ชี้กองทัพเมียนมา ยกระดับโจมตีพลเรือนรุนแรงขึ้น หลังเปลี่ยนผ่านรัฐบาล-แม่ทัพใหม่

แฟ้มภาพรอยเตอร์

ชี้กองทัพเมียนมา ยกระดับโจมตีพลเรือนรุนแรงขึ้น หลังเปลี่ยนผ่านรัฐบาล-แม่ทัพใหม่

โครงการข้อมูลเหตุการณ์และสถานที่ตั้งของความขัดแย้งด้วยอาวุธ (ACLED) ซึ่งเป็นองค์กรเฝ้าระวังสถานการณ์ความขัดแย้ง ออกมาระบุเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคมว่า กองทัพเมียนมาได้ยกระดับการโจมตีพลเรือนอย่างรุนแรงนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของพล.อ.อาวุโสมิน ออง ไลง์ ประธานาธิบดีเมียนมา แม้รัฐบาลประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้จะพยายามเพิ่มการมีส่วนร่วมทางการทูตเพื่อมุ่งหวังคลี่คลายวิกฤตความขัดแย้งในเมียนมาก็ตาม

ACLED ระบุว่า การโจมตีที่ทวีความรุนแรงขึ้นนี้เป็นผลมาจากยุทธวิธีของผู้บัญชาการกองทัพเมียนมาคนใหม่ ซึ่งเข้ารับตำแหน่งเมื่อปลายเดือนมีนาคม อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ผู้บัญชาการกองทัพคนก่อนกำลังเตรียมเตรียมเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของประเทศ

“นับตั้งแต่คณะผู้ปกครองทหารในเมียนมาปรับโครงสร้างการบัญชาการทางทหารเมื่อเดือนมีนาคม พลเรือนต้องเผชิญกับการปราบปรามที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากกองทัพ รวมถึงปฏิบัติการโจมตีทางอากาศที่เข้มข้นขึ้น” ALCD ระบุ โดยชี้ว่ายุทธวิธีของกองทัพในปี 2569 จนถึงขณะนี้ แสดงให้เห็นเพียงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปราบปรามพลเรือนเท่านั้น มิใช่การลดระดับความรุนแรงลง และว่า การปรับเปลี่ยนดังกล่าวรวมถึงการส่งฝูงบินขับไล่แบ่งเป็นกลุ่มย่อย 2-5 ลำ ออกปฏิบัติการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่องต่อเป้าหมายเดียว

โฆษกรัฐบาลเมียนมายังไม่ได้ตอบกลับสำนักข่าวรอยเตอร์ที่รายงานเรื่องนี้ ซึ่งได้ขอความเห็นไป

สิ่งที่ ACLED กล่าวอ้างข้างต้น ระบุว่าเป็นการรวบรวมข้อมูลความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในประเทศเมียนมาจากรายงานของสื่อและพันธมิตรในท้องถิ่น รวมถึงรายงานขององค์การสหประชาชาติ(ยูเอ็น) กลุ่มสังเกตการณ์ระหว่างประเทศและองค์กรสิทธิมนุษยชนในท้องถิ่น

รายงานระบุว่า ไม่กี่วันก่อนที่พล.อ.อาวุโสมิน ออง ไลง์ จะก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเมียนมาอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน หลังพรรคการเมืองที่มีกองทัพหนุนหลังกวาดชัยชนะในการเลือกตั้งทั่วไปของเมียนมา ที่พรรคฝ่ายค้านส่วนใหญ่ถูกห้ามมีส่วนร่วมนั้น มิน ออง ไลง์ ได้ทำการตั้งพล.อ.เย วิน อู อดีตหัวหน้าหน่วยจารกรรมซึ่งเป็นพันธมิตรของเขามายาวนาน ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่แทนตนเอง

รอยเตอร์รายงานว่า ภายใต้การบัญชาการของผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ กองทัพเมียนมาได้เปิดปฏิบัติการรุกโจมตีครั้งใหม่ในพื้นที่ชายแดนหลายแห่ง รวมถึงพื้นที่แนวชายแดนที่มีแหล่งแร่หายากที่สำคัญและเส้นทางการค้าที่จำเป็นอื่นๆ

ACLED ระบุอีกว่าการผ่อนปรนโทษสำหรับพลเรือนเป็นไปได้ยาก เนื่องจากรัฐบาลทหารมุ่งเน้นความพยายามที่จะรวบอำนาจควบคุมหลังการเปลี่ยนผ่านของ มิน ออง ไลง์ จากผู้นำการรัฐประหารสู่ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและขึ้นเป็นประธานาธิบดีพลเรือนเมื่อเดือนเมษายน

ACLED ชี้ว่า เพียงครึ่งปีแรกของปี 2569 นี้ สามารถบันทึกเหตุการณ์สังหารหมู่ได้มากกว่า 10 ครั้ง ที่เป็นผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตรวมกว่า 450 ราย โดยราว 40% ของเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นในภูมิภาคอันยาร์ ซึ่งเป็นพื้นที่แห้งแล้งทางตอนกลางของประเทศ

ขณะที่รอยเตอร์อ้างชาวบ้าน 3 รายในพื้นที่เปิดเผยว่า ในเดือนพฤษภาคม ทหารเมียนมาหลายร้อยนายได้บุกเข้ากวาดล้างในบางพื้นที่ของเมืองมยิตเช ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 40 ราย

เย นอง ชาวบ้านหนึ่งบอกกับรอยเตอร์ว่า มีทหารราว 700 นายเข้ามาในเมือง ได้ยึดทรัพย์สินของชาวบ้านจากนั้นก็ทำร้ายร่างกายและสังหารผู้คน

อย่างไรก็ตามรอยเตอร์ระบุว่าไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลเหตุการณ์ที่เมืองมยิตเชได้ แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลของ ACLED ที่ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 รายและในรายงานข่าวของสื่อท้องถิ่น

ทั้งนี้หลังเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเมียนมา ได้ก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทางการทูตอย่างคึกคัก โดยพลเอกอาวุโส มิน ออง ไลง์ ได้เดินทางเยือนประเทศเพื่อนบ้านสำคัญอย่างอินเดียและจีน และมีความพยายามที่จะกลับมาสานสัมพันธ์กับกลุ่มอาเซียน