เบื้องหลัง ‘เสี่ยเบ้ง’ ฮุบ SPCG

วี้ดวิ้วววว.. ยามเมื่อลมพัดเอื่อย ๆ เข้าสู่ตลาดหุ้นไทย หัวใจของ “โมนิก้า” มันก็เริ่มพองโต และชุ่มฉ่ำเสียเหลือเกิน! จนอยากเข้าไปเผือกเรื่องชาวบ้านให้มันรู้แล้วรู้รอดกันไปเลย โดยเฉพาะในจังหวะที่เห็นรายการบิ๊กล็อตก้อนมหึมามูลค่าพุ่งสูงถึง 4,91 พันล้านบาท ของหุ้นพลังงานแสงอาทิตย์รุ่นบุกเบิกอย่าง SPCG โยนข้ามฟากกันที่ราคาเฉลี่ย 9.11 บาท เมื่อวันที่ 20 สิงหาคมที่ผ่านมาเจ้าค่ะ
งานนี้ “โมนิก้า” ในฐานะสายสืบตลาดหุ้นไม่รอช้า ต้องรีบลงพื้นที่ส่องร่องรอยเงินสด เพื่อกะเทาะเปลือกดูเบื้องหลังดีลนี้ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับอาณาจักรที่เคยได้ชื่อว่าเป็นขุมทองโซลาร์ฟาร์มแห่งแรก ๆ ของเมืองไทย? โดยเฉพาะตัวเลข 57.46% ที่ถอดรหัสออกมาได้ว่า “ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ” หญิงแกร่งผู้สร้างอาณาจักรมากับมือ ตัดสินใจเทขายหุ้นยกแผงร่วมกับพันธมิตรเดิมอย่าง Kyocera Corporation มันมีอะไรมากไปกว่านั้นนะจ๊ะ
ประเด็นนี้แหละที่ทำให้คนตั้งคำถามว่า คนระดับ “ดร.วันดี” ที่ฟูมฟัก SPCG จนกลายเป็นเครื่องพิมพ์เงินจาก พลังงานแสงอาทิตย์ ทำไมถึงยอมปิดฉากและถอดหมวกส่งคืนกุญแจทันที? คำตอบของหลายคนคงมองไปที่เรื่อง “หมดยุค ADDER” และโจทย์ใหญ่เรื่องการลงทุนใหม่ ๆ ที่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมหาศาล ซึ่งเป็นช็อตที่ผู้คนในตลาดหุ้นเชื่อไปทางนี้กันทั้งนั้นพะยะค่ะ
ถึงกระนั้นสิ่งที่ “โมนิก้า” ได้ยินมากับหูก็คือ ดร.วันดี รันงานเองทั้งหมดเป็นเวลานานแล้ว จึงถึงเวลาที่ต้องเกษียณตัวเองไปใช้ชีวิตแบบคูล ๆ โดยระหว่างทางได้ดึงลูกหม้ออย่างคุณพี่ “ออมสิน” ให้เข้ามาช่วยเคลียร์หลังบ้านให้เสร็จสรรพเป็นเวลาร่วมปี (งานเฉพาะกิจ) พร้อมกันนั้นก็มีการเปิดโต๊ะเจรจากับให้คนที่สนใจทำธุรกิจโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์เข้ามาพูดคุย ซึ่งก็มีหลายเจ้าที่แสดงความสนใจอยากเทกโอเวอร์นะคะ
ว่ากันหนึ่งในตัวเชื่อมสำคัญที่ทำให้ดีลดันก็คือ “หมอระเฑียร” หัวเรือใหญ่ของ XPG ซึ่งเคยเรียนร่วมรุ่นในหลักสูตรพิเศษสำหรับผู้บริหาร และกลายเป็นเพื่อนสนิทกันมาเป็นสิบปี โดยพี่หมอเข้ามารับหน้าเสื่อในการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินให้กับฝั่งของผู้ขาย พร้อมกับมีการพูดคุยรายละเลียดคร่าว ๆ ในทำนองคนซื้อห้ามเอาโครงการไปย่อยขาย เพราะไม่อยากลอยแพลูกน้องที่ลุยธุรกิจกันมานะตัวเอง
ด้วยเหตุผลหลายอย่างดีลเลยไปจบที่ “เสี่ยเบ้ง” หรือ “ทศพงศ์ จารุทวี” หลังพูดอย่างชัดเจนว่า ต้องการได้โซลาร์ฟาร์มไปช่วยซัพพอร์ตธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ที่กำลังวางแผนจะทำ โดยเป็นการแท็กทีมกับ “กลุ่มวรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์” (บิ๊กบอสแห่ง MK และแม่ทัพแห่ง Finansa) ส่งผลให้โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่เป็น JRT Green Energy ถือหุ้น 25.18%, Premia Global Limited ถือหุ้น 21.40%, วรสิทธิ์ โภคาชัยพัฒน์ ถือหุ้น 7.07%, พรีเมีย โกลบอล ไทย ถือหุ้น 3.82% ไงล่ะคะ
ที่น่าสนใจคือ แม้ในโครงสร้างใหม่จะไม่มีชื่อเสี่ยเบ้ง ปรากฏให้เห็นในโครงสร้างใหม่ แต่การส่ง “เกรียงไกร จารุทวี” ซึ่งมีฐานะเป็นพี่ชาย และเป็นผู้ร่วมทำคำเสนอซื้อหุ้นในนาม JRT ก็ทำให้ผู้คนในแวดวงตลาดหุ้นรู้ได้ทันทีว่า ผู้อยู่เบื้องหลังดีลดังกล่าวเป็นใคร? และถ้ามองถึงความพร้อมของเงินทุน และสายสัมพันธ์ที่เป็นมิตรต่อกัน ก็ทำให้ก้าวย่างถัดไปของหุ้น SPCG น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งค่ะ
เนื่องจากผู้ถือหุ้นใหม่ที่เข้ามา ไม่ได้ต้องการมาฮุบแล้วปิดบริษัท แต่เข้ามาเพื่อ “แต่งตัวใหม่” พร้อมกับขยายอาณาจักรพลังงานสะอาดในโมเดลใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่แค่รอเก็บเงินจากแผงโซลาร์เดิม ๆ อีกต่อไป ส่วนผู้บริหารกลุ่มเดิมที่เสร็จสิ้นภารกิจลับ ก็ดำเนินการแยกย้ายกลับบ้านกันแบบสบายใจเฉิบ..งานนี้ “โมนิก้า” บอกได้เลยว่า หนังเรื่องนี้เพิ่งเริ่มต้นเล่นแค่ Ep.1 นะจะบอกให้
โมนิก้าและทีมงาน
Back to top button