เฟทโก้ เมินสหรัฐขึ้นภาษีไทย เชื่อผลกระทบไม่มาก การันตียังเนื้อหอมในสายตาทุนต่างชาติ

เฟทโก้ เมินสหรัฐขึ้นภาษีไทย เชื่อผลกระทบไม่มาก การันตีไทยยังเนื้อหอมในสายตาทุนต่างชาติ

วันที่ 24 กรกฎาคม นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีที่สหรัฐ ประกาศเก็บภาษีใหม่ 60 ประเทศ อ้างเหตุใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) ซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและการแข่งขันที่เป็นธรรมของภาคการผลิตในสหรัฐ โดยไทยถูกเรียกเก็บที่ 12.5% มาตรการดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคมนี้ ประเมินผลต่อทิศทางเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย อัตราการจัดเก็บภาษีของสหรัฐ ถือว่าอยู่ในระดับที่ตลาดคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว และถือเป็นอัตราที่ไม่กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ผลต่อความน่าสนใจหรือเสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยจึงยังไม่ได้ถูกลดทอนลง

“เมื่อเปรียบเทียบกับบางประเทศที่ต้องถูกเก็บอัตราภาษีประมาณ 10% แต่ไทยถูกเก็บที่ 12.5% ถือว่าไม่ได้มากกว่ากันจนน่ากังวล อีกทั้งรายการสินค้าบางประเภทที่สหรัฐมีความต้องการสูงจากไทย ยังได้รับการยกเว้นไม่ถูกจัดเก็บภาษีในอัตราดังกล่าวด้วย” นายไพบูลย์ กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ทิศทางตลาดทุนไทยในช่วงครึ่งปีหลัง ประเด็นเรื่องภาษีการค้าไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นแล้ว แต่ความเชื่อมั่นจะขึ้นอยู่กับสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศและตัวเลขการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นสำคัญ หากตัวเลขการเข้ามาลงทุนจริงยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย ตลาดหุ้นไทยก็น่าจะยังมีแรงส่งที่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่ปัจจัยความเสี่ยงเรื่องข้อขัดแย้งระหว่างสหรัฐ และอิหร่าน แม้ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดถึงระดับความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นในระยะถัดไป แต่เชื่อว่านักลงทุนทั่วโลกเริ่มมีความคุ้นชินกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนในลักษณะนี้แล้ว เนื่องจากเกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วง 3-4 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งปัจจุบันเม็ดเงินลงทุนทั่วโลกยังคงไหลเข้าสู่บริษัทที่มีพื้นฐานดี และความกังวลต่อประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นทำให้เกิดการตื่นตระหนกจนหยุดลงทุนไป

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ประเทศไทยยังมีแม่เหล็กดึงดูดแหล่งห่วงโซ่อุปทาน (ซัพพลาย เชน) ใหม่เข้ามาได้ต่อเนื่อง เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ไทยยังคงมีเสน่ห์ในสายตานักลงทุนต่างชาติ โดยปัจจัยหลักที่ดึงดูดเม็ดเงินไม่ได้มาจากเรื่องภาษีหรือสภาวะเศรษฐกิจระยะสั้น แต่มาจากความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตในอนาคตและการที่รัฐบาลสามารถเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจไทยได้จริง ที่สำคัญที่สุดคือ ท่ามกลางบรรยากาศความขัดแย้งระดับโลก บริษัทข้ามชาติจำนวนมากกำลังมองหาซัพพลาย เชนใหม่ที่มีความมั่นคง มีความยืดหยุ่น และที่สำคัญคือ ต้องมีความเป็นกลาง ซึ่งประเทศไทยตอบโจทย์ดังกล่าวได้อย่างดีเยี่ยมในฐานะประเทศที่เป็นมิตรกับทุกฝ่ายและสามารถค้าขายได้กับทุกประเทศ จุดนี้ถือเป็นแรงดึงดูดสำคัญที่ทำให้นักลงทุนแสดงความจำนงเข้ามาลงทุนในไทยเป็นจำนวนมาก

นายไพบูลย์ กล่าวว่า ในด้านการดำเนินนโยบายของภาครัฐ ในเชิงกลยุทธ์และตัวนโยบาย ส่วนตัวมองว่า รัฐบาลมาถูกทางและสามารถตีโจทย์แตกแล้ว ไม่ได้มีข้อผิดพลาดในเชิงตัวนโยบาย แต่มักมาเดินพลาดในเรื่องการลงมือปฏิบัติ (Execution) หรือทำไม่ทัน และอาจทำไม่ตรงกับความคาดหวังของนักลงทุนเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ทำให้สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างเร่งด่วนในระยะถัดไปคือ การลงมือปฏิบัติ โดยต้องเร่งผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมมากกว่าการมุ่งเน้นเพียงแค่การวางแผนเชิงกลยุทธ์เหมือนที่ผ่านมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนในระยะยาว แก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ที่อาจติดกฎเกณฑ์ หรือข้อกำหนดราชการ จึงอยากให้รัฐบาลปลดล็อกสิ่งเหล่านี้โดยเฉพาะกฎหมายที่เก่าเกินไป เพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อได้