สรุปการทดสอบยาน Starship เที่ยวบินที่ 13 ทดลองปล่อย Starlink รุ่น 3 เป็นครั้งแรก
SpaceX ประสบความสำเร็จในการทดสอบบิน Starship ครั้งที่ 13 หลังจรวดทะยานขึ้นจากฐานปล่อย Starbase ในรัฐเท็กซัส เมื่อเวลาประมาณ 05:51 ของเช้าวันที่ 25 กรกฎาคม 2026 ตามเวลาประเทศไทย ภารกิจครั้งนี้เป็นการทดสอบ Starship ครั้งแรกหลัง SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และถูกจับตามองทั้งในด้านความก้าวหน้าทางวิศวกรรมและความสามารถของบริษัทในการพัฒนา Starship ไปสู่การใช้งานจริง
โดยเที่ยวบิน 13 ครั้งนี้ถูกเลื่อนกำหนดการออกไปหลายครั้งก่อนการปล่อยจริง ทั้งจากปัญหาทางเทคนิคและสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสมต่อการเก็บข้อมูล สัปดาห์ก่อนหน้า เครื่องยนต์ Raptor ของ Super Heavy จำนวน 4 เครื่องจากทั้งหมด 33 เครื่องสั่งยุติการทำงานระหว่างการจุดเครื่องยนต์ เนื่องจากพบปัญหาเกี่ยวกับ Turbopump ทำให้ SpaceX ต้องยกเลิกการปล่อยและนำข้อมูลกลับไปตรวจสอบก่อนกำหนดความพยายามครั้งใหม่

หลังจากนั้น SpaceX ยังเลื่อนการปล่อยอีกครั้งเนื่องจากสภาพอากาศและทัศนวิสัยบริเวณฐานปล่อยไม่เหมาะสม ภารกิจต้องอาศัยภาพจากกล้องภาคพื้นดินเพื่อบันทึกสภาพของ Heat Shield ขณะที่ Starship บินผ่านช่วงที่มี Dynamic Pressure สูงกว่าการทดสอบก่อนหน้า หากเมฆหรือสภาพอากาศบดบังตัวยาน ทีมงานจะไม่สามารถเก็บข้อมูลส่วนสำคัญของการทดสอบได้ครบถ้วน
หลังออกจากฐานปล่อย จรวด Super Heavy สามารถบินขึ้นและแยกตัวได้ตามแผน ได้มีการจุดเครื่องยนต์ Raptor อีกครั้งเพื่อทำ Boostback Burn และทำ Landing Burn ลงสู่พื้นที่เป้าหมายกลางทะเลบริเวณอ่าวเม็กซิโก ในขณะที่ยาน Starship เดินทางต่อเข้าสู่วงโคจรแบบ Suborbital หลังจากนั้นปล่อยดาวเทียมทดสอบ Starlink V3 จำนวน 20 ดวง จุดเครื่องยนต์ Raptor อีกครั้งในอวกาศ และกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ก่อนตกลงสู่มหาสมุทรอินเดีย ซึ่งวิศวกรได้รายงานว่าดาวเทียมทั้ง 20 ดวงนั้นสามารถเชื่อมต่อกับภาคพื้นได้ และสามารถทำ Laser Communication ระหว่างกันได้ นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่ SpaceX ได้นำเอา Starlink V3 ขึ้นสู่อวกาศจริง ๆ แม้จะเป็นการทดสอบเพียงแค่ 20 ดวงก็ตาม
แม้ภารกิจนี้ยังไม่มีความพยายามนำ Super Heavy หรือ Starship กลับมารับด้วยแขนกลบริเวณฐานปล่อย แต่เป้าหมายหลักยังคงเป็นการเก็บข้อมูลและพิสูจน์ว่าระบบต่าง ๆ ตั้งแต่การแยกขั้น การจุดเครื่องยนต์ซ้ำ การปล่อย Payload ไปจนถึงการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ สามารถทำงานต่อเนื่องกันได้ตามแผนนั่นเอง โดย Starship ได้ลงจอดในทะเลเวลาประมาณ 7 โมงเช้าตามเวลาประเทศไทย เป็นอันสิ้นสุดการทดสอบเที่ยวบินที่ 13 อย่างสวยงาม ความพิเศษคือในรอบนี้ Starship ไม่ได้ระเบิด ทำให้วิศวกรสามารถตรวจสอบตัวยานและแผ่นกันความร้อนได้อย่างละเอียด
- แก้ปัญหาจากเที่ยวบินที่ 12 ได้สำเร็จ ในเรื่องการจุดเครื่องยนต์
- ทดสอบปล่อย Starlink V3 เป็นครั้งแรก ประสบความสำเร็จ
- เที่ยวบินแรกหลัง SpaceX เข้า IPO ไปได้ค่อนข้างสวย
- สิ่งที่น่าจับตามองในเที่ยวบินถัดไป
แก้ปัญหาจากเที่ยวบินที่ 12 ได้สำเร็จ ในเรื่องการจุดเครื่องยนต์
หากย้อนกลับไป สรุปทดสอบ Starship รุ่น 3 เที่ยวบินแรก สวยงามตามแผน แม้จะมีบางจุดยังต้องแก้ เมื่อเทียบกับการทดสอบครั้งที่ 12 ความสำคัญของเที่ยวบินที่ 13 อยู่ที่การกลับมาแก้ปัญหาหลายจุดที่เกิดขึ้นระหว่างเที่ยวบินก่อนหน้า โดยใน เที่ยวบินที่ 12 นั้นการพลิกตัวของ Super Heavy หลังการแยกตัวคลาดเคลื่อนไปจากทิศทางที่กำหนดประมาณ 90 องศา สาเหตุมาจากความแตกต่างของจังหวะการจุดเครื่องยนต์บน Starship หลังจากนั้น เครื่องยนต์ Raptor จำนวน 5 เครื่องจากทั้งหมด 33 เครื่องของ Super Heavy ประสบปัญหาระหว่างพยายามจุดซ้ำ ทำให้ Boostback Burn สิ้นสุดเร็วกว่าที่วางแผนไว้
SpaceX จึงปรับปรุงทั้งลำดับการจุดเครื่องยนต์ Hardware ของระบบขับดัน ระบบแจ้งเตือน และเงื่อนไขการยุติการทำงานของเครื่องยนต์ เพื่อให้ Super Heavy รับมือกับความแตกต่างของเวลาในการจุดเครื่องยนต์แต่ละเครื่องได้ดีขึ้น ผลจากเที่ยวบินที่ 13 นี้แสดงให้เห็นว่า Super Heavy สามารถแยกตัว พลิกตัว ทำ Boostback Burn และ Landing Burn ได้ครบตามลำดับ โดยไม่พบปัญหาในลักษณะเดียวกับเที่ยวบินก่อนหน้า ขณะเดียวกัน การที่เครื่องยนต์ทั้ง 33 เครื่องสามารถจุดขึ้นและทำงานได้ตามแผนในการปล่อยจริง ยังมีความสำคัญเป็นพิเศษ หลังความพยายามทดสอบจุดเครื่องยนต์ในเที่ยวบินก่อนหน้าต้องถูกยกเลิกจากปัญหา Oxygen Turbopump ของเครื่องยนต์ 4 เครื่อง ในรอบนี้ เราได้เห็นการทดสอบเป็นไปตามที่ออกแบบไว้
ทดสอบปล่อย Starlink V3 เป็นครั้งแรก ประสบความสำเร็จ
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้การทดสอบรอบนี้น่าจับตามอง ก็คือการที่มันเป็นเที่ยวบินแรกที่ Starship บรรทุกดาวเทียมทดสอบ Starlink V3 จำนวน 20 ดวงขึ้นสู่อวกาศ ถือเป็นการขยายขอบเขตจากการทดสอบตัวยาน ไปสู่การทดสอบ Starship ในฐานะระบบขนส่ง Payload หลังถูกปล่อยออกจาก Starship ดาวเทียมได้รับการออกแบบให้ทดลองกางแผง Solar Array และเสาอากาศ รวมถึงพยายามเชื่อมต่อกับดาวเทียมดวงอื่นในเครือข่าย Starlink ผ่านระบบสื่อสารด้วย Laser
อย่างไรก็ตาม ดาวเทียมชุดนี้ไม่ได้ถูกส่งเข้าสู่วงโคจรถาวร แต่เดินทางอยู่บนวิถี Suborbital ใกล้เคียงกับ Starship ก่อนกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและถูกเผาไหม้ประมาณ 20 นาทีหลังการปล่อย แม้ดาวเทียมจะไม่ได้อยู่ในอวกาศเป็นระยะเวลานาน แต่การทดสอบครั้งนี้ครอบคลุมขั้นตอนสำคัญของภารกิจปล่อยดาวเทียมจริง ตั้งแต่กลไกปล่อย Payload การกางอุปกรณ์ ไปจนถึงการติดต่อสื่อสารหลังแยกออกจากยาน
ดาวเทียมจำนวน 6 ดวงยังได้รับการติดตั้งกล้องสำหรับถ่ายภาพ Heat Shield ของ Starship ระหว่างการบิน ข้อมูลดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ประเมินสภาพของแผ่นกันความร้อน และพัฒนาวิธีตรวจสอบความพร้อมของยาน ก่อนการนำ Starship กลับมาลงจอดบริเวณฐานปล่อยในอนาคต SpaceX ทาสีแผ่นกันความร้อนบางชิ้นเป็นสีขาว เพื่อจำลองตำแหน่งที่แผ่นกระเบื้องสูญหายและใช้เป็