Quiet Quitting: ไม่ทำงาน ไม่ลาออก (แล้วใครจะทำไม!)
คุณเคยได้ยินคำว่า quiet quitting ไหมครับ
มันไม่ใช่การ ‘หยุด’ หรือ ‘เลิก’ หรือ ‘ลาออกจากงาน’ แบบเงียบๆ ไม่มีปากเสียงนะครับ
แต่มันคือการ ‘ลาออกจากการทุ่มเททำงานหนัก’ ต่างหาก!
จริงๆ คำนี้มีมาระยะหนึ่งแล้วนะครับ ถ้าเสิร์ชหาคำนี้ คุณจะเจอบทความภาษาไทยเกี่ยวกับ quiet quitting หลายบทความทีเดียว
แล้วผมจะมาพูดเรื่องนี้ซ้ำกับคนอื่นอีกทำไมกันล่ะนี่?
เรื่องนี้มีเหตุผลครับ – แต่ก่อนอื่น เรามาทำความรู้จักกับ quiet quitting กันก่อนดีไหมครับ
คำว่า quiet quitting นี่ ถ้าจะว่าไปแล้ว มันมีความสัมพันธ์กับคำอื่นๆ อีกหลายคำเลยนะครับ เช่นคำว่า work-to-rule ซึ่งหมายถึงการทำงานตาม ‘กฎระเบียบ’ หรือ job descriptigon กันอย่างเคร่งครัดเต็มที่ ไม่มีขาดตกบกพร่องอะไรเลย คือทำตาม rule หรือกฎเกณฑ์ขององค์กรที่กำหนดไว้
แต่ประเด็นของ work-to-rule ก็คือ พอทำได้ตามกฎเกณฑ์แล้ว ก็จะไม่ ‘ทำเพิ่ม’ ไปมากกว่านั้นอีก ตัวอย่างเช่น ถ้าองค์กรบอกว่าเลิกงานห้าโมงเย็น ก็จะนั่งทำงานจนสี่โมงห้าสิบห้านาที จากนั้นก็เก็บกระเป๋า พอห้าโมงเป๊ง – ก็ลุกขึ้นเดินเชิดหน้าออกจากที่ทำงานไปเลย
เรื่องนี้ทำให้คนรุ่นก่อนๆ อย่างพวกบูมเมอร์หรือเจนเอ็กซ์ที่หมกมุ่นทุ่มเทกับการทำงานเป็นเดือดเป็นแค้นกันมากนะครับ เพราะคนเหล่านี้ต่อให้ไม่ได้โอที หลายคนก็ยังทำงานหนักกันตามค่านิยมที่ได้รับการปลูกฝังมา จนบางคนก็เลิกงานห้าทุ่มเที่ยงคืน หรือเลยไปจนล่วงเข้าวันใหม่ก็ยังมี
ที่ร้ายที่สุดก็คือพวกที่ทำงานจน ‘ตายคาโต๊ะ’ เป็นปรากฏการณ์ที่พบได้มากในญี่ปุ่น จนมีศัพท์เฉพาะเรียกว่า ‘คาโรชิ’ (過労死: Karoshi) ที่แปลว่า overwork death และมีตัวเลขยืนยันจริงๆ อย่างในบทความนี้บอกว่าในปี 2024 มีคดีที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการมากถึง 1,304 คดี ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นั่นคือทำงานจนเสียชีวิตหรือป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสมองมากถึง 247 คดี (เสียชีวิตจริง 67 คดี) แต่ที่เยอะที่สุด (แม้จะยังไม่ถึงขั้นเสียชีวิต) คือการป่วยด้วยโรคทางจิตเวชจากการทำงานมากถึง 1,057 คดี นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ตัวเลขนี้ทะลุเกินพันคดีขึ้นไป โดยมีอยู่ 89 คดี ที่ป่วยถึงระดับพยายามฆ่าตัวตายหรือฆ่าตัวตายสำเร็จ
ที่น่าสนใจก็คือ ตัวเลขนี้มีคนบอกว่าต่ำกว่าความเป็นจริงมากนะครับ เพราะการได้รับการรับรองว่าเป็นคาโรชิจริง มีหลักเกณฑ์ที่เข้มงวดมาก เช่น ต้องมีหลักฐานว่าทำโอทีเกิน 80 ชั่วโมงต่อเดือนในช่วง 1-6 เดือนก่อนเสียชีวิต อะไรทำนองนี้ ทำให้มีการประเมินตัวเลขจริงว่าน่าจะสูงกว่านี้มาก
ก็แล้วทำไมคนเราถึงต้องไปทุ่มเททำงานหนักขนาดนั้นกันด้วยเล่า,
ในเมื่อก็รู้ๆ กันอยู่ว่า งานจำนวนมากที่ทำนั้น – เป็นแค่ bullshit job หรืองานที่ ‘สำมะหา’ ความสำคัญอะไรไม่ได้เลย!
