ภารกิจใหม่แบงก์ออมสิน ภารกิจอุ้ม SME-รายย่อย ช่วยลูกหนี้ 'ปลดหนี้ก่อนตาย' - มติชนสุดสัปดาห์

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
ธนาคารออมสิน ภายใต้การนำของ “ทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์” ผู้อำนวยการธนาคารออมสินคนใหม่ ที่เข้ารับตำแหน่งเมื่อต้นปี 2569 ที่ผ่านมา ได้ประกาศวิสัยทัศน์ มุ่งเป้าหมายการเป็น “ธนาคารเพื่อสังคม เพื่อทุกชีวิต หรือ Smart Social Bank for All Lives”
และตั้งเป้าหมายสนับสนุนประชาชนฐานรากมากกว่า 1 ล้านคน เพิ่มสัดส่วนสินเชื่อใหม่แก่ผู้ประกอบการกว่า 40% ของสินเชื่อรวมในปี 2568 พร้อมเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิต
ล่าสุด “ทรงพล” ให้สัมภาษณ์ “เครือมติชน” ว่า ปีนี้ออมสินครบรอบ 113 ปี โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงจัดตั้งออมสินขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการออม อย่างไรก็ดี การออมไม่จำเป็นต้องทำกับเด็กเท่านั้น แต่ต้องทำกับทุกคน ซึ่งแต่ละคนก็มีบริบทการออมที่ไม่เหมือนกัน
โดยออมสินมีหลายโปรดักต์เพื่อรองรับ ทั้งโปรดักต์ส่งเสริมการออม และโปรดักต์สินเชื่อ ซึ่งปีนี้ธนาคารปล่อยสินเชื่อไม่มีหลักประกันเพิ่มขึ้นมาก เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพ เพิ่มโอกาสให้คนตัวเล็กตัวน้อย
“ปีนี้เราทำสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันเพิ่มขึ้นเยอะ โดยการปล่อยกู้ เราไม่ได้แค่ดูจากสถิติเดิม แต่เราดูจาก Behavior (พฤติกรรม) เพิ่มเติมมากขึ้น เริ่มจากให้เงินไม่เยอะ แล้วพอเขามีประวัติดี มีข้อมูลเพิ่มเติมขึ้น ก็ค่อยให้สินเชื่อเพิ่ม ดังนั้น คนตัวเล็ก ที่มีโอกาสน้อยกว่าคนอื่น ก็เข้าถึงเงินทุนได้มากขึ้น อย่างสินเชื่อสร้างอาชีพ ที่เพิ่งออกไป ก็มีคนขอเยอะ ล่าสุด เกือบ 100,000 รายแล้วในเวลาประมาณ 2 สัปดาห์”
ขณะเดียวกัน ธนาคารยังปล่อยสินเชื่อซัพพลายเชนมากขึ้นด้วย เนื่องจากปีนี้น้ำมันแพง จากภาวะสงคราม ทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนขอสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ไม่ได้ ออมสินจึงเข้าไปซัพพอร์ตให้เพิ่มเติม ในลักษณะสินเชื่อหมุนเวียน (Revolving loan) เพื่อเป็นสภาพคล่องในการทำธุรกิจ
“เราไม่ได้ตั้งใจที่จะแข่งขันกับธนาคารพาณิชย์ แต่เราจะอยู่ในตอนที่เขาไม่อยู่ อย่าง 5 ปีที่ผ่านมา คนบอกว่าแบงก์พาณิชย์ไม่ค่อยปล่อยสินเชื่อ แต่ของเรา สินเชื่อแต่ละปีก็ยังโตอยู่ คือ เราเข้าไปรองรับ ไม่ได้เข้าไปแข่งกับเขา”
ในรอบปีที่ผ่านมา ออมสินมีบทบาทกับสังคม ทั้งด้านสินเชื่อและเงินฝาก เพิ่มขึ้นจากเดิมมาก โดยการระดมเงินฝาก เพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อที่ช่วงนี้มีความต้องการค่อนข้างมาก ทั้งการปล่อยสินเชื่อตามนโยบายรัฐบาล สินเชื่อซอฟต์โลน วงเงิน 100,000 ล้านบาท ที่เริ่มโครงการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว ขณะนี้ก็มีการเบิกจ่ายไป 50,000 ล้านบาทแล้ว และสินเชื่อเอสเอ็มอีที่ต้องปล่อยอีก 120,000 ล้านบาท ในปีนี้
“การออกเงินฝาก กับสลากออมสินในช่วงนี้ เพื่อรองรับความต้องการสินเชื่อที่มีเยอะ อย่างสลากออมสินพิเศษ 5 ปี ที่เพิ่งออกไป ถือว่าได้รับการตอบรับดีมาก ลูกค้าซื้อสลากเกือบ 12,000 ล้านบาทแล้ว ซึ่งธนาคารจะคำนวณดอกเบี้ยให้เป็นรายเดือน คนที่จองซื้อพันธบัตรออมพลัสไม่ได้ มาซื้อสลากออมสินตัวนี้ คิดว่าก็ไม่ได้ขี้เหร่ อัตราดอกเบี้ยของเราไม่ต้องเสียภาษี ขณะที่ถ้าไปฝากแบงก์ทั่วไปจะเสีย 15% เทียบออกมาแล้ว ดอกเบี้ยของเราอยู่ที่กว่า 1.3%”
