SENTIMENTAL VALUE พ่อผู้ขอไถ่บาป ผ่านภาพยนตร์บำบัด

*บทวิจารณ์เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์

เป็นความตั้งใจอย่างแน่แท้ มิได้มีเจตนาให้แปลความหมายเป็นอย่างอื่น เมื่อผู้กำกับขึ้นชื่อจากนอร์เวย์อย่าง โยอาคิม ทรีเยร์ (Joachim Trier) จะวางบทบาทให้ตัวละครในครอบครัวตระกูลนักทำหนังของ กุสตาฟ บอร์เยอะ (สเตลลัน สกอร์สกอร์ด) มีเชื้อชาติเป็นชาวสวีเดน-นอร์เวย์ แม้ว่าเนื้อหาเรื่องราวส่วนใหญ่จะใช้โลเคชันหลักที่กรุงออสโล อันเป็นนิวาสถานที่บุตรสาวทั้งสองของผู้กำกับกุสตาฟ ได้แก่ โนรา (เรนาเทอ ไรน์สเฟ) และ อักเนส (อิงกา อิบส์ด็อตแตร์ ลิลเลอออส) เติบโตมาในชายคาบ้านหลังใหญ่ ซึ่งฝากโศกนาฏกรรมแห่งความหลังเอาไว้ เมื่อใครสักคนตัดสินใจจบชีวิตลงไปที่นั่น

โดยเหตุผลหลักสำคัญคือ โยอาคิม ทรีเยร์ต้องการให้งานใหม่ที่ชื่อ Sentimental Value (2025) เรื่องนี้ มีความเป็นหนังนอร์เวย์ที่จงใจ ‘pay tribute’ ให้ผู้กำกับระดับปรมาจารย์ชาวสวีเดนอย่าง อิงมาร์ แบ็ร์จมัน (Ingmar Bergman) อย่างไม่ต้องสงสัย เนื้อหาเรื่องราวเกี่ยวกับความไม่ลงรอยกันของเหล่าสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะคู่ผัวตัวเมีย ระยะกล้องที่มักจะใกล้ชิดและคลอเคลียสกัดจับทุกอารมณ์บนใบหน้าของตัวละครสาวชาวสแกนดิเนเวีย และสื่อละครเวที ภาพยนตร์ และการแสดง ที่คอยเกลี่ยถมพรมแดนกั้นขวางระหว่างโลกแห่งความจริงและเรื่องเล่า โดยเฉพาะความเศร้าจากโศกนาฏกรรมซ้ำซัดที่ทำให้อาการบาดเจ็บระดับสาหัสจากตัวบท สะกดกลืนความรู้สึกมาสู่โลกความเป็นจริง จึงล้วนเป็นสิ่งที่ฟ้องให้เห็นถึงความเป็นแบ็ร์จมันแทบจะทุกขั้นตอนการถ่ายทอด จนเหมือนเป็นการถอดดีเอ็นเอมาจากขั้วสายเดียวกัน ทำให้มันดูเป็นหนังสวีเดนในระดับพอๆ กับการเป็นหนังนอร์เวย์กันเลย!

เนื้อหาเรื่องราวใน Sentimental Value ก็เผยเรื่องราวหายนะที่เคยเกิดขึ้นในคฤหาสน์บ้านเดี่ยวหลังใหญ่ใจกลางกรุงออสโลที่กุสตาฟได้รับตกทอดมาจากบรรพบุรุษ เมื่อผู้กำกับหนังกุสตาฟเองต้องการขุดเอาอดีตแห่งความทรงจำ เมื่อมารดาของเขาเคยประกอบอัตวินิบาตกรรมเพื่อหนีปัญหารุมเร้าทางจิตใจภายในบ้านหลังนั้นมาทำเป็นหนัง  แล้วตั้งใจให้โนรา บุตรสาวคนโตซึ่งประกอบอาชีพเป็นนักแสดงมารับบทเป็นตัวแม่ ทว่า โนราก็ตอกกลับใส่หน้าบิดาของเธอในทันทีว่า ‘ไม่ยินดี’! โทษฐานที่หลังจากหย่าร้างกับแม่เธอไป กุสตาฟก็ลาจากไปโดยไม่เคยหันเหลียวมาดูดำดูดีกับชีวิตของพวกเธออีกเลย อาการเพิกเฉยเป็นเวลานับสิบๆ ปีเช่นนี้ พี่น้องทั้งสองก็มิอาจรับได้ และไม่ขอยื่นมือมาช่วยบิดาของพวกเธออีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อในอดีต กุสตาฟเคยฉวยใช้อารมณ์ความคับข้องใจในวัยเด็กของทั้งอักเนสและโนรา บังคับให้มาเล่นหนังสงครามสุดหดหู่เรื่องเก่าของเขามาก่อน แถมยังกลับมาอ้อนวอนขอให้บุตรชายวัยเด็กของอักเนสมารับบทเป็นตัวเขาเองในหนังเรื่องใหม่ โดยไม่ขออนุญาตก่อนอีกด้วย!

