วิกฤต Rollover หุ้นกู้.!?


ยามที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างไม่ทั่วถึง “ภาระหนี้” กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ภาคธุรกิจทั้งรายเล็กรายใหญ่ต้องเผชิญ หนึ่งในประเด็นที่สร้างความกังวลมากสุดเวลานี้คือ “วิกฤตหุ้นกู้เอกชน” สะท้อนภาพความพยายามดิ้นรนเพื่อบริหารต้นทุน และการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อประคองตัวให้ผ่านพ้นช่วงที่ยากลำบากไปให้ได้ ท่ามกลางภาวะที่สถาบันการเงินมีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ข้อมูลจาก “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ระบุถึงสัญญาณเตือนที่น่าตกใจเกี่ยวกับภาวะการกลับมาเป็นหนี้ซ้ำ หรือที่เรียกว่า Re-entry NPL หลังจากที่เคยมีการปรับโครงสร้างหนี้ไปแล้วรอบหนึ่ง พบว่า “กลุ่มธุรกิจรายใหญ่” มีอัตราการไหลกลับมาเป็นหนี้เสียสูงถึง 19% ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี ส่วน “กลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME)” กลับมีแนวโน้มความเสี่ยงที่สูงยิ่งไปกว่านั้น ประกอบกับปัจจัยภายนอกอย่าง “อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) โลก” ที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้แพงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะบริษัทที่มีอันดับเครดิตไม่ดี จะยิ่งเผชิญกับความยากลำบากในการหาแหล่งเงินทุนใหม่

“ดร.กาญจนา โชคไพศาลศิลป์” จากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า คุณภาพสินทรัพย์ในตลาดหุ้นกู้ ยังมีปัญหาเฉพาะกลุ่มที่มีความสามารถในการชำระคืนต่ำ ส่งผลให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ (Default) หรือต้องวิ่งเต้นขอปรับโครงสร้างหนี้ (Restructure) โดยเฉพาะหุ้นกู้ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง (High Yield) และกลุ่มที่ครบกำหนดชำระคืน (Rollover) ซึ่งปัจจุบันมียอดรวมหุ้นกู้ระยะยาวที่ขอปรับโครงสร้างหนี้สูงถึง 75,632 ล้านบาท คิดเป็น 1.8% จากยอดคงค้างหุ้นกู้ระยะยาวทั้งระบบที่ 4.1 ล้านล้านบาท

เมื่อเจาะลึกรายอุตสาหกรรมพบว่า 3 อันดับแรกที่มีการขอปรับโครงสร้างหนี้หุ้นกู้มากสุด อันดับแรก “กลุ่มพลังงาน” ยอดรวม 26,589 ล้านบาท อันดับสอง “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์” ยอดรวม 22,040 ล้านบาท อันดับสาม “กลุ่มอุปโภคบริโภค” ยอดรวม 15,575 ล้านบาท ขณะที่ฝั่งบริษัทรายใหญ่ ยังพอมีทางหนีทีไล่ด้วยการผสมผสานแหล่งเงินทุนเช่น การหันกลับไปใช้สินเชื่อธนาคาร เพื่อบริหารจัดการต้นทุนการระดมทุนให้อยู่ในระดับที่ต้องการ ต่างจากบริษัทที่มีเรตติ้งต่ำซึ่งต้องแบกรับภาระดอกเบี้ยที่แพงกว่าอย่างชัดเจน

สอดคล้องมุมมองของ “ศิรินาถ อมรธรรม” จากสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ที่ระบุว่า กลุ่มอุตสาหกรรมเสี่ยงยังคงเป็นกลุ่มเดิม ๆ เช่น อสังหาริมทรัพย์และบริษัทเรตติ้งต่ำ ซึ่งจะเผชิญความยากลำบากอย่างยิ่งในการระดมทุนใหม่ เพื่อนำไปไถ่ถอนหุ้นกู้เดิม (Roll Over) นอกจากนี้ปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์สงคราม ข้อตกลงระหว่างประเทศ รวมถึงทิศทางเศรษฐกิจมหภาค ยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนวิกฤตสภาพคล่องรุนแรงในตลาดอย่างชัดเจน คือ บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND ที่เพิ่งแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงการผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ 3 รุ่นรวมกว่า 22.4 ล้านบาท เนื่องจากการขายทรัพย์สินมีความล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้ ทำให้ ThaiBMA ต้องประกาศปลดเครื่องหมาย FP (Failed to Pay) และยกระดับขึ้นเครื่องหมาย DP (Default-Principal) เพื่อเตือนนักลงทุนอย่างเป็นทางการ

ยิ่งไปกว่านั้นกรณีของ GRAND ยิ่งน่าเป็นห่วง เมื่อผู้ถือหุ้นใหญ่แจ้งว่าจะไม่ใส่เงินเพิ่มทุนอีก ทำให้บริษัทต้องพึ่งพาตนเองในการบริหารจัดการกระแสเงินสดเพื่อสู้ศึกหนี้ก้อนนี้ต่อไป

สถานการณ์ในตลาดหุ้นกู้ จึงไม่ใช่เรื่องที่มองข้ามได้ คำเตือนสำคัญสำหรับ “นักลงทุน” ยามนี้คือ อย่ามองเพียงแค่อัตราผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยสูง แต่ต้องศึกษาเชิงลึกของผู้ออกหุ้นกู้ ฐานะการเงินและความเสี่ยงของอุตสาหกรรมให้รอบคอบ เพราะช่วงวันที่สภาพคล่องตึงตัว บทเรียนราคาแพงจากการลงทุนมีความใกล้ตัวกว่าที่คิด และการรู้เท่าทันความเสี่ยงเท่านั้น ที่จะช่วยปกป้องเงินออมให้ปลอดภัยได้…

Back to top button