กลุ่มทุนอเมริกันลุยฮุบ สโมสรพรีเมียร์ลีกเพราะความคุ้ม และโอกาสทองทำเงินจาก Sportainment - Marketeer Online


ยังคงเป็นความเคลื่อนไหวซึ่งทั้งผู้สนใจในแวดวงกีฬา และการเงิน-การลงทุน ต่อเนื่องไปถึงคนทั่วไปให้จับตามองสำหรับข่าวการขายหุ้น ลิเวอร์พูล สโมสรใหญ่ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ ให้กับกลุ่มทุนต่างชาติ 

ดีลดังกล่าวเป็นดีลระหว่าง เอฟเอสจี กลุ่มทุนอเมริกัน กับกลุ่มทุนที่นำโดย อมิต บาเทีย นักการเงินระดับมหาเศรษฐีชาวอินเดียที่มาอยู่ในอังกฤษจนได้สัญชาติ 

แต่บุคคลสำคัญในดีลนี้ที่กำลังถูกจับตามองอย่างมากคือ เจฟฟ์ เบโซส มหาเศรษฐีชาวอเมริกันผู้ก่อตั้งแพลตฟอร์มอี-คอมเมิร์ซยักษ์ใหญ่อย่าง อเมซอน ที่เข้ามาร่วมลงทุนด้วย 

โดยหากดีลนี้ลุล่วง จะยิ่งย้ำความสนใจของกลุ่มทุนและมหาเศรษฐีอเมริกันต่อสโมสรในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ โดยในซีซันนี้ (2026-27) 11 จาก 20 สโมสร มีกลุ่มอเมริกันเป็นเจ้าของหรือถือหุ้นอยู่ 

และหากตีกรอบเฉพาะกลุ่มสโมสรใหญ่ ลิเวอร์พูล และ อาร์เซนอล ต่างก็มีกลุ่มทุนอเมริกันเป็นเจ้าของ ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็คือกลุ่มทุนตระกูลเกลเซอร์ ที่เป็นอเมริกันเช่นกัน 

มีหลายสาเหตุที่ทำให้กลุ่มทุนอเมริกันหันมาสนใจในพรีเมียร์ลีก จนนำมาสู่การลงทุนในหลายสโมสร 

เหตุผลแรกคือ ผลตอบแทนที่สูงลิ่ว โดยสโมสรที่ยืนยันเรื่องนี้คือ แมนเซสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งตระกูล เกลเซอร์ ซื้อสโมสรมาในราคาประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 33,000 ล้านบาท) เมื่อปี 2005 

ทว่าข้ามมาในปี 2024 ที่กลุ่ม อิเนออส ของอังกฤษเข้ามาร่วมลงทุน มูลค่ารวมของสโมสรพุ่งสูงเกิน 5,400 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 178,000 ล้านบาท) ไปแล้ว คิดเป็นอัตราการเติบโตมากถึง 400% ในเวลา 20 ปี 

ซึ่งฝ่ายที่ได้ประโยชน์จากมูลค่าที่เพิ่มขึ้นนี้มานานแล้วคือ กลุ่มทุนอเมริกันอย่างกลุ่มทุนของตระกูล เกลเซอร์นั่นเอง 

เหตุผลต่อมาคือ ต้นทุนของลีกกีฬาอังกฤษถูกกว่าในสหรัฐฯ โดยนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 เศรษฐกิจของสหรัฐฯ ก็ฟื้นตัวและเติบโตเร็วกว่าฝั่งยุโรปและอังกฤษ

ดังนั้นมหาเศรษฐีอเมริกันจีงมีสภาพคล่องสูงเกินพอที่จะมาซื้อสโมสรฟุตบอลในยุโรป ซึ่งเป้าหมายลำดับต้นๆ คือสโมสรฟุตบอลในลีกอังกฤษ

ที่สำคัญ มูลค่าการเข้าซื้อสโมสรในลีกอังกฤษยังถูกกว่ากีฬาใหญ่ในสหรัฐฯ มาก เช่น ทีมบาสเกตบอล บอสตัน เซลติกส์ (เอ็นบีเอ) ที่ถูกขายไปในราคาสูงถึง 6,100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 200,000 ล้านบาท) 

ในขณะที่ ท็อดด์ โบห์ลี และกลุ่ม เคลียร์เลก เข้าซื้อสโมสร เชลซี ในเดือนพฤษภาคม 2022 ด้วยราคา 3,300 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 100,000 ล้านบาท) เท่านั้น 

