ออกหมายจับเบน สมิธ-ยิม เลียกพร้อมเครือข่ายข้อหาฟอกเงินข้ามโลก
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ACSC ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ร่วมกับ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ คณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และ นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ คณะกรรมารกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ร่วมกันแลงหลังจากสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) บูรณาการร่วมกันกับสำนักงาน ก.ล.ต. สนธิกำลังรวม 90 นายร่วมกันตรวจค้นติดตามจับกุมและแจ้งข้อกล่าวหา
- นายเบน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี
- นายยิม (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี
- นางสาวแคทรียา (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี
- นางสาวสุภารัตน์ (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี
- นายยูจีน (สงวนนามสกุล) อายุ 48 ปี
- นายโคปิง (สงวนนามสกุล) อายุ 42 ปี
- นายณัฐกร (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี
(ผู้ต้องหาตามหมายจับลำดับที่ 1 6 หลบหนีอยู่ต่างประเทศ ส่วนผู้ต้องหาลำดับที่ 7 ได้มีการดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว)
ACSC ระบุว่า ผู้ต้องหาที่ 1 7 กระทำความผิดฐาน ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงินและได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน,ร่วมกันเป็นอั้งยี่, ร่วมกันถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด และเป็นผู้มีหน้าที่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์แต่ไม่รายงานต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
คดีนี้สืบเนื่องจากการสืบสวนขยายผลเครือข่ายของนายเบนจามินฯ และนายยิมฯ สัญชาติกัมพูชา ซึ่งนำเงินที่ได้จากการกระทำความผิดส่งผ่านธนาคาร กองทุน ในต่างประเทศหลายชั้น แล้วย้อนกลับเข้ามาในรูปของเงินลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อเข้าถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยการสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน จากตำรวจสอบสวนกลาง ทำงานร่วมกับ ปปง. ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างประเทศ
จากข้อมูลการสืบสวน นายเบนฯ มีประวัติในต่างประเทศมาก่อน โดยโทรศัพท์เสนอขายหุ้นนอกตลาดแก่นักลงทุนรายย่อยในประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย จนถูกทางการนิวซีแลนด์ห้ามประกอบอาชีพนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ 7 ปี และเมื่อปี 2559 ได้หลอกลวงนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย จนศาลอาญาออกหมายจับและองค์การตำรวจสากลออกหมายแดงไว้แล้ว ในช่วงเวลาเดียวกัน นายเบนฯ และนายยิมฯ ร่วมกันจัดตั้งธนาคาร B.IC. ในประเทศกัมพูชา และธนาคารแห่งนี้ต่อมากลายเป็นท่อส่งเงินของเครือข่ายโดยมีการแบ่งขั้นตอนและรูปแบบการกระทำความผิด ดังนี้
ช่วงที่ 1 (ปี 2562 ถึง 2564): เครือข่ายใช้บัญชีส่วนตัว บัญชีของคนในครอบครัว และบัญชีนิติบุคคลที่ให้ภรรยา ถือหุ้นและเป็นกรรมการไขว้กัน ซึ่งมีรายได้น้อยและขาดทุนเกือบทุกปี ขณะที่นายยิมฯ และนางสาวแคทรียาฯ ไม่เคยยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ตั้งแต่ปี 2558 ในช่วงนี้เริ่มพบเงินที่ได้จากการฉ้อโกงออนไลน์เข้าบัญชีของนายยิม แล้วถูกถ่ายเทต่อไปยังบัญชีคนในครอบครัว บัญชีส่วนตัว และนิติบุคคลที่ตั้งขึ้น ต่อมาเมื่อต้นปี 2565 บัญชีที่เกี่ยวข้องกับนายยิมเริ่มถูกอายัด
ช่วงที่ 2 (ปี 2565 ถึง 2566): เครือข่ายเปลี่ยนวิธี ใช้บัญชีจากประเทศกัมพูชาโอนเงินตรงเข้ามาบัญชีของเครือข่ายในประเทศไทย แล้วส่งต่อไปยังกองทุนในประเทศสิงคโปร์ภายในไม่กี่วัน
