สงครามปะทุ-SET เนื้อหอม ASPS ลุ้นปีนี้ฟันด์โฟลว์ทะลัก 1 แสนล้าน

“ไตรมาส 3 การลงทุนไม่ง่ายเหมือนครึ่งปีแรก” เป็นมุมมองจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) หลังล่าสุด สงครามสหรัฐ-อิหร่านปะทุขึ้นมาอีกครั้ง และอีกหลาย ๆ ปัจจัย

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าวว่า ช่วงครึ่งปีหลังมองว่าตลาดหุ้นไทยจะเป็นเป้าหมายที่จะมีกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (ฟันด์โฟลว์) ไหลเข้ามาจากต่างชาติ เนื่องจากตลาดหุ้นไทยอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง

ขณะเดียวกันปัจจัยสงครามที่ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น จะทำให้ Earnings (รายได้) ของตลาดหุ้นไทยสูงตามขึ้นไปด้วย เห็นได้จากช่วงไตรมาสแรกที่กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยทำ All Time High เหมือนสมัยไตรมาส 2 ปี 2565 ที่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน

นอกจากนี้ ยังมีภาพความกังวลหุ้นเทคโนโลยีที่ผันผวนหนัก ทำให้นักลงทุนเริ่มวิ่งมาหาหุ้น Defensive ซึ่งไทยมีหุ้นประเภทนี้จำนวนมาก

“ทั้งหมดนี้เป็นเหตุที่ทำให้โฟลว์ไหลเข้ามา และหากยังเป็นไปตามนี้ในครึ่งปีหลัง เป้าหมายดัชนี SET ปีนี้จากเดิมที่เราคงไว้ที่ 1,580 จุด มาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว มาถึงตอนนี้เราก็ได้ปรับเป้า SET Index ใหม่ เพิ่มเป็น 1,720 จุด โดยเชื่อว่ากำไร บจ. ปีนี้จะออกมาดี หลังจากไตรมาส 1 ทำสถิติสูงสุด หรือสัดส่วนประมาณ 30% ของกำไรทั้งปี ส่วนไตรมาส 2 ที่น่าจะเป็นจุดต่ำสุด ก็น่าจะดีกว่าคาด จากราคาน้ำมันที่ฟื้นขึ้นมาใหม่ หลังสงครามปะทุอีกครั้ง”

นางนลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการ และหัวหน้าสายงานวิจัย ASPS กล่าวว่า ได้กำหนดธีมลงทุนในไตรมาส 3 ไว้คือ “HIGHER YIELD, HIGHER BAR” แต่การลงทุนไม่ง่าย เพราะจะมีหลายปัจจัยที่ขัดขวางไว้ ได้แก่ 1.แรงกดดันเศรษฐกิจยังชะลอทั้งของโลกและไทย และปัจจัยผลักเงินเฟ้อ จากสงครามที่ปะทุอีก 2.นโยบายการเงินจะตึงตัวขึ้นจากปีก่อนหน้า กดดันสภาพคล่องและความเชื่อมั่นนักลงทุนหดหาย จากการที่ธนาคารกลางหลายแห่งมีคิวขึ้นดอกเบี้ย โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐที่คาดปรับขึ้นรวม 0.75% ในช่วงเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2569

“ตอนปี 2565 หลังสงครามก็มีการขึ้นดอกเบี้ย พอขึ้นดอกเบี้ยก็ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลง ตรงนี้ก็สะท้อนว่าโอกาสที่ดอกเบี้ยจะถูกปรับขึ้นจะเป็นแรงกดดันหนึ่งที่ทำให้ตลาดหุ้นปรับฐานลงมาได้ และระยะกลางอาจทำให้ฟันด์โฟลว์ชะลอได้ แนวโน้มดอกเบี้ยที่จะปรับขึ้นจะเป็นแรงกดดันต่อฟันด์โฟลว์ต่างชาติให้ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัย ซึ่งสถิติในอดีตที่ดอกเบี้ยไทยมากกว่า 3% SET Index มักซื้อขายบน P/E เฉลี่ยเพียง 11.7 เท่า ซึ่งถูกกว่าระดับปัจจุบัน”

