SET ผันผวนรับ XD หุ้นใหญ่-น้ำมันพุ่ง…ลุ้นเงินเฟ้อสหรัฐฯ และพ.ร.บ. งบฯ ปี 70 ช่วยหนุน

การกลับมาโจมตีกันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในรอบหลายสัปดาห์ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 96–97 ดอลลาร์/บาร์เรล จุดชนวนความกังวลเงินเฟ้อรอบใหม่และผลักดัน Bond Yield ทั่วโลกปรับขึ้นทำจุดสูงสุดในรอบหลายปี อย่างไรก็ดี ตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐฯ (ADP) และตำแหน่งงานว่าง (JOLTS) ออกมาต่ำกว่าคาด สะท้อนว่าตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวและช่วยลดแรงกดดันด้านดอกเบี้ย ประกอบกับ Christopher Waller ส่งสัญญาณพร้อมหนุนการคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. หากเงินเฟ้อเดือน ส.ค. ชะลอตัวต่อเนื่อง
ขณะที่สัปดาห์หน้าแนะนำติดตาม ตัวเลขเงินเฟ้อไทย ส.ค. (7 ก.ย.) โดย InnovestX คาดจะเร่งขึ้นเป็น 2.37% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน จาก 1.95% ในเดือนก่อน ตามราคาน้ำมันขายปลีกที่ปรับเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี แรงกดดันเงินเฟ้อยังมาจากด้านอุปทานเป็นหลัก จึงไม่น่าทำให้มุมมองดอกเบี้ยของ กนง. เปลี่ยนแปลง, การส่งออกจีน ส.ค. (8 ก.ย.) ซึ่งคาดจะยังขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่องจาก 23.9% เมื่อเทียบกับงวดเดียวของปีก่อน ในเดือนก่อน ตามอุปสงค์สินค้าเทคโนโลยีและการส่งออกไปยังตลาดนอกสหรัฐฯ แม้อุปสงค์ภายในประเทศยังอ่อนแอ, การประชุม ECB (10 ก.ย.) ซึ่งตลาดคาดจะขึ้นดอกเบี้ย 25bps สู่ 2.50% หลังเงินเฟ้อ ส.ค. เร่งขึ้นเป็น 3.3% จากราคาพลังงาน
อย่างไรก็ดี ECB อาจยังไม่ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยต่อเนื่อง เนื่องจากเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะยาวยังยึดเหนี่ยวใกล้เป้าหมาย, เงินเฟ้อสหรัฐฯ ส.ค. (11 ก.ย.) ในกรณีฐานของ InnovestX คาดว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะชะลอลงมากพอให้ Fed อ้างข้อมูลล่าสุดเพื่อคงดอกเบี้ยได้โดยไม่เสียความน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ตาม หาก CPI สูงกว่าคาดอย่างชัดเจน อาจบีบให้ Fed ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของนโยบาย
ส่วนตลาดหุ้นไทย InnovestX มองช่วงสั้น SET จะแกว่งตัวผันผวน หลังมีแรงกดดันจากราคาพลังงานและ Bond Yield ที่ทรงตัวในระดับสูง กระตุ้นให้ตลาดกังวลเฟดอาจพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ รวมถึงการขึ้น XD ของหุ้นขนาดใหญ่หลายแห่งในไทย อย่างไรก็ดี มีปัจจัยสำคัญติดตามซึ่งจะมีผลต่อบรรยากาศลงทุน อาทิ เงินเฟ้อสหรัฐฯ ซึ่งจะเป็นสัญญาณชี้นำทิศทางดอกเบี้ยก่อนประชุม FOMC (15-16 ก.ย.), การพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 2570 วาระ 2-3 (7-9 ก.ย.) ที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการลงทุน และการเปิดฟังความคิดเห็นร่าง PDP2026 (8 ก.ย.) ซึ่งจะส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงานสะอาด กลยุทธ์การลงทุนจึงแนะนำให้ “Selective Buy” ผ่าน 4 ธีมเทรดดิ้งที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ดังนี้
1.Policy and Domestic Play ซึ่งได้ประโยชน์จากการเร่งผลักดันนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ ได้แก่ กลุ่มพลังงานสะอาดและนิคม (GULF, GPSC, BGRIM, GUNKUL, WHAUP, AMATA, WHA) ที่จะได้อานิสงส์จากความคืบหน้าของร่างแผน PDP2026 และนโยบายหนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป, กลุ่มรับเหมาและวัสดุก่อสร้าง (STECON, CK, SCC, SCCC) ที่จะได้อานิสงส์จากการเร่งเบิกจ่ายก่อนปิดปีงบประมาณและความคาดหวังผ่านร่าง พ.ร.บ. งบฯ ปี 2570, กลุ่มค้าปลีกและท่องเที่ยว (CPALL, CRC, CPN, ERW, CENTEL, AOT) ที่จะได้อานิสงส์จากมาตรการไทยเที่ยวไทยพลัส
2.Global Macro & Bond Yield Play ซึ่งได้ประโยชน์จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาตึงเครียด ผลักดันให้ราคาพลังงานและค่าระวางเรือสูงขึ้น ส่งผลดีต่อกลุ่มพลังงาน (PTTEP, BCP, TOP) และเดินเรือ (PSL, TTA) อีกทั้งความกังวลด้านเงินเฟ้อที่หนุนให้ Bond Yield ทรงตัวในระดับสูง ยังส่งผลบวกต่อผลตอบแทนจากการลงทุนของกลุ่มธนาคาร (KTB, BBL, KBANK) และกลุ่มประกันชีวิต (BLA, TLI)
3.Laggard Play ซึ่งราคาหุ้นยังปรับขึ้นช้ากว่า SET สวนทางโมเมนตัมกำไรครึ่งหลังปี 2569 ที่คาดจะเติบโตได้ดีทั้งงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และครึ่งปีแรก ทำให้คาดจะเป็นเป้าหมายของเม็ดเงินลงทุนที่จะหมุนเข้ามาเก็งกำไร ได้แก่ AP, PR9, SAWAD, HMPRO, BDMS, TU, BCH, MTC, TIDLOR
4.High Dividend Play เพื่อสร้างกระแสเงินสดเข้าพอร์ตได้อย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นดักการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งคาดให้ Div. Interim Yield >2% ได้แก่ HMPRO, KKP, HTC, TOP, PTT
นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล
ผู้อำนวยการอาวุโส Equity Strategy Team
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX)
บริษัทหลักทรัพย์ภายใต้กลุ่มเอสซีบีเอกซ์