‘จันทร์นภา สายสมร’ จากฟิล์มกรองแสง สู่ปั๊มน้ำมันยุคใหม่

หากย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน “ปั๊มน้ำมัน” มักเป็นจุดแวะพักระหว่างการเดินทาง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว หรือเทศกาลประจำปี เพื่อเติมน้ำมัน เข้าห้องน้ำ หรือซื้อเครื่องดื่มติดไม้ติดมือก่อนมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทาง

ปัจจุบันบทบาทของปั๊มน้ำมันได้เปลี่ยนไปจากจุดแวะพักระหว่างทาง สู่การเป็น Lifestyle Destination ที่รวบรวมทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ พื้นที่พักผ่อน และบริการต่างๆ ไว้ในที่เดียว

จากฟิล์มกรองแสง สู่สถานีบริการยุคใหม่

จันทร์นภา สายสมร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคารลามิน่า ที่ดำเนินธุรกิจยานยนต์มานานกว่า 31 ปี แต่เมื่อธุรกิจเดินมาถึงจุดที่มั่นคง คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าจะรักษาการเติบโตไว้ได้อย่างไร แต่เป็นการมองหาโอกาสใหม่ที่จะต่อยอดศักยภาพขององค์กรในระยะยาว จุดเปลี่ยนสำคัญเริ่มต้นจากที่ดินผืนใหญ่กว่า 13 ไร่ ที่ครอบครัวถือครองไว้ เดิมทีมีแนวคิดจะพัฒนาเป็นตลาดสด จึงใช้เวลาศึกษาตลาดค้าส่งและตลาดขนาดใหญ่หลายแห่งอย่างละเอียด แต่เมื่อพิจารณาศักยภาพของพื้นที่โดยรอบ ประกอบกับการเปิดใช้ถนนสายใหม่ที่ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น จึงมองเห็นว่าทำเลแห่งนี้มีศักยภาพมากกว่าการเป็นตลาด หากสามารถพัฒนาเป็นสถานีบริการน้ำมันที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้คนในย่านบางแคได้

จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนในธุรกิจน้ำมัน ด้วยงบก่อสร้างกว่า 80 ล้านบาท (ไม่รวมมูลค่าที่ดิน) เพื่อพัฒนาพื้นที่เฟสแรกกว่า 6 ไร่ จากทั้งหมด 13 ไร่ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ยังไม่เคยทำมาก่อน ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่เพียงการสร้างสถานีบริการน้ำมัน แต่คือการออกแบบพื้นที่ให้เป็นมากกว่าจุดแวะเติมน้ำมัน

เมื่อปั๊มน้ำมันไม่ได้มีไว้แค่เติมน้ำมัน

ในอดีต สถานีบริการน้ำมันอาจเป็นเพียงจุดแวะพักระหว่างการเดินทาง ใช้เวลาไม่กี่นาทีในการเติมเชื้อเพลิง แต่ปัจจุบัน บทบาทของปั๊มน้ำมันกำลังเปลี่ยนไป เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคไม่ได้ต้องการเพียงความสะดวกในการเติมน้ำมัน แต่ยังมองหาพื้นที่ที่สามารถรับประทานอาหาร นั่งทำงาน พักผ่อน หรือใช้เวลาร่วมกับครอบครัวได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้สถานีบริการต้องพัฒนาไปสู่การเป็น Lifestyle Destination มากกว่าจะเป็นเพียงจุดบริการด้านพลังงาน

แนวคิดดังกล่าวจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการออกแบบโครงการแห่งนี้ ซึ่งน้ำมันเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางเข้ามาใช้บริการ แต่สิ่งที่จะทำให้ผู้คนอยากกลับมาอีกครั้ง คือคุณภาพของพื้นที่ บรรยากาศ และบริการที่ครบครัน ตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านกาแฟ พื้นที่สีเขียว ไปจนถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่รองรับการใช้ชีวิตในแต่ละวัน เป้าหมายจึงไม่ใช่การทำให้ลูกค้าแวะเติมน้ำมันแล้วรีบออกไป แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ทำให้ผู้คนอยากใช้เวลาอยู่มากขึ้น

แนวคิดนี้ถูกถ่ายทอดผ่านการออกแบบภายใต้คอนเซ็ปต์ Blooming Tale ที่ให้ความสำคัญกับทุกองค์ประกอบของพื้นที่ ตั้งแต่หลังคาสถานีบริการรูปทรงใบไม้ การจัดวางภูมิทัศน์สีเขียว ร้านค้าที่เชื่อมต่อกันทั้งโครงการ ไปจนถึงการพัฒนาร้านอินทนิลในรูปแบบ Shop in Shop บนพื้นที่เกือบ 300 ตารางเมตร ที่มีทั้งห้องประชุม ร้านอาหาร และพื้นที่นั่งพัก เพื่อให้สถานีบริการแห่งนี้เป็นมากกว่าจุดแวะระหว่างทาง