ปัจจุบันฐานลูกค้าของออมสิน เฉพาะลูกค้ากลุ่มฐานราก มีมากกว่า 2 ล้านราย ขณะที่ลูกค้าที่ใช้แอพพลิเคชั่น MyMo มีประมาณ 18 ล้านราย ส่วนลูกค้าเงินฝากและสลากออมสินรวมกันประมาณ 20 ล้านราย
ขณะที่เมื่อพูดถึงปัญหาหนี้ ปัจจุบันธนาคารออมสินจะใช้คอนเซ็ปต์ “การบริหารหนี้” เป็นหลัก ไม่ใช่ “การแก้หนี้” ซึ่งจะแตกต่างกัน
โดยถ้าแก้หนี้จะดูเฉพาะคนที่เป็นหนี้เสีย แต่การบริหารหนี้คือ ต้องดูลูกค้าทุกคน อย่างหนี้ครูกว่า 200,000 ราย ที่เป็นสมาชิก ช.พ.ค. ก็มีทั้งครูที่เป็นหนี้ปกติ หนี้ที่เริ่มมีปัญหา และหนี้ที่มีปัญหา โดยออมสินจะลดดอกเบี้ยให้ทุกคน จาก 6.025% เหลือ 4% ต่อปี ซึ่งจะเปิดให้ลงทะเบียนและเริ่มภายในเดือนสิงหาคมนี้
“เราต้องการให้เขานำเงินส่วนต่างประมาณ 2% มาทยอยใช้คืนเงินต้น เรายอมกำไรบางมากๆ แต่การทำแบบนี้จะทำให้ในภาพรวมคนจะปลดหนี้ได้ คิดว่าสิ่งที่สำคัญในสังคมเรา ไม่ใช่หนี้ครัวเรือนอย่างเดียว แต่คำถามคือ จะเป็นหนี้ไปจนตายไหม หรือจะหมดหนี้ก่อนตาย ซึ่งในวันนี้คิดว่าสิ่งที่สำคัญคือ ทำให้คนหมดหนี้”
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ คือ วินัยทางการเงิน และจริยธรรมการใช้ชีวิต อย่างกรณีธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่มีกระแสเรื่องคนจ้องจะบิดหนี้ ก็ต้องไปเตือนสติกัน เพราะเงินที่ธนาคารนำมาปล่อย ก็มาจากเงินฝากที่รับฝากจากประชาชน
“การจ่ายคืนหนี้ก็ทำให้ธนาคารมีเงินไปคืนผู้ฝาก แต่หากคนไปคิดกันว่าได้เงินมาแล้วไม่คืน สังคมก็จะเพี้ยน จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งธนาคารก็จะไม่กล้าปล่อยกู้ให้”
“ทรงพล” กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันออมสินมีสาขากว่า 1,000 แห่ง ซึ่งคงลดไม่ได้ เนื่องจากต้องให้บริการลูกค้า ยิ่งปัจจุบันมีภัยทางการเงินเข้ามามาก ก็ยิ่งต้องมีสาขาไว้ เพราะหากเป็นสาขาที่ไม่มีตัวตน ลูกค้าจะไม่มีทางทราบได้เลยว่า เป็นแบงก์ตัวจริงหรือตัวปลอมที่โทร.หา
“ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน” กล่าวด้วยว่า ภาพเศรษฐกิจขณะนี้ ต้องบอกว่าการบริโภคโดยรวมน้อยลง ขณะที่ต้นทุนธุรกิจเพิ่ม แต่ผู้ประกอบการไม่กล้าขึ้นราคาสินค้ามาก เพราะกลัวว่าคนจะไม่ซื้อ โดยประเทศไทยจะต้องช่วยกันสร้างมุมคิดเชิงบวกให้เกิดขึ้น เพื่อให้ประเทศสามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้
ซึ่งจากภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญกันอยู่ในปัจจุบัน มองว่าหากไม่มีภาวะสงคราม หรือไม่เกิดโควิดก่อนหน้านี้ ประเทศไทยจะแย่หนักกว่านี้มาก เพราะไม่สามารถแข่งขันอะไรได้เลยในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สินค้าหลายๆ อย่างต้องซื้อจากจีน ทำให้โรงงานเอสเอ็มอีเล็กๆ อยู่ไม่ได้ แต่พอมีสงคราม ทำให้ไทยมีโอกาสมากขึ้น
“พอเกิดเหตุการณ์อย่างสงครามขึ้น พวกซัพพลายเชนที่อยู่ทั่วโลก เริ่มมองมาที่ประเทศไทยมากขึ้น ทำให้ของคนไทยมีโอกาสได้ขายมากขึ้น ฉะนั้น ผมมองว่าเวลานี้คือโอกาส แต่ไม่ใช่ว่าไม่ปรับอะไรเลย ถ้าเรายังทำเหมือนเดิม 100% จะไม่มีอะไรดีขึ้นเลย คำถามที่สำคัญคือ เอสเอ็มอีบ้านเราต้องมีหัวใจนักสู้ ยังไงก็มีโอกาสจะชนะ เพราะบ้านเราไม่ได้มีสงคราม บ้านเรามีทรัพยากรเยอะ มีถนนหนทาง มีไฟ มีน้ำ มีทุกอย่าง ถ้าหาโอกาส ในขณะที่คนอื่นเขามีปัญหาอยู่เยอะ เราก็อาจจะผลิตของที่เขาต้องใช้ หรือใช้ในประเทศ”
“ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน” ย้ำว่า “นี่คือโอกาสใหญ่ครั้งสุดท้ายของประเทศไทย” ที่จะต้องร่วมกันผลักดัน ซึ่งธนาคารออมสินพร้อมจะปล่อยสินเชื่อดูแลเอสเอ็มอี หากผู้กู้มีวินัย และมีจิตวิญญาณนักสู้ พร้อมจะปรับตัว