ส่งออกอินเดียไปอาเซียน Q2/2026 พุ่ง 61.6% ผู้เชี่ยวชาญชี้ แรงหนุนราคาน้ำมันเพิ่ม

มูลค่าการส่งออกสินค้าอินเดียไปยังอาเซียน ไตรมาส 2/2026 เพิ่มขึ้น 61.6% อยู่ที่ 1.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.79 แสนล้านบาท) ท่ามกลางการเร่งทบทวนข้อตกลง AITIGA ด้านผู้เชี่ยวชาญชี้ การเติบโตเป็นผลกระทบจากราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์โลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) รายงานว่า ไตรมาสที่ 2 ของปี 2026 มูลค่าการส่งออกของอินเดียเพิ่มขึ้น 15.9% หรือ 1.77 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 5.81 แสนล้านบาท) เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยกลุ่มประเทศอาเซียนมีส่วนสนับสนุนมูลค่าที่เพิ่มขึ้นถึง 1 ใน 3 ของมูลค่าทั้งหมด เน้นย้ำว่า อาเซียนเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการเติบโตด้านการส่งออกของอินเดีย แม้ตัวเลขเหล่านี้จะได้รับแรงหนุนบางส่วนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นก็ตาม

กระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมอินเดีย เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นทางการ สำหรับไตรมาสที่ 2/2026 แสดงให้เห็นว่า มูลค่าการส่งออกของอินเดียไปยังอาเซียน เพิ่มขึ้นเป็น 1.46 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.79 แสนล้านบาท) หรือคิดเป็น 61.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยการส่งออกไปยังสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 101.2% เป็น 6.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.14 แสนล้านบาท) ขณะที่การส่งออกไปยังมาเลเซีย เพิ่มขึ้น 75.2% เป็น 2.54 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 8.34 หมื่นล้านบาท)

ในภาพรวม การส่งออกไปยังอาเซียนขยายตัวจากปีก่อนหน้า 5.57 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.83 แสนล้านบาท) นับเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในบรรดากลุ่มคู่ค้าและกลุ่มการค้าต่าง ๆ

นอกเหนือจากประเทศอาเซียนแล้ว ในเขตการค้าเสรีเอเชียใต้ (SAFTA) การส่งออกของอินเดียไปยังกลุ่มประเทศสมาชิก 8 ประเทศ เพิ่มขึ้น 36.6% เป็น 8.40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.76 แสนล้านบาท) โดยการส่งออกไปยังศรีลังกามีมูลค่าเพิ่มขึ้น 123.8% เป็น 2.35 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.72 หมื่นล้านบาท)

ขณะที่ในญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และโอมาน มีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 22.4% ถึง 26.4%

ในภาพรวม ยอดการส่งออกไปยังประเทศและเขตการค้าที่เป็นพันธมิตรกับอินเดียภายใต้ข้อตกลงทางการค้า เพิ่มขึ้น 15.9% เป็น 1.29 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4.24 ล้านล้านบาท) สูงกว่าการเติบโตของการส่งออกสินค้าโดยรวมของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ

กระทรวงฯ กล่าวว่า การส่งออกของอินเดียกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่งในกลุ่มพันธมิตรหลักของเขตการค้าเสรี โดยได้รับแรงผลักดันจากความสัมพันธ์ทางการค้าที่แข็งแกร่งขึ้นและการเข้าถึงตลาดที่มากขึ้น

มูลค่าการส่งออกไปยังอาเซียนที่เพิ่มขึ้นอย่างมากนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ท่ามกลางบริบทที่ทั้งสองฝ่ายกำลังทบทวนข้อตกลงการค้าสินค้าอาเซียน-อินเดีย (AITIGA) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2010 เป็นต้นมา

การเจรจาทบทวน AITIGA เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ด้านการค้าของทั้งสองฝ่ายให้ดียิ่งขึ้น เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือน พ.ค. 2023 และแม้ว่าจะเลยกำหนดเดดไลน์ในปี 2025 ไปแล้ว แต่สองฝ่ายหวังจะสรุปกระบวนการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยสองฝ่ายจัดการประชุมทบทวน AITIGA ไปแล้ว 13 รอบ ครั้งล่าสุดจัดขึ้นเมื่อเดือน ก.ค. 2026 ในกรุงนิวเดลี

อเจย์ ศรีวัสตาวา ผู้ก่อตั้ง Global Trade Research Initiative ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในกรุงนิวเดลี กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้มูลค่าการส่งออกของอินเดียเติบโตขึ้นคือ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โลกที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้มูลค่าการส่งออกและนำเข้าเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าปริมาณที่แท้จริงอาจไม่ได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกันก็ตาม

ผลกระทบจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมชัดเจนที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน และเมื่อตัดยอดการส่งออกดีเซลและเชื้อเพลิงเครื่องบิน (ATF) ออกไปจากการคำนวน อัตราการเติบโตกลับเหลือเพียง 27.4% เท่านั้น” ศรีวัสตาวากล่าว พร้อมระบุว่า ความแตกต่างเห็นได้อย่างชัดเจนในสิงคโปร์ ซึ่งยอดส่งออกเติบโตเกิน 100% แต่เมื่อนับเฉพาะสินค้าที่ไม่ใช่น้ำมัน กลับโตขึ้นเพียง 15.8% เท่านั้น

นอกจากนี้ แม้มี AITIGA แต่สินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของอินเดียกลับไม่ได้ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เนื่องจากหลายประเทศในอาเซียนเก็บภาษีนำเข้าปกติที่ 0% หรือต่ำมากอยู่แล้ว เช่น สิงคโปร์ที่ไม่เก็บภาษีนำเข้าสินค้าเกือบ 99% ขณะที่มาเลเซียให้สิทธิปลอดภาษีมากกว่า 80% ของรายการสินค้า

“ดังนั้น การส่งออกไปยังอาเซียนที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในสิงคโปร์ จึงไม่สามารถกล่าวอ้างได้ว่า เป็นผลมาจาก AITIGA แต่ปัจจัยหลักมาจากปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น และสภาวะตลาดในปัจจุบันศรีวัสตาวากล่าว

ด้าน ชราบานา บารัว ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์อินเดีย-อาเซียน และรองศาสตราจารย์ประจำโรงเรียนกิจการระหว่างประเทศจินดาล (JSIA) กล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างอินเดียและสิงคโปร์ในด้านการค้านั้นดีมาก จนไม่ต้องคำนึงถึงการทบทวนข้อตกลง AITIGA ที่กำลังดำเนินอยู่

แม้ว่าการประชุมคณะกรรมการร่วม AITIGA ครั้งที่ 13 เมื่อเดือนที่แล้วจะช่วยเร่งกระบวนการทบทวนข้อตกลง แต่คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะ เนื่องจากอินเดียยังคงผลักดันข้อเรียกร้องให้สินค้าของตนเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น รวมไปถึงการปรับปรุงกฎระเบียบเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อสกัดกั้นการสวมสิทธิ์นำเข้าสินค้าจากประเทศที่สาม โดยเฉพาะจีน