อีกเหตุผลคือเรื่องประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์ โดยกรณีของสโมสร อาร์เซนอล ที่ขายสนาม เอมิเรตส์ สเตเดียม ให้กับกลุ่ม เคเอสอี ของตระกูล โครเอนเก ในราคา 120 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 4,000 ล้านบาท) เมื่อปี 2022 

นี่ทำให้กลุ่มทุนเคเอสอี ได้เข้าครอบครองที่ดินทำเลทองในเมืองระดับโลกอย่างลอนดอน 

ส่วนกรณีของสโมสร แมนเซสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่มีแผนสร้างสนามแห่งใหม่ และตั้งเป้าพัฒนาที่ดินบริเวณสนาม โอลด์ แทรฟฟอร์ด เดิม ให้กลายเป็นโครงการที่อยู่อาศัยถึง 17,000 ยูนิต

ซึ่งเมื่อคำนวณจากราคาบ้านเฉลี่ยในแมนเซสเตอร์ที่สูงถึง 326,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 10 ล้านล้านบาท) ในช่วงเดือนมิถุนายน 2025 ที่ดินของสนามฟุตบอลจึงกลายเป็นขุมทองที่มีมูลค่ามหาศาลทันที 

แม้โครงการดังกล่าวผู้ที่เสนอคือ เซอร์ จิม เรคลิเฟ่ ประธานกลุ่มทุนอิเนออส แต่ในเมื่อกลุ่มทุนของตระกูล เกลเซอร์ ยังมีหุ้นอยู่ จึงย่อมได้ดอกผลทางธุรกิจต่างๆ จากโครงการนี้ไปด้วย 

เหตุผลสุดท้ายคือ สามารถต่อยอดทำเงินได้มหาศาลจากธุรกิจกีฬาพ่วงความบันเทิง (Sportainment) เพราะเหล่ากลุ่มทุน นักลงทุน และมหาเศรษฐีต่างรู้ดีว่าสปอร์ตเทนเมนต์เป็นธุรกิจที่ทนต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ดีมาก 

ขณะที่หากครองใจแฟนบอลได้แล้ว พวกเขาก็กลายเป็นลูกค้าที่ไม่มีวันเปลี่ยนใจ จากความจงรักภักดีต่อสโมสร ไม่ว่าจะอย่างไรพวกเขาก็พร้อมจ่ายเงินเพื่อดูทีมรักลงแข่งเสมอ ซึ่งนั่นคือโอกาสทางธุรกิจ 

นอกจากนี้ ในยุคที่คอนเทนต์ความบันเทิงกระจัดกระจายการถ่ายทอดสดกีฬา ยังเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่งที่ยังสามารถดึงดูดผู้ชมทุกเพศทุกวัยให้มาดูพร้อมกันได้ และมูลค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดก็มีแต่จะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ 

ทั้งนี้การลงทุนของกลุ่มทุนอเมริกันในลีกอังกฤษ ที่อาจทำให้ความสนใจในลีกประเทศนี้เพิ่มขึ้นมากสุดในรอบหลายปีคือ เร็กซ์แฮม ที่นำโดยคู่เพื่อนนักแสดงชาวอเมริกันและแคนาดาอย่าง ร็อบ แม็กเอลเฮนนีย์ และ ไรอัน เรย์โนลด์ส 

ที่พลิกสโมสรเก่าแก่ถูกลืมให้เลื่อนชั้นต่อเนื่อง ไม่ต่างจากการสร้างปาฏิหาริย์ จนเข้าใกล้การขึ้นพรีเมียร์ลีกเข้าไปทุกที ซึ่งทั้งคู่ก็ต่อยอดทำเงินผ่านการทำเป็นสารคดีซีรีส์ในชื่อ “ดิส อิส เร็กซ์แฮม” ได้อีก 

สำหรับ เจฟฟ์ เบโซส เคยเฉียดๆ เข้ามาในวงการกีฬา หลังสนใจเข้าซื้อทีมลีกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอลของสหรัฐฯ อย่าง วอชิงตัน คอมมานเดอร์ และ ซีแอตเทิล ซีฮอว์ก แต่ที่สุดดีลก็ล่มไป 

ดังนั้นหากปิดดีลซื้อหุ้น สโมสรฟุตบอล ลิเวอร์พูล ได้จะถือเป็นการลงทุนในวงการกีฬาครั้งแรกของมหาาเศรษฐีผู้นี้ / espn, bbc