ช่วงที่ 3 (ปี 2567 ถึง 2568): ธนาคาร B.C. โอนเงินเข้าบัญชีของกองทุน CAI สิงคโปร์ กว่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งดูเหมือนเป็นธุรกรรมปกติระหว่างธนาคารกับกองทุน
ปลายทางของเงินคือหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจ และ ก.ส.ต. ตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานสิงคโปร์ (MAS) พบว่าผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงคือ เครือข่ายนายเบน และ นายยิม ซึ่งแหล่งเงินที่มาล้วนมาจากกลุ่มนายเบนและนายยิมเช่นกัน จากการสืบสวนผู้ต้องหาทั้ง 7 รายแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน ดังนี้ นายเบน เป็นผู้ตัดสินใจและสั่งการ นายยิม ควบคุมธนาคารและกองทุนที่เป็นช่องทางเงิน นายยูจีน บริหารกองทุนในประเทศสิงคโปร์ จัดโครงสร้างผู้ลงทุนและแหล่งเงิน นางสาวแคทรียา และ นางสาวสุภารัตน์ ถือผลประโยชน์แทน นายณัฐกร และ นายไคปิง ประสานงานกองทุน ผู้ลงทุน และเอกสาร
ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นคนชุดเดิม ใช้วิธีเดิม เพื่อปกปิดที่มาของเงินและผู้ถือหุ้นที่แท้จริง พฤติการณ์ดังกล่าวจึงมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมกันเข้าถือหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยไม่รายงานการได้มาและไม่ทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ
ด้านทรัพย์สินที่ยืดอายัดไว้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดและอายัดหุ้นไทยของเครือข่ายไว้ชั่วคราว มูลค่ารวมกว่า 14,808 ล้านบาท นอกจากนี้ยังยึดอายัดเรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝาก และที่ดิน มูลค่ารวมกว่า 21,000 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง โดยปัจจุบันสำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างดำเนินการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหาย
เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 เจ้าหน้าที่ได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย และแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหา 1 ราย พร้อมนำกำลังเข้าทำการตรวจค้นเป้าหมายจำนวน 4 จุด สามารถตรวจยึดของกลางสำคัญที่เชื่อมโยงเส้นทางเงินของเครือข่ายได้ อาทิ สัญญากู้ยืมเงินและสัญญาซื้อขายหุ้น เอกสารเกี่ยวกับกองทุนหุ้น 6 แฟ้มและอุปกรณ์เก็บคริปโทชนิด Ledger พร้อมอุปกรณ์ยืนยันตัวตน (Authenticator) รวม 3 เครื่อง
นอกจากนี้ ยังยึดโทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง แท็บเล็ต 1 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ 1 อัน ซึ่งจะนำไปตรวจพิสูจน์เพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องและทรัพย์สินที่ยังซุกซ่อนอยู่ต่อไป รวม 6 รายการ
ปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก เป็นไปตามนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและการฟอกเงินข้ามชาติ ปกป้องความน่าเชื่อถือของตลาดทุนไทย ตัดวงจรเงินจากการกระทำความผิดที่ถูกนำกลับเข้ามาลงทุนในประเทศพร้อมขยายผลติดตามทรัพย์สินตามกฎหมายต่อไป
ศูนย์ ACSC ขอแจ้งว่าคดีนี้สะท้อนภัยรูปแบบใหม่ของอาชญากรรมข้ามชาติเงินผิดกฎหมายไม่ได้ซ่อนอยู่ในบัญชีม้าหรือทรัพย์สินหรูหราอีกต่อไปแต่ถูกแปรสภาพจนกลับเข้ามาในรูปของเงินลงทุนจากต่างประเทศ แล้วเข้าถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนที่ประชาชนนับล้านใช้บริการ ตำรวจสอบสวนกลาง ร่วมกับ ปปง. ก.ล.ต. และหน่วยงานต่างประเทศ จะติดตามเส้นทางเงินทุกทอดและยึดทรัพย์คืนให้ได้มากที่สุด หากพบการซักชวนลงทุนที่ผิดปกติ หรือมีข้อมูลเกี่ยวกับเครือข่ายนี้ แจ้งตำรวจสอบสวนกลางได้ทุกช่องทาง