นอกจากนี้ โครงการยังได้รับ Bangchak Service Station Awards 2025 สาขา Unique Design Service Station สะท้อนให้เห็นถึงมาตรฐานด้านสถาปัตยกรรมและประสบการณ์การใช้บริการที่โดดเด่น ขณะเดียวกัน การให้ความสำคัญกับรายละเอียดเล็กๆ อย่างห้องน้ำ ซึ่งออกแบบตามหลัก Universal Design และดูแลความสะอาดอย่างต่อเนื่อง ก็ทำให้ได้รับรางวัลสุดยอดห้องน้ำแห่งปีของกรุงเทพมหานคร ประจำปี 2568 และได้รับเลือกเป็นตัวแทนกรุงเทพมหานครเข้าประกวดในระดับประเทศ

เมื่อปั๊มน้ำมันกลายเป็นพื้นที่ใช้ชีวิต

แม้การออกแบบจะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างให้กับโครงการ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของธุรกิจยังต้องพิสูจน์ผ่านผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมา การเติบโตของสถานีบริการแห่งนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงจำนวนผู้มาใช้บริการที่เพิ่มขึ้น แต่ยังเห็นได้จากยอดจำหน่ายน้ำมัน การขยายตัวของร้านค้า และการตอบรับจากผู้ประกอบการที่ต้องการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่

ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนผ่านยอดจำหน่ายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 200,000 ลิตรต่อเดือนในช่วงเปิดดำเนินการ เป็นเกือบ 400,000 ลิตรต่อเดือนในปัจจุบัน และตั้งเป้าขยับสู่ 500,000 ลิตรต่อเดือนในระยะถัดไป ขณะที่พื้นที่เช่าทั้ง 11 ยูนิต ถูกจับจองเต็มทั้งหมด มีทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ และธุรกิจบริการทยอยเข้ามาเปิดให้บริการอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานีบริการแห่งนี้ไม่ได้สร้างรายได้จากการจำหน่ายเชื้อเพลิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีรายได้จากการบริหารพื้นที่เชิงพาณิชย์ควบคู่กัน

การเติบโตดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แนวคิดการพัฒนาสถานีบริการให้เป็น Community Hub สามารถสร้างมูลค่าได้จริง ทั้งในมิติของธุรกิจและการใช้ประโยชน์พื้นที่ เมื่อผู้คนไม่ได้แวะเข้ามาเพียงเพื่อเติมน้ำมัน แต่เลือกใช้เวลารับประทานอาหาร พบปะ หรือพักผ่อนภายในโครงการ ทำให้พื้นที่แห่งนี้ค่อยๆ พัฒนาไปสู่จุดหมายปลายทางของผู้คนในย่านบางแค มากกว่าสถานีบริการระหว่างทาง คือเป็นพื้นที่ใช้ชีวิต

พื้นที่ที่เติบโตไปพร้อมชุมชน

สถานีบริการน้ำมันนอกจากจะถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการเดินทางแล้ว ยังสร้างประโยชน์กับชุมชนในหลายมิติ ทั้งความร่วมมือกับโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรีในการจัดตั้งจุดรับ-ส่งนักเรียน (Shuttle Bus Hub) เพื่อช่วยลดปัญหาการจราจร ซึ่งปัจจุบันรองรับนักเรียนราว 200 คน และมีแผนขยายเป็น 400 คน ในอนาคต รวมถึงการผลักดันแนวคิด Green Station ผ่านการเพิ่มพื้นที่สีเขียว การคัดแยกขยะ การนำกากกาแฟและขยะอินทรีย์กลับมาใช้ประโยชน์ ตลอดจนการศึกษาการใช้พลังงานทดแทน เพื่อให้การเติบโตของธุรกิจเดินควบคู่ไปกับความยั่งยืนของชุมชนและสิ่งแวดล้อม

เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นของธุรกิจฟิล์มกรองแสง การตัดสินใจลงทุนในสถานีบริการน้ำมันอาจเป็นก้าวที่ท้าทายที่สุดครั้งหนึ่ง แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้สะท้อนผ่านยอดจำหน่ายน้ำมัน รางวัลด้านการออกแบบ หรืออัตราการเติบโตของธุรกิจเพียงอย่างเดียว

หากยังสะท้อนผ่านการที่พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของผู้คน เป็นพื้นที่ที่ร้านค้าเติบโตไปพร้อมกัน ผู้คนเลือกกลับมาใช้บริการซ้ำ และชุมชนได้รับประโยชน์ อาจกลายเป็นนิยามใหม่ของ “สถานีบริการน้ำมัน” ในวันที่คุณค่าของธุรกิจไม่ได้วัดจากสิ่งที่ขายเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากคุณค่าที่สร้างให้กับผู้คนและสังคม