SCB EIC ชี้ตลาดรถไทยปี 70 โต 6.6% หนุน xEV ครองส่วนแบ่ง 64%


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า SCB EIC ประเมินว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยรถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของทั้งตลาดในประเทศและภาคการผลิต ขณะที่รถยนต์สันดาปภายในและรถกระบะยังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่เปราะบาง ภาระหนี้ครัวเรือน และข้อจำกัดด้านสินเชื่อ

สำหรับตลาดรถยนต์ไทยในปี 2570 คาดว่ายอดขายรถยนต์ในประเทศจะอยู่ที่ประมาณ 7.3 แสนคัน เพิ่มขึ้นราว 6.6% จากปีก่อน แต่จะเป็นการฟื้นตัวแบบไม่ทั่วถึง หรือ K-shaped recovery โดยการเติบโตจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือกเป็นหลัก

ทั้งนี้ ตลาดรถกระบะยังมีแนวโน้มสูญเสียส่วนแบ่งอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่ายอดขายในปี 2570 จะทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1.8 แสนคัน หรือคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคยังอ่อนแอ โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบการ SME ซึ่งยังเผชิญภาระหนี้สูง ประกอบกับสถาบันการเงินยังคงเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคจำนวนหนึ่งเริ่มหันไปเลือกใช้รถยนต์อเนกประสงค์ หรือ SUV มากขึ้น เนื่องจากตอบโจทย์การใช้งานที่หลากหลาย และมีตัวเลือกรุ่นย่อยและระดับราคาครอบคลุมมากขึ้น

ในทางกลับกัน รถยนต์พลังงานทางเลือก (xEV) มีแนวโน้มขยายตัวอย่างโดดเด่น โดยคาดว่ายอดขายในปี 2570 จะอยู่ที่ประมาณ 4.6 แสนคัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 64% ของยอดขายรถยนต์ทั้งหมด และภายในปี 2571 รถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ หรือ BEV มีแนวโน้มก้าวขึ้นมาเป็นประเภทรถยนต์ที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุดในประเทศไทย

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญมาจากการขยายกำลังการผลิตภายในประเทศ การเปิดตัวรถรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงความพร้อมด้านเครือข่ายศูนย์บริการ การดูแลหลังการขาย อะไหล่ และระบบนิเวศที่รองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าได้ครบวงจรมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาด xEV จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ SCB EIC มองว่า การสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศยังอยู่ในระดับจำกัด โดยเฉพาะรถยนต์ PHEV และ BEV ที่ยังพึ่งพาการนำเข้าและมีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานในประเทศไม่มากนัก สะท้อนถึงความท้าทายในการยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากขึ้นตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ด้านภาคการผลิต SCB EIC ประเมินว่า ปริมาณการผลิตยานยนต์ของไทยมีแนวโน้มกลับมาขยายตัวแตะระดับประมาณ 1.5 ล้านคันในปี 2570 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี โดยประมาณ 75% ของกำลังการผลิตทั้งหมดจะมาจากกลุ่มรถยนต์พลังงานทางเลือก เพื่อรองรับความต้องการในประเทศและการผลิตชดเชยการนำเข้าภายใต้มาตรการ EV 3.0 และ EV 3.5

ส่วนการส่งออกคาดว่าจะฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยไทยมีแนวโน้มส่งออกรถยนต์ได้ประมาณ 8.6 แสนคันในปี 2570 กลับมาขยายตัวเล็กน้อย หลังจากหดตัวต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ปี

ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการฟื้นตัวของตลาดออสเตรเลีย ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดส่งออกสำคัญ หลังผู้ผลิตหลายรายทยอยกลับมาส่งออกรถยนต์ โดยเฉพาะรถกระบะ หลังมีการปรับปรุงรุ่นรถให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่เข้มงวดมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาคส่งออกยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น รวมถึงการแข่งขันจากผู้ผลิตรถยนต์จีนที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในตลาดอาเซียน

สำหรับประเด็นที่ต้องติดตามในระยะข้างหน้า หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือมาตรการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2570 โดย SCB EIC มองว่า อาจทำให้เกิดการเร่งซื้อและเร่งนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าที่ไม่มีฐานการผลิตในไทยก่อนอัตราภาษีใหม่มีผลบังคับใช้

ในระยะกลางถึงยาว มาตรการดังกล่าวอาจกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ผลิตรถยนต์เร่งลงทุนในประเทศมากขึ้น รวมถึงพัฒนาห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่นและเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ

อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ภายใต้ Section 301 Excess Capacity ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการค้าและสร้างความผันผวนต่อการส่งออกของไทย โดยเฉพาะกลุ่มยางล้อ หากมาตรการดังกล่าวมีผลบังคับใช้ อัตราภาษีนำเข้าอาจเพิ่มขึ้นเป็นอย่างน้อย 19% จากอัตราเดิมภายใต้มาตรการด้านแรงงานบังคับที่ 12.5% และอาจมีการเรียกเก็บเพิ่มภายใต้มาตรการ Excess Capacity อีกอย่างน้อย 7%

SCB EIC ระบุว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากฐานการผลิตที่พึ่งพารถยนต์สันดาปเป็นหลัก ไปสู่การเป็นฐานการผลิตยานยนต์พลังงานทางเลือกที่มีความหลากหลายมากขึ้น แต่การรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว จำเป็นต้องเร่งยกระดับฐานการผลิต การพัฒนาชิ้นส่วน และระบบนิเวศอุตสาหกรรมให้ครบวงจร ภายใต้แนวคิด “1 ประเทศ 2+ ระบบเครื่องยนต์” เพื่อให้ไทยยังคงรักษาสถานะหนึ่งในฐานการผลิตและส่งออกยานยนต์สำคัญของโลก