ในระดับพื้นผิว Sentimental Value จึงนำเสนอภาพของกุสตาฟออกมาเป็นคุณพ่อจอม ‘เฮงซวย’ ฉวยใช้ประโยชน์จากผู้คนใกล้ชิดทุกราย เพื่อจะได้ถ่ายทอดผลงานศิลปะที่สามารถประกาศความเป็น ‘ศิลปิน’ ในตัวเขาออกมาให้โลกได้รับรู้ ทว่าเมื่อผู้เป็นบุตรสาวกล่าวปฏิเสธที่จะรับบทบาทอันแสนจะใกล้ตัวและชวนให้ปวดหัวใจ กุสตาฟจึงหันไปเสนอบทเดียวกันนี้ให้ ราเชล เคมพ์ (เอลล์ แฟนนิง) ดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง ผู้ต้องมนต์ขลังแห่งงานภาพยนตร์ในอดีตของกุสตาฟจนต้องตอบรับทันทีที่ได้รับการทาบทาม! ปล่อยให้โนราต้องหันไปหาน้องสาวเพื่อระบายทุกข้อคำถามว่า กุสตาฟไม่ทราบเลยใช่ไหม ว่าโศกนาฏกรรมมิได้เกิดขึ้นเฉพาะเพียงคุณย่าที่เลือกจะฆ่าตัวตาย หากยังมีความเสียหายที่ไม่อาจเยียวยาได้หลอนอยู่ในนิวาสถานหลังนี้ หลังที่กุสตาฟเองไม่เคยคิดจะกลับมาเหลียวแล

แต่! แต่! แต่! แต่! คุณพ่อศิลปินจอมอีโก้จนโนสนโนแคร์ความรู้สึกใครๆ กลับมีเจตนาลึกๆ ในการสร้างหนังจากตัวบทที่เขากลั่นออกมาจากหัวใจ เพราะต้องการให้บุตรสาวทั้งสองยอมให้อภัยต่อทุกๆ สิ่งที่เขาได้ปฏิบัติตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ด้วยความเชื่อมั่นอย่างสุดหัวใจว่า การที่ทุกๆ คนจะได้ร่วมกันกลับมาสำรวจตราบาปแห่งโศกนาฏกรรมครั้งสำคัญ ณ เคหสถานแห่งนั้น มันจะไม่ต่างจากการเยียวยาซึ่งสามารถทั้งรักษาและสมานแผลภายในที่ยังคงเหวอะหวะอยู่ได้ มากกว่าที่แต่ละฝ่ายจะทำเป็นลืมๆ หันหลังให้ แล้วกลบฝังอดีตทุกอย่างไว้ เพราะลึกๆ ข้างในเขาก็ยังมีอะไรอยากสารภาพ โดยเฉพาะความผิดบาปที่เขาเคยทำไว้ในช่วงวัยหนุ่ม  กับคำถามสุมอกว่าเหตุการณ์อัตวินิบาตกรรมที่ดันกระทำขึ้นในพื้นที่ที่ควรจะ ‘ปลอดภัย’ มากที่สุดอย่างเรือนบ้านชานเหย้า มันมาจากสิ่งเร้าใด และทางหนึ่งที่ผู้กำกับอย่างเขาจะเข้าใจได้ ก็คือการใกล้ชิดคิดอ่านทำงานร่วมกันกับนักแสดงหญิงที่มารับบทเป็นแม่ตัวเองในเรื่องนี้ โดยมีโนราผู้สืบทอดเชื้อไขเป็นตัวเลือกหมายเลขหนึ่งที่น่าจะเข้าใจ ‘หัวอก’ ของตัวแม่ของเขาในเวลานั้นได้ดีที่สุด!  จึงไม่น่าประหลาดใจที่กุสตาฟจะมองมิติความเป็น ‘มนุษย์’ ของนักแสดงหญิงที่จะมารับบทบาทสำคัญนี้กันเป็นพิเศษ ความเป็นมนุษย์ที่จะสามารถทำความเข้าใจในความซับซ้อนอันไร้ขอบเขตของตัวละครในหนังของเขาได้ ต่อให้นักแสดงหญิงราเชลเองจะมาจากอเมริกาและไม่สามารถอ่านภาษานอร์เวย์ได้เลยแม้สักคำ กุสตาฟก็ยินดีจะทำบทเป็นภาษาอังกฤษให้ โดยไม่ห่วงเลยว่าหนังจะดูตลกขนาดไหนหากตัวละครในหนังจะใช้ภาษาอังกฤษ เพราะสิ่งที่ผู้กำกับกุสตาฟคิดไว้คือ เขาต้องการใช้ประโยชน์จากการเป็นนักแสดงมืออาชีพของราเชลโดยเฉพาะความเป็นสตรี มาช่วยตีความ ‘แรงดลใจ’ ของแม่เขา (รวมถึงทายาทของเธอ) ในฉากนี้ ‘แรงดลใจ’ ที่กุสตาฟเองก็ไม่สามารถอธิบายลงไปในบทได้ และเมื่อราเชลถามกุสตาฟตรงๆ ว่าเหตุผลของตัวละครหญิงคือสิ่งใด เขากลับตอบว่านั่นคือ ‘การบ้าน’ ชิ้นใหญ่ที่นักแสดงหญิงอย่างราเชลจะต้องไปหาคำตอบมาให้ได้ เพราะสิ่งนั้นแหละคือความลับในห้องปิดตายที่เขาเองก็อยากจะรู้และเข้าใจเสียเต็มประดา!

ภาระในการสร้างทำภาพยนตร์เรื่องใหม่ของกุสตาฟครั้งนี้ จึงมีบทบาทไม่ต่างจากการเลือกใช้ ‘ภาพยนตร์บำบัด’ มาปัดเป่าปมปัญหาภายในของสมาชิกที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในครอบครัวตระกูลเป็นกระบวนการที่มิได้ใช้ ‘หนัง’ เป็นกระบอกเสียงสื่อเล่าถึงสิ่งที่ผู้กำกับเข้าใจ หากมันเป็นการทำหนังซึ่งเริ่มต้นด้วยคำถามข้อใหญ่ว่า “ทำไม” ที่ผู้สร้างต่างกระหายใคร่รู้และนำไปสู่การหาคำตอบอันชวนคาใจเหล่านั้น และแน่นอนว่ามันเป็นการทำงานร่วมกันที่สมาชิกแต่ละฝ่ายจะต้องเต็มใจ ต้องพร้อมยอมให้อภัยเพื่อการเริ่มต้นใหม่เมื่อความลับในอดีตได้ถูกไขกระจ่าง ซึ่งทางออกที่หนังให้ไว้คือสุดท้ายหลังจากโนราได้อ่านบท เธอก็เปลี่ยนใจรับเล่นบทที่แสนจะทำใจได้ยากนี้ให้บิดา ส่วนบุตรของอักเนสก็ได้รับอนุญาตให้มารับบทบาทเป็นกุสตาฟในวัยเยาว์ได้ แต่การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เลยคือ การถ่ายทำไม่อาจจะใช้บ้านจริงที่เขาเคยพักพิงอาศัยได้อีกต่อไป (เนื่องจากมันถูกขายเป็นเงินทุนในการสร้างหนัง) ดังนั้นขื่อเดียวกันที่เคยใช้ตรึงปลายบ่วงผูกคอตายจึงต้องอันตรธานไป ทุกอย่างจะต้องสร้างขึ้นมาใหม่ภายใต้ ‘พื้นที่ปลอดภัย’ ซึ่งจะไม่มีใครสามารถทำอะไรได้จริงๆ ในสตูดิโอถ่ายทำแทน!

ทรีเยร์นำเสนอเรื่องราวต่างๆ ใน Sentimental Value ได้อย่างแสนละเมียดละไม จนสุดท้ายหนังก็ไปได้ไกล ได้รับรางวัล Grand Prix จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี 2025 และสามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมในเวทีออสการ์ครั้งที่ 98 ได้สำเร็จ จากการเข้าชิงถึง 7 สาขา 8 รางวัล พร้อมได้แข่งขันในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี และที่ได้เกริ่นเอาไว้ว่าหนังจงใจสดุดีผลงานที่ผู้กำกับระดับปรมาจารย์จากสวีเดน อิงมาร์ แบ็ร์จมัน เคยสร้างมา ก็คงปรากฏชัดแล้วว่า ลีลาการจับภาพ ‘ใบหน้า’ ของทั้งเรนาเทอ ไรน์สเฟและอิงกา อิบส์ด็อตแตร์ ลิลเลอออส ในระยะใกล้ มันละม้ายคล้ายคลึงกันเพียงใดกับภาพใบหน้าของ ลิฟ อุลล์มันน์ ในหนังหลายๆ เรื่องของแบ็ร์จมัน ผู้ช่ำชองในการถ่ายทอดภาพ ‘ฝันร้าย’ ของเหล่าสตรีผ่านสีหน้า ด้วยแววตาที่เหมือนชีวิตนี้มิเคยมีโอกาสได้พานพบความสุขใดๆ จนชวนให้นึกถึงวาทกรรมอันน่าช้ำใจที่เคยกล่าวไว้ว่า “ผู้หญิงล้วนเกิดมาเพื่อทุกข์!”

เสียดายที่จังหวะการเล่าในช่วงแรกๆ ยังมีอาการขลุกขลักและหลายๆ ฉากก็ยังดูไม่จำเป็นนัก โดยเฉพาะการแนะนำภาวะพิพักพิพ่วนปั่นป่วนภายในของโนราจากบาดแผลในอดีตทั้งหลาย ทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงหญิงจอมตื่นเวที และสตรีที่นิยมการคบชู้กับชายที่มีครอบครัว ที่หนังมัวเสียเวลากับรายละเอียดเหล่านั้นเยอะจนเกินไป ให้รสชาติของการเป็นงานตลก farce โหวกเหวกโวยวาย ไม่เข้ากันนักกับลีลารายละเอียดของเรื่องส่วนที่จะตามมา อาการไม่มาด้วยกันเหล่านี้ อาจทำให้ Sentimental Value ยังมีจุดบกพร่องที่ยังไม่อาจยกย่องให้เทียบชั้นงานชิ้นเอกของ อิงมาร์ แบ็ร์จมัน ได้ แต่เราคงไม่อาจปฏิเสธว่ามันยังคงเป็นงาน ‘ยืนหนึ่ง’ ในบรรดาผลงานร่วมสมัย ที่หันมาใส่ใจกับภาวะอารมณ์อันอ่อนโยนลึกๆ ภายใน ซึ่งเชื่อเหลือเกินว่า AI ไม่ว่าค่ายไหนๆ ก็ไม่มีทางจะสร้างเรื่องออกมาให้ละเมียดละไมได้ในระดับนี้!

Sentimental Value ‘กัลปพฤกษ์’

เรื่อง: ‘กัลปพฤกษ์’

นักวิจารณ์ภาพยนตร์ รางวัลกองทุนหม่อมหลวงบุญเหลือ เทพยสุวรรณ ประจำปี 2547 แต่มักจะแอบนอกใจไปเขียนวิจารณ์วรรณกรรม ละครเวที การแสดง นิทรรศการศิลปะ และดนตรีคลาสสิกอยู่เสมอๆ