นั่นเลยนำเรามาสู่คำที่สอง – ซึ่งผมเห็นว่าเป็นคำที่สำคัญมากในการทำให้คนเรารู้สึกว่า ‘ฉิบหายแล้วกู’ กูจะทำงานไปทำ ‘เหี้-’ อะไร ในโลกที่มัน ‘เหี้-’ ขนาดนี้วะ!
คำนั้นก็คือ involution
คำนี้จริงๆ เป็นศัพท์ที่ใช้กันมากในวงการวิทยาศาสตร์นะครับ มีทั้งคณิตศาสตร์และการแพทย์ ในทางคณิตศาสตร์ใช้กับสมการบางแบบ ส่วนในทางการแพทย์ ใช้กับ ‘การหดเล็กลง’ ของอวัยวะ ซึ่งมันตรงกับการใช้ในเรื่องหน้าที่การงานเลยครับ
มีการนำคำนี้มาใช้ในด้านมานุษยวิทยานะครับ ทั้งด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจ ถ้าเป็นด้านวัฒนธรรม ก็หมายถึงสังคมที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ จนเมื่อถึงรูปแบบสุดท้าย (อันแปลว่ามันอยู่บนขอบของความฉิบหายแล้ว!) มันจะไม่อาจวิวัฒนาการอะไรต่อไปได้อีก แต่กลับยังทวีความซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้านำมาใช้ในทางเศรษฐกิจ ก็จะน่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะความซับซ้อนพวกนี้มันทำให้คนเราทำงานหนักมากขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มผลผลิตอะไรให้กับทั้งตัวเองและสังคมเลย มีการศึกษาของคลิฟฟอร์ด เกียร์ตซ์ (Clifford Geertz) ในเรื่องนี้เอาไว้ละเอียด เขาศึกษาการทำนาในอินโดนีเซีย และพบว่าเมื่อถูกกดดันทั้งจากอาณานิคมและแรงงานที่ล้นตลาด ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน รายได้ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้น
เรื่องนี้ ‘หนักอึ้ง’ ยิ่งขึ้น เมื่อขยับมาสู่สังคมจีนนะครับ สังคมจีนนั้นน่าสนใจมาก เพราะมีการ ‘บีบ’ ให้คนทำงานเพิ่มผลผลิตหนักหนาสาหัส โดยเฉพาะปลายศตวรรษที่แล้วต่อต้นศตวรรษนี้ นั่นเลยทำให้แรงงานจีนจำนวนมาก โดยเฉพาะเกษตรกร ตกอยู่ในสภาวะ involution นั่นก็คือแรงงานเพิ่มขึ้น ทำงานหนักขึ้น แต่รายได้ต่อหัวลดลง มีนักสังคมวิทยาคนหนึ่ง คือ ฟิลิป หวง (Philip Huang) แปลคำว่า involution เป็นภาษาจีนว่า ‘เน่ยจ่วน’ (内卷: nèi juǎn) ซึ่งหมายถึงการ ‘หมุนม้วน’ ของภายใน ก็คือการหมุนวนเข้าหาตัวเอง
คำนี้มีการใช้แบบระเบิดเถิดเทิงในปี 2025 เพราะมีภาพไวรัลของนักศึกษาจีนคนหนึ่งที่กำลังขี่จักรยานไปเรียน แต่ขณะขี่จักรยาน เขาก็พิมพ์งานบนแล็ปท็อปไปด้วย เพื่อไม่ให้เสียเวลาแม้แต่เวลาเดินทาง ซึ่งภาพนี้คือสัญลักษณ์ของ Involution กันเลยทีเดียว
คำว่า ‘เน่ยจ่วน’ นี้ คนจีนใช้หมายความถึงสภาวะประมาณว่า นักศึกษาสักคนต้องลุกขึ้นมาอ่านหนังสือทั้งคืนเพื่อสอบแข่งกับคนอื่น แต่พบว่าทุกคนก็อ่านทั้งคืนเหมือนกัน นั่นทำให้มาตรฐานสูงขึ้น แต่ไม่มีใครได้เปรียบไปกว่ากัน หรือพนักงานที่ทำงานเก้าโมงเช้าเลิกเที่ยงคืนหกวันต่อสัปดาห์ แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งอะไร หรือครอบครัวหนึ่งๆ อาจลงทุนมหาศาลให้ลูกไปเรียนพิเศษ แต่ทุกครอบครัวทำเหมือนกัน ผลก็คือมีแต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ลูกไม่ได้ได้ดิบได้ดีไปกว่าคนอื่นเลย
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ – มันคือ ‘ความพยายามที่ไร้เหตุผล’ หรือ ‘ไม่รู้จะทุ่มเทไปทำ (ห่-) อะไร’ นั่นเอง!