สุดท้าย 3.กำไรบริษัทจดทะเบียนยังมี Downside แฝงในช่วงถัดไป โดย Consensus เริ่มปรับลด EPS Nasdaq69F ลง 5% (ตั้งแต่ มิ.ย. 2569) อีกทั้งสถิติชี้ปีที่ IPO สูงผิดปกติ (2543, 2550, 2564) ปีถัดมา S&P500 มักปรับฐาน -13% ถึง -38.5% ส่วนในไทยมีโอกาสเห็นกำไร 2Q69 ลดลง QoQ หลัง 1Q69 ทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้อำนวยการงานวิจัย ASPS กล่าวว่า ด้านปัจจัยหนุนตลาดหุ้นไทย ASPS มองว่าดอกเบี้ยไทยปีนี้ไม่น่าจะขึ้น คาดคงไว้ที่ 1% ซึ่งต่ำกว่าประเทศอื่นและต่ำกว่าในอดีตมาก โดยดอกเบี้ยไทยที่ 1% ถือว่าสุดยอดมาก ถ้าเทียบในเอเชียถือว่าต่ำสุดเท่ากับญี่ปุ่น แต่ถ้าเทียบทั้งโลกไทยต่ำสุดเป็นอันดับ 2 รองจากสวิตเซอร์แลนด์

“ดังนั้น ในเชิงเปรียบเทียบดอกเบี้ยเราต่ำกว่าใคร และไม่น่าจะขึ้นตามโลก ซึ่งตลอด 30 ปีที่ผ่านมา เราเคยมีดอกเบี้ยต่ำไม่เกิน 1% แค่ 3 ปีเท่านั้น คือ ปี 2569, ปี 2564 และปี 2563 โดยสถิติในอดีตถ้าดอกเบี้ยน้อยกว่า 1.5% SET มักเทรดที่ P/E เฉลี่ยสูงถึง 19.52 เท่า ดังนั้น SET Index เรามีโอกาสเทรดบนพรีเมี่ยม ในยามที่คนอื่นถูกกดดันจากทั้งเงินเฟ้อ และดอกเบี้ยขาขึ้น”

นายภราดรกล่าวว่า นอกจากนโยบายการเงินที่หนุนแล้ว นโยบายการคลังยังจะเป็นตัวเสริมอย่างชัดเจน สะท้อนจากงบประมาณ ปี 2570 วงเงิน 3.79 ล้านล้านบาท งบฯ ลงทุน 7.9 แสนล้านบาท ซึ่งยังมี Top Up จากงบฯ อื่น ๆ อีก 3.3 แสนล้านบาท ทั้งจากรัฐวิสาหกิจ การลงทุนรูปแบบ PPP และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ยังมี พ.ร.ก.กู้เงินอีก 4 แสนล้านบาท

“ทั้งหมดนี้ทำให้งบฯ รายปีอาจจะโตได้ 5-6% ขึ้นไป เมื่อเทียบกับในอดีต ดังนั้น จากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายสุด ๆ และนโยบายการคลังที่มาเต็ม หนุนให้โฟลว์ไหลเข้า โดยตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค. จนถึงปัจจุบัน ประมาณ 14 วันทำการ ต่างชาติซื้อหุ้นเรา 13 วันทำการ ซื้อสุทธิทุกวัน มีขายสุทธิแค่วันเดียว ประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท เด่นกว่าใครในเอเชีย”

นายภราดรกล่าวอีกว่า เวลาเกิดสงครามเงินมักจะมาพักอยู่ในตลาดหุ้นไทย ขณะที่การเมืองในประเทศนิ่ง ทำให้มีความหวังว่าปีนี้ฟันด์โฟลว์มีโอกาสไหลเข้าหุ้นไทยเกิน 1 แสนล้านบาทได้ โดยสิ่งที่จะจูงใจให้ฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาต่อ ในแง่ของ Valuation ซึ่งหากคิดที่ SET ระดับ 1,600 จุด P/E จะอยู่ที่ 16.9 เท่า และหากหัก DELTA ออกจากการคำนวณดัชนี จะเห็น P/E ของ SET จะเหลือ 13.7 เท่า ถือว่ายังไม่แพง และ ในมุม Dividend Yield อยู่ที่ 3.6% ก็สูงกว่าตลาดหุ้นโลก

“ในเชิงการเปรียบเทียบ Valuation แล้ว ตลาดหุ้นไทยถือว่าไม่แพง เชื่อว่าฟันด์โฟลว์ก็น่าจะยังไหลเข้าหุ้นไทยเราอยู่ในครึ่งปีหลัง”

ทั้งนี้ ASPS แนะนำกลยุทธ์การลงทุนหลัก เน้น Barbell Allocation (สร้างสมดุล 2 ฝั่ง) ได้แก่ 1. หุ้น Dividend (35%) ได้แก่ KTB, TTB, PTTEP, ADVANC, SINGTEL80 2.หุ้น Growth (35%) ได้แก่ ASML01, META80, AAPL80, WUXIAT80, HIMS03, FERRARI80

เสริมด้วย Tactical Hedge(10%) ได้แก่ GOLDUS80 (ทอง), ZIJIN80 (เหมืองทอง), SIL03 (เงิน), SPBOND80 (บอนด์สหรัฐ), MIDEA80 และ Cash (20%) รักษาสภาพคล่อง รอจังหวะเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในอนาคต