SCB CIO เพิ่ม EM สู่ Overweight ชู "เกาหลีใต้-ไต้หวัน" รับอานิสงส์ AI


นายศรชัย สุเนต์ตา, CFA, Deputy Head of Wealth Business ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า SCB CIO และ BlackRock มองเศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะอัตราดอกเบี้ย “Higher for Longer” อย่างชัดเจน จากความยืดหยุ่นของเศรษฐกิจสหรัฐฯ การแข่งขันระดมเงินทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานจากต้นทุนพลังงานและความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ภาวะดังกล่าวทำให้ตราสารหนี้กลับมามีบทบาทสำคัญในการสร้างรายได้ เนื่องจากนักลงทุนสามารถได้รับผลตอบแทนจากสินทรัพย์คุณภาพสูงในระดับน่าสนใจกว่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่จำเป็นต้องคัดเลือกสินทรัพย์อย่างระมัดระวังมากขึ้น เนื่องจากความแตกต่างด้านผลตอบแทนและความเสี่ยงระหว่างสินทรัพย์มีแนวโน้มกว้างขึ้น

สำหรับตลาดหุ้น SCB CIO และ BlackRock ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นสหรัฐฯ จากแรงสนับสนุนของการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงธีมการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยี แต่กำลังเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก และสร้างอุปสงค์ใหม่ให้กับศูนย์ข้อมูล ระบบไฟฟ้า เครือข่ายสื่อสาร และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แม้อัตราดอกเบี้ยระดับสูงอาจกดดันมูลค่าหุ้นเป็นระยะ แต่ผลประกอบการของบริษัทสหรัฐฯ โดยเฉพาะธุรกิจที่อยู่ในระบบนิเวศ AI ยังมีแนวโน้มเติบโตตามการลงทุนเพื่อรองรับความต้องการด้านพลังประมวลผลและข้อมูลที่เพิ่มขึ้น

ส่งผลให้ SCB CIO ยังคงให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ มากกว่าตลาดหลักอื่น และเน้นบริษัทที่มีบทบาทเป็นจุดคอขวดสำคัญในห่วงโซ่ AI ทั้งนี้ ต้องติดตามความสามารถในการเปลี่ยนการลงทุน AI ให้เป็นรายได้ หากการสร้างรายได้ล่าช้ากว่าคาด ประกอบกับภาระหนี้ของโครงการและตราสารหนี้ที่ใช้ลงทุนในศูนย์ข้อมูลทยอยครบกำหนดและต้องรีไฟแนนซ์ด้วยต้นทุนที่สูงขึ้น อาจสร้างแรงกดดันต่อหุ้นเทคโนโลยี

ขณะเดียวกัน SCB CIO ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets: EM) เป็น Overweight โดยมองว่าหลายตลาดได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้าน AI และเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเกาหลีใต้และไต้หวันที่มีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลก และเป็นฐานการผลิตชิปและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่รองรับการขยายตัวของ AI ขณะที่แนวโน้มกำไรของบริษัทในตลาดดังกล่าวยังแข็งแกร่ง และระดับมูลค่าหุ้นยังไม่ตึงตัวเมื่อเทียบกับตลาดพัฒนาแล้ว

โดย SCB CIO และ BlackRock เน้นการลงทุนแบบคัดเลือกใน EM โดยมุ่งไปยังบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ AI การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ เนื่องจากมองว่าโอกาสเติบโตมีแนวโน้มกระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรมและธุรกิจที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน

ด้านตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทน (Yield) ที่อยู่ในระดับสูงทำให้โอกาสสร้างรายได้กลับมาน่าสนใจ โดยตราสารหนี้ทั่วโลกกว่า 84% ให้ Yield สูงกว่า 4% อย่างไรก็ตาม การจัดพอร์ตยังต้องควบคุมความเสี่ยงด้าน Duration โดยเน้นตราสารหนี้ช่วงกลางของเส้นอัตราผลตอบแทน ได้แก่ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (UST) อายุ 3-7 ปี และตราสารหนี้จำนองภาครัฐสหรัฐฯ (Agency MBS) ซึ่งให้ส่วนชดเชยความเสี่ยง (Spread) และกระแสรายได้จากการถือครอง (Carry) ที่เหมาะสม

ขณะที่ Underweight UST ระยะยาวและพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB) จากความเสี่ยงด้าน Term Premium และโอกาสที่นักลงทุนญี่ปุ่นจะนำเงินทุนกลับประเทศ ส่วนหุ้นกู้ยังคงให้น้ำหนัก Neutral ในหุ้นกู้คุณภาพสูง (IG) ระยะสั้น เนื่องจาก Spread อยู่ในระดับแคบ และ Underweight หุ้นกู้ IG ระยะยาว ซึ่งเผชิญแรงกดดันจากอุปทานหุ้นกู้ใหม่ของผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่

สำหรับการจัดพอร์ต SCB CIO มองว่าแรงขับเคลื่อนเชิงโครงสร้างอย่าง AI ทำให้ปัจจัยเสี่ยงเชื่อมโยงระหว่างสินทรัพย์มากขึ้น และความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นกับพันธบัตรกลับมาเป็นบวก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตแบบ 60/40 ลดลง จึงควรจัดพอร์ตโดยพิจารณาจากปัจจัยขับเคลื่อนผลตอบแทนและความเสี่ยงมากกว่าการแบ่งตามประเภทสินทรัพย์

โดย Core Portfolio ควรเน้นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นถึงกลางเพื่อสร้างเสถียรภาพของกระแสเงินสด ควบคู่กับหุ้นสหรัฐฯ และ EM ที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทาน AI รวมถึงกระจายไปยังโครงสร้างพื้นฐาน สินค้าโภคภัณฑ์ และทองคำ เพื่อรับมือความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ การคลัง และภูมิรัฐศาสตร์ ขณะที่ Opportunistic Portfolio สำหรับการลงทุนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี สามารถเน้นหุ้นเทคโนโลยีทั่วโลก หุ้นเซมิคอนดักเตอร์และหน่วยความจำ รวมถึงหุ้นโครงสร้างพื้นฐานระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อรับประโยชน์จากข้อจำกัดด้านอุปทานในห่วงโซ่ AI และพลังงาน