“ฟินันเซีย ไซรัส” ชี้ SAPPE ครึ่งปีหลังเด่น ลุยตลาดอเมริกา-เอเชีย เคาะ “ซื้อ” เป้า 44 บาท

บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ประเมินแนวโน้มผลการดำเนินงานของ บริษัท เซ็ปเป้ จำกัด (มหาชน) หรือ SAPPE โดยระบุว่า ผู้บริหารยังคงเป้าหมายรายได้ปี 2569 เติบโตประมาณ 10-15% จากปีก่อน แม้รายได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 เติบโตเพียง 3.8% จากปีก่อน และการกระจายสินค้าผ่านผู้จัดจำหน่าย (Distributor) รายที่ 2 ในอินโดนีเซียถูกเลื่อนออกไปเป็นช่วงต้นปี 2570 เนื่องจากอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตจาก FDA ซึ่งยังไม่ครบทุก SKU
โดยจากปัจจัยดังกล่าวฝ่ายวิจัยคาดว่ารายได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 จะเร่งตัวขึ้น โดยเติบโตไม่น้อยกว่า 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 6-7% จากช่วงครึ่งปีแรก โดยมีแรงสนับสนุนจากการเติบโตในเกือบทุกภูมิภาค ยกเว้นยุโรปซึ่งมีฐานรายได้สูงในไตรมาส 3/2568 ขณะที่ตลาดเอเชีย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และอินเดีย มีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น เช่นเดียวกับตลาดอเมริกาที่ได้แรงหนุนจากการขยายช่องทางการจำหน่าย และตลาดตะวันออกกลางที่ยังมีความต้องการสินค้าอย่างต่อเนื่อง
แม้ตลาดตะวันออกกลางยังเผชิญข้อจำกัดด้านการขนส่ง แต่บริษัทสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ดีขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายไตรมาส 2/2569 ขณะที่รายได้ในประเทศมีแนวโน้มอ่อนตัวลงตามปัจจัยฤดูกาล
สำหรับไตรมาส 3/2569 ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรสุทธิจะกลับมาเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ไตรมาส โดยคาดกำไรสุทธิอยู่ที่ 206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.1% จากไตรมาสก่อน และ 12.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่รายได้รวมคาดว่าจะเติบโต 4.0% จากไตรมาสก่อน และ 15.7% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ด้านอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะทรงตัวจากไตรมาสก่อนที่ประมาณ 44.5% แต่เพิ่มขึ้นจาก 43.5% ในไตรมาส 3/2568 จากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น ขณะที่ภาพรวมต้นทุนเริ่มทรงตัว และเริ่มเห็นแนวโน้มราคาบรรจุภัณฑ์ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 21.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามแผนการใช้จ่ายด้านการตลาดและต้นทุนค่าขนส่งที่สูงขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนค่าใช้จ่าย SG&A ต่อรายได้คาดอยู่ที่ 30.3% เพิ่มขึ้นจาก 28.9% ในไตรมาส 3/2568
ส่วนแนวโน้มกำไรในไตรมาส 4/2569 คาดว่าจะอ่อนตัวลงจากไตรมาส 3 ตามปัจจัยฤดูกาล แต่ยังมีแนวโน้มเติบโตในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากฐานกำไรในปีก่อนอยู่ในระดับต่ำ
ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยปรับลดประมาณการกำไรปี 2569-2570 ลง 8.5-10% เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้นตามแผนงานของบริษัท โดยมองว่าเป็นการลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะถัดไป ขณะเดียวกันได้ปรับเพิ่มประมาณการรายได้ปี 2569 และ 2570 เป็นเติบโต 9.5% และ 12.1% ตามลำดับ จากการฟื้นตัวของรายได้ในทุกภูมิภาคที่ดีกว่าคาด ยกเว้นยุโรปที่ต่ำกว่าคาด
นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มประมาณการอัตรากำไรขั้นต้นปี 2569 เป็น 44.7% จากเดิม 43.5% จากการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพกว่าคาด และอัตราการใช้กำลังการผลิตที่สูงขึ้น โดยคาดว่ากำไรสุทธิปี 2570 จะกลับมาเติบโต 27.8% จากปีก่อน ตามการเติบโตของรายได้ในทุกภูมิภาคและผลบวกจาก Economies of Scale ที่เร่งตัวขึ้น
สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2570 บริษัทมีแผนเริ่มเดินเครื่องโรงงานแห่งใหม่ในช่วงกลางปี ซึ่งจะเพิ่มกำลังการผลิตประมาณ 25-30% โดยคาดว่าจะมีค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ล้านบาทต่อเดือน หรือคิดเป็น 0.9% ของรายได้ปี 2570 อย่างไรก็ตาม ผลกระทบดังกล่าวมีแนวโน้มได้รับการชดเชยจากต้นทุนบรรจุภัณฑ์ที่ลดลง ผลจากมาตรการลดต้นทุน (Cost Saving) และสิทธิประโยชน์จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ด้านคำแนะนำการลงทุนฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ “ซื้อ” SAPPE และปรับไปใช้ราคาเป้าหมายปี 2570 ที่ 44 บาท อิงค่า P/E เดิมที่ 14 เท่า โดยยังมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการเติบโตของกำไรในปี 2570 และมองว่ายังมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม หากสถานการณ์สงครามคลี่คลายเร็วกว่าคาด รวมถึงการขยายช่องทางการจำหน่ายของ Distributor รายที่ 2 ในอินโดนีเซียที่อาจทำได้ดีกว่าคาด
ขณะเดียวกัน การขยายกำลังการผลิตในปี 2570 จะช่วยรองรับการขยายธุรกิจได้อีกประมาณ 2-3 ปี โดยบริษัทไม่มีแผนลงทุนเพิ่มเติมในช่วงดังกล่าว ซึ่งจะช่วยสนับสนุนฐานะทางการเงินให้แข็งแกร่งต่อเนื่อง ทั้งนี้ คาดว่า SAPPE จะมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ประมาณ 4-6% ต่อปี ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันซื้อขายที่ประมาณ 10.8 เท่าของ P/E ปี 2570