มีผู้ให้นิยามของคำว่า involution ในสังคมจีนว่าคือ irrational or inefficient effort pursued for expected outcomes หรือการลงทุนลงแรงมหาศาลแบบไร้เหตุผลหรือไร้ประสิทธิภาพเพื่อจะได้ได้ผลลัพธ์ที่คาดหวังเอาไว้ – แต่มันไม่ได้!
นั่นจึงทำให้คนอ่อนแรง (และคงอ่อนอกอ่อนใจ) กับการมีชีวิตอยู่ในสังคมแบบนี้ไปด้วย
ในสังคมจีนก็เลยเกิดการตอบโต้ด้วยเทรนด์อีกแบบหนึ่งที่เรียกว่า ‘ถ่างผิง’ (躺平: tǎng píng) ซึ่งแปลว่า ‘นอนราบ’ หรือ ‘นอนอยู่เฉยๆ’ (ดีกว่า)
มันคือการตอบโต้กับสังคมที่พยายามเร่งเครื่อง สั่งให้ทำโน่นนั่นนี่ ต้องทำตามลูกค้าบอก ทำตามเจ้านายสั่ง แข่งกับเพื่อนร่วมงานที่ขยันขันแข็ง แต่ทั้งหมดนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดอะไรขึ้นมาเลย ลูกค้าจะเอาโน่นเอานี่ แต่สุดท้ายก็กลับมาเอาแบบแรกที่เสนอไป เจ้านายสั่งให้ทำงานเอกสารที่วุ่นวายแถมล่าช้าตามระบบราชการ แต่ทำแล้วไม่ได้เกิดผลลัพธ์อะไรให้ชื่นใจกับเนื้องานเลย
ทุกคนจึง ‘ซังกะตาย’ ทำงานกันไปวันๆ เพียงเพื่อสร้างอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ที่อาจเหมือนกับเป็นปีศาจกัดกินสังคมด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงเกิดแนวคิด ‘ถ่างผิง’ ขึ้นมาต่อต้าน
และถ่างผิงนี่แหละครับ คือสิ่งเดียวกับ quiet quitting ของเรา!
