ณพลเดช ปลื้ม สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

ณพลเดช ปลื้ม สารนาถ สถานที่แสดงปฐมเทศนา ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ขึ้นทะเบียนมรดกโลก

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ดร.ณพลเดช มณีลังกา สมาชิกวุฒิสภาสำรอง กลุ่ม 16 ศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว จังหวัดเชียงราย และเลขาธิการชมรมรักษ์มรดกโลก กล่าวว่า รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่องค์การยูเนสโกมีมติขึ้นทะเบียน แหล่งโบราณคดีพุทธศาสนาโบราณแห่งสารนาถ (Ancient Buddhist Site of Sarnath) ประเทศอินเดีย เป็นมรดกโลก เพราะสารนาถไม่เพียงเป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญ แต่ยังเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง ปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” แก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ พระอัญญาโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ และพระอัสสชิ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ดร.ณพลเดช กล่าวว่า หลังฟังพระธรรมเทศนา พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาปัตติผล เป็นพระอริยบุคคลองค์แรก และได้รับพระพุทธดำรัสว่า “อัญญาสิ วต โภ โกณฑัญโญ” หรือ “โกณฑัญญะรู้แล้วหนอ” ต่อมาเมื่อปัญจวัคคีย์บรรลุธรรมครบถ้วน สารนาถจึงเป็นสถานที่กำเนิดพระรัตนตรัยครบทั้งพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ และเป็นจุดเริ่มต้นของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม ยังขัดข้องใจว่า เหตุใดสถานที่สำคัญระดับโลกแห่งนี้จึงต้องใช้เวลากว่า 28 ปี นับจากการอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นของยูเนสโก กว่าจะได้รับการขึ้นทะเบียน ทั้งที่มีคุณค่าโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์มายาวนาน

ดร.ณพลเดช ยังกล่าวชื่นชมรัฐบาล กระทรวงวัฒนธรรม กรมศิลปากร คณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และทุกภาคส่วน ที่ร่วมผลักดันจน กลุ่มโบราณสถานเมืองนครศรีธรรมราช ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2569 ถือเป็นความภาคภูมิใจของคนไทย และพิสูจน์ว่าหากมีการเตรียมข้อมูลวิชาการและการบริหารจัดการที่ดี ประเทศไทยก็สามารถผลักดันแหล่งมรดกสู่การยอมรับระดับโลกได้สำเร็จ

ในฐานะเลขาธิการชมรมรักษ์มรดกโลก ดร.ณพลเดช เห็นว่า กรณีสารนาถเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยควรนำมาศึกษาและเร่งผลักดันแหล่งมรดกที่มีศักยภาพ ได้แก่ เมืองโบราณเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เมืองประวัติศาสตร์เชียงใหม่ และเส้นทางรถไฟสายมรณะ–สะพานข้ามแม่น้ำแคว จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งล้วนมีคุณค่าโดดเด่นระดับสากล

“การขึ้นทะเบียนสารนาถครั้งนี้เป็นข่าวดีของชาวพุทธทั่วโลก และควรเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศไทยเดินหน้าผลักดันมรดกโลกอย่างจริงจัง เพราะการขึ้นทะเบียนไม่ใช่เพียงสร้างชื่อเสียงให้ประเทศ แต่เป็นการคุ้มครองมรดกของมนุษยชาติ ส่งเสริมการศึกษา การอนุรักษ์ และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน”

ดร.ณพลเดช กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยควรทบทวนยุทธศาสตร์การผลักดันมรดกโลกให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพราะที่ผ่านมาไทยมักเสนอชื่อได้เพียง ปีละ 1 แหล่ง ขณะที่หลายประเทศสามารถเตรียมความพร้อมและผลักดันหลายแหล่งในช่วงเวลาเดียวกันจากการบูรณาการด้านวิชาการ งบประมาณ และการบริหารจัดการ

“ประเทศไทยยังมีแหล่งมรดกที่ทรงคุณค่าอีกหลายแห่ง หากจัดทำฐานข้อมูลวิชาการที่เข้มแข็ง บูรณาการทุกภาคส่วน และกำหนดยุทธศาสตร์การเสนอชื่ออย่างต่อเนื่อง ก็จะเพิ่มโอกาสให้เชียงแสน เชียงใหม่ และกาญจนบุรี ก้าวสู่การเป็นมรดกโลก และสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยบนเวทีนานาชาติได้อย่างสมศักดิ์ศรี” ดร.ณพลเดช กล่าว