กฎหมายบรรจุภัณฑ์ใหม่ PPWR อียูเริ่มบังคับใช้ ส.ค. 2026

​​สหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้กฎระเบียบด้านบรรจุภัณฑ์ใหม่ (PPWR) ในวันที่ 12 สิงหาคม 2026 ซึ่งไม่ได้กระทบแค่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ แต่รวมถึงทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมพลาสติก ผู้ผลิตสินค้าส่งออกและผู้ประกอบการ SME ไทยในซัพพลายเชนต้องเตรียมพร้อมประเมินบทบาทตนเอง เพื่อรับมือข้อกำหนดด้านความยั่งยืนและการจัดการสารเคมีที่เข้มงวดขึ้น

Table of Contents

การส่งออกสินค้าหรือบรรจุภัณฑ์ไปยังสหภาพยุโรปกำลังเผชิญกับเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น เมื่อกฎระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และขยะบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation หรือ PPWR) เริ่มบังคับใช้ข้อกำหนดสำคัญในวันที่ 12 สิงหาคม 2026 ข้อมูลจากศูนย์พลาสติกเยอรมัน (SKZ) ระบุว่าหากผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานจัดประเภทบทบาทของตนผิดพลาด อาจส่งผลให้ไม่สามารถออกเอกสารรับรองความสอดคล้องตามกฎหมายได้ ซึ่งจะกระทบต่อการวางจำหน่ายสินค้าในตลาดยุโรปโดยตรง

​กฎระเบียบ PPWR มีเป้าหมายเพื่อสร้างความยั่งยืน ประหยัดทรัพยากร และเพิ่มความโปร่งใสให้กับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ โดยถือเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างกรอบกฎหมายที่สอดคล้องกันทั่วทั้งตลาดภายในยุโรป การบังคับใช้กฎระเบียบนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังครอบคลุมถึงบริษัทจำนวนมากในอุตสาหกรรมพลาสติก ที่ต้องระบุตำแหน่งของตนในห่วงโซ่อุปทานให้ถูกต้องเพื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขใหม่

​นับจากนี้ ผู้สร้างบรรจุภัณฑ์จะต้องแสดงหลักฐานการปฏิบัติตามข้อจำกัดด้านสารเคมี เช่น สารกลุ่ม PFAS และโลหะหนัก พร้อมจัดเตรียมเอกสารประกาศความสอดคล้อง (Conformity Declaration) สำหรับข้อกำหนดอื่นๆ เช่น การลงทะเบียนและความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility) จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2027 ตามด้วยเป้าหมายด้านการรีไซเคิล การใช้วัสดุรีไซเคิล และการใช้ซ้ำในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

​4 บทบาทหลักในห่วงโซ่อุปทานตามกฎระเบียบ PPWR

ความท้าทายใหญ่ที่สุดสำหรับหลายองค์กรคือการจัดประเภทบทบาทของตนในวงจรชีวิตบรรจุภัณฑ์ให้ถูกต้อง กฎระเบียบ PPWR แบ่งผู้เกี่ยวข้องออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดภาระผูกพันและความรับผิดชอบ ได้แก่

ข้อควรระวังพิเศษสำหรับบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง

SKZ ระบุว่าในกรณีของบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง การระบุตัวตนผู้ที่ต้องรับบทเป็น ‘ผู้สร้างบรรจุภัณฑ์’ มักมีความซับซ้อน บริษัทที่ผลิตบรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง บรรจุภัณฑ์บริการ หรือบรรจุภัณฑ์สำหรับการผลิตขั้นปฐมภูมิ [not sure] ในรูปแบบสำเร็จรูปและนำออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก จะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มนี้ตามกฎระเบียบ PPWR จึงต้องรับหน้าที่ประเมินความสอดคล้องและจัดทำเอกสารรับรองของสหภาพยุโรป

​ในทางกลับกัน ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แบบยืดหยุ่น เช่น ฟิล์มยืดหรือสายรัด มักถูกมองว่าเป็นเพียง ‘ซัพพลายเออร์’ เนื่องจากบรรจุภัณฑ์เหล่านี้จะกลายเป็นรูปแบบสำเร็จรูปก็ต่อเมื่อลูกค้าปลายทางนำไปใช้งานจริง ดังนั้น บริษัทที่ทำการบรรจุสินค้าจึงต้องรับบทเป็น ‘ผู้สร้างบรรจุภัณฑ์’ และอาจรวมถึง ‘ผู้ผลิตสินค้า’ ด้วย
​นอกจากนี้ โมเดลธุรกิจที่แตกต่างกันอาจทำให้บริษัทหนึ่งต้องสวมหลายบทบาทพร้อมกัน เช่น เป็นทั้งซัพพลายเออร์ ผู้สร้างบรรจุภัณฑ์ และผู้นำเข้า การวิเคราะห์ห่วงโซ่คุณค่าอย่างละเอียดจึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ

​ข้อกำหนดสำหรับสินค้านำเข้าจากประเทศที่สาม บีบให้ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมข้อมูลวัสดุเพื่อสนับสนุนผู้นำเข้าในยุโรป

กฎระเบียบ PPWR ระบุชัดเจนว่าบริษัทในยุโรปที่สั่งซื้อบรรจุภัณฑ์หรือสินค้าที่บรรจุหีบห่อแล้วจากประเทศที่สามจะต้องรับบทเป็น ‘ผู้นำเข้า’ และอาจพ่วงบทบาท ‘ผู้สร้างบรรจุภัณฑ์’ ด้วย ผู้นำเข้าเหล่านี้จึงต้องพึ่งพาข้อมูลด้านวัสดุและสารเคมีจากซัพพลายเออร์ต้นทางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้ส่งออกไทยจึงควรเตรียมความพร้อมด้านข้อมูลการประเมินความสอดคล้องล่วงหน้า เพื่อให้คู่ค้าในยุโรปสามารถออกเอกสารรับรองได้อย่างราบรื่น

MM