งานวิจัยของ Gallup เกี่ยวกับเรื่องการทำงานของคนในปัจจุบัน นิยาม quiet quitting เอาไว้ว่า – ไม่ใช่การลาออก แต่คือการที่พนักงานทำงานพอให้ผ่านไปวันๆ โดยตัดความรู้สึกผูกพันกับงานออกไปทั้งหมด
เขาเรียกพนักงานเหล่านี้ว่าเป็นพวกที่ not engaged หรือไม่สนใจไยดีอะไรเลยกับงาน คือมาทำงานครบ ทำทุกอย่างตามหน้าที่ แต่ไม่ใส่พลังงานหรือความกระตือรือร้นให้กับองค์กรเกินกว่าที่จะ ‘ต้อง’ ทำ
มีการสำรวจพนักงานชาวอเมริกัน 15,091 คน ในเดือนมิถุนายน 2022 พบว่ากลุ่ม not engaged นี้สูงมากกว่าที่คิดนะครับ คือมีอย่างน้อย 50% ส่วนที่ทำงานแบบทุ่มเทหรือ engaged จริงๆ มีแค่ 32% และอีก 18% คือกลุ่มที่เรียกว่า actively disengaged คือไม่ใช่แค่ไม่ทำงานอย่างทุ่มเทเท่านั้น แต่ยังบ่นด่าวิพากษ์วิจารณ์องค์กรอีกด้วย จึงมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า loud quitters
ที่น่าสนใจก็คือ Gallup ทำเรื่องนี้มายี่สิบกว่าปี และพบว่าคนทำงานที่เป็นประเภท engaged นั้น ไม่เคยเกิน 36% เลย แปลว่าคนทำงานที่ลงทุนลงแรงจริงๆ น่าจะมีอยู่แค่ไม่เกินหนึ่งในสามเท่านั้น นั่นแปลว่า ‘ถ่างผิง’ หรือ quiet quitters ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสภาวะที่มีมาตลอด หรือในภาษาไทยอาจใกล้เคียงกับคำว่า ‘เช้าชามเย็นชาม’ ก็ได้
แต่ที่สำคัญก็คือ สภาวะของโลกมันทำให้คนหดหู่ห่อเหี่ยว ไม่อยากทำงาน หลังปี 2019 ตัวเลขของคนแบบ engaged เลยดิ่งลงมาเรื่อยๆ ในขณะที่พวกที่ disengaged นั้น กลับค่อยๆ สูงขึ้น ในครึ่งหลังของปี 2021 เกิดกระแสที่เรียกว่า ‘การลาออกครั้งใหญ่’ (The Great Resignation) ด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่ทำงานแบบไม่เอาใจไปใส่งานเท่านั้น แต่ ‘เบื่อ’ มันถึงขั้นลาออกไปกัดก้อนเกลือกินดีกว่าด้วยซ้ำ
คำถามก็คือ อะไรทำให้เกิดปรากฏการณ์นี้ขึ้นมา?
หลายคน (โดยเฉพาะคนรุ่นเก่าๆ ที่ยอมเป็นคาโรชิตาย) อาจจะบอกว่าคนพวกนี้ ‘ขี้เกียจ’ หรือว่านิสัยไม่ดี ไม่ยอมทุ่มเททำงานล่ะสิ
แต่ Gallup บอกว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้นหรอกนะครับ
รายงานบอกว่า การทำให้คนไม่อยากจะ engage กับงาน หรือเป็น quiet quitters มีอยู่สี่เรื่อง ได้แก่ ความไม่ชัดเจนในความคาดหวังของงาน คือไม่รู้ว่าจะต้องการอะไรจากตัวฉันกันแน่, โอกาสในการเรียนรู้และเติบโตที่ลดลง คือทำงานไปก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้นเสียที, ความรู้สึกว่าไม่มีใครใส่ใจ, และการขาดการเชื่อมต่อกับพันธกิจขององค์กร ซึ่งอาจเป็นเพราะองค์กรใหญ่เกินไปก็ได้
แต่ทั้งหมดนี้คือเรื่องที่องค์กรสามารถควบคุมได้โดยตรง เพียงแต่องค์กรจำนวนมากใส่ใจเรื่องนี้ต่ำ จึงได้รับความใส่ใจในงานที่ ‘ต่ำ’ เป็นการตอบแทน!
