วยตัวเอง
ในมุมของ ดร.สมชัย ปัญหาใหญ่ของการฝึกอาชีพโดยภาครัฐ คือการออกแบบหลักสูตรที่มักเริ่มต้นจากสิ่งที่หน่วยงานราชการคิดว่าควรสอน มากกว่าจะเริ่มจากสิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการ
เขาอธิบายว่า โครงการจำนวนมากยังเป็นการคิดแบบ Supply-driven คือรัฐกำหนดหลักสูตรขึ้นมาก่อน แล้วจึงเปิดรับคนเข้ามาเรียน ทั้งที่แนวทางซึ่งควรเกิดขึ้นคือ Demand-driven เริ่มจากความต้องการของตลาดแรงงานและนายจ้าง แล้วจึงออกแบบหลักสูตรให้ตอบโจทย์ทักษะที่จำเป็นจริง
“การพัฒนาทักษะจะได้ผลก็ต่อเมื่อสอนในสิ่งที่ตลาดต้องการ ไม่ใช่สอนในสิ่งที่รัฐอยากสอน”
เมื่อผู้เข้าอบรมมั่นใจว่าทักษะที่ได้รับสามารถนำไปใช้หางาน เพิ่มรายได้ หรือเปลี่ยนอาชีพได้จริง แรงจูงใจในการเข้าร่วมโครงการก็ย่อมเพิ่มขึ้น เงินที่รัฐลงทุนจึงมีโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะยาว มากกว่าการช่วยเหลือเฉพาะหน้าเพียงครั้งเดียว
ด้วยเหตุนี้ ดร.สมชัยจึงเห็นว่า การลงทุนกับการพัฒนาทักษะที่ออกแบบอย่างถูกต้องอาจให้ผลคุ้มค่ากว่าการเพิ่มวงเงินสวัสดิการเสียอีก เพราะนอกจากช่วยให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ยังช่วยยกระดับผลิตภาพแรงงานและศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ ตลอดการสนทนา เขาไม่ได้ปฏิเสธความจำเป็นของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ตรงกันข้าม เขายืนยันว่าประเทศไทยยังจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน รวมทั้งการถกเถียงไม่ควรหยุดอยู่ที่จะให้หรือไม่ให้สวัสดิการ หรือควรตัดสิทธิ์ผู้ได้รับกี่คน หากควรย้อนกลับไปตั้งคำถามว่า ระบบทั้งหมดถูกออกแบบขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมายอะไร
เป้าหมายที่มุ่งให้ความช่วยเหลือเข้าถึงผู้ที่จำเป็นจริง ย่อมต้องอาศัยระบบคัดกรองที่สะท้อนข้อเท็จจริงของชีวิตผู้คน มากกว่าการพึ่งพาตัวเลขเพียงไม่กี่ตัวแปร ส่วนเป้าหมายที่ต้องการลดความยากจนในระยะยาว ก็ย่อมต้องอาศัยการลงทุนกับการพัฒนาทักษะ การสร้างโอกาส และการพัฒนาฐานข้อมูลที่แม่นยำยิ่งขึ้นควบคู่กันไป
“รัฐสวัสดิการที่ดีไม่ใช่รัฐที่จ่ายเงินได้มากที่สุด แต่คือรัฐที่ออกแบบระบบให้ผู้คนพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นและทำให้ความช่วยเหลือไปถึงคนที่จำเป็นจริง”
101 One-on-One TDRI ความยากจน นโยบายสาธารณะ บัตรคนจน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รัฐสวัสดิการ สมชัย จิตสุชน