Gallup สรุปตรงๆ แบบตีแสกหน้านายจ้างเลยว่า quiet quitting เป็น ‘อาการ’ ที่เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่ดี แต่ไม่ใช่ ‘นิสัย’ ของพนักงาน สิ่งที่ Gallup พบว่าสำคัญที่สุด คือการที่หัวหน้างานพูดคุยลึกๆ และมีความหมายกับพนักงานแต่ละคนอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง โดยใช้เวลาราว 15-30 นาที ซึ่งฟังดูเป็นเรื่องง่ายๆ แต่เชื่อไหมครับว่าเป็นสิ่งที่หัวหน้างานส่วนใหญ่ไม่ได้ทำ
แต่นอกจากบทสรุป (ที่ฟังดูเหมือนแก้ไขได้ง่ายเสียเหลือเกิน!) ของ Gallup แล้ว ยังมีผู้วิเคราะห์เพิ่มในมุมที่ใหญ่ขึ้น ว่านี่คือ ‘ปรากฏการณ์สังคม’ ที่สำคัญมากนะครับ เพราะการเกิด quiet quitters มากขึ้นขนาดนี้ อาจคือสัญญาณบ่งชี้ว่านี่คือการ ‘ปฏิเสธ’ สิ่งที่เรียกว่า ‘วัฒนธรรมต่อสู้ทะเยอทะยาน’ หรือ hustle culture และความเชื่อที่ว่า คุณค่าของตัวมนุษย์เองต้องถูกผูกติดกับงาน ซึ่งอันที่จริงเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดกับมนุษยชาติหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมนี่เอง
แต่แล้ว องค์กรก็ตีโต้เหล่า quiet quitters ด้วยเทรนด์ใหม่ในหมู่นายจ้าง นั่นคือสิ่งที่เรียกว่า quiet cutting หรือการ ‘โยกย้าย’ พนักงานไปทำงานอื่นแทนภายใต้คำว่า rotation คือไม่อยากทำงานนี้ใช่ไหม ได้! งั้นก็ไปทำงานอื่น (ที่มักจะมีตำแหน่งแย่ลง หรือไม่ก็เป็นงานไม่ถนัด) ด้วยหมายมาดว่าจะให้ลาออกไปเองในที่สุดอะไรทำนองนี้ นั่นคือถ้าไม่สมาทาน hustle culture ไปด้วยกันกับองค์กร ก็ต้องถูกลดความสำคัญลง
แต่ประเด็นสำคัญก็คือ hustle culture มันนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าจริงหรือเปล่า?
ต้องกลับมาย้อนดูอีกครั้งนะครับ ว่า ‘แก่น’ ของ quiet quitting ไม่ใช่ความขี้เกียจ แต่คือการ ‘ปฏิเสธ’ ข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Business and Management Research ชี้ว่า quiet quitting คือการที่พนักงานกำลังสะท้อนกับนายจ้างว่าสภาพแวดล้อมการทำงานนี้ไม่ดี และต้องเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่มาบังคับให้ทำงานหนักโดยไม่รู้ว่าทำไปหาอะไร
จริงๆ แล้ว hustle culture มี ‘ราคา’ ที่ซ่อนอยู่ด้วยนะครับ งานวิจัยข้างต้นนี้บอกด้วยว่า พนักงานที่ทุ่มเททำงานเกินหน้าที่อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ได้รับการตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อ มักสะสม ‘ความแค้น’ ไว้เงียบๆ รอเวลาแตกหัก แต่สิ่งที่หนักกว่านั้นก็คือ มีรายงานว่า รัฐบาลจีนเริ่มมองเรื่องของ involution หรือ hustle culture หรือ ‘เน่ยจ่วน’ ในแง่ลบมากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลเห็นใจแรงงานมากขึ้นนะครับ ทว่าเพราะวัฒนธรรมการทำงานหนักบ้าบอคอแตกเหมือนเอาหัวพุ่งชนกำแพงโดยไม่พิจารณาอะไรนั้น – มันเริ่มส่งผลร้ายต่อ ‘สภาพเศรษฐกิจ’ โดยรวม ในรูปของการแข่งกันผลิตสินค้าออกมาจนล้นตลาด (แต่ขายไม่ได้) แล้วสุดท้ายก็นำไปสู่สงครามราคา เพราะอุปทานล้นเกินแต่ไม่มีอุปสงค์
นั่นแปลว่าสิ่งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหา ‘จุลภาค’ ของพนักงานตัวเล็กๆ อีกแล้วนะครับ แต่ถ้าปล่อยปละกันไปเรื่อยๆ มันอาจกลายเป็นปัญหา ‘มหภาค’ ในทางเศรษฐกิจได้เลย
แล้ว quiet quitters ก็จะไม่ quiet อีกต่อไป!
bullshit job hustle culture involution Phenomenon Quiet Quitting การทำงาน การทำงานหนัก คาโรชิ ตายจากการทำงานหนัก ถ่างผิง พนักงานบริษัท วัฒนธรรมการทำงาน สภาพการทำงาน เช้าชามเย็นชาม เน่ยจ่วน โตมร ศุขปรีชา ไม่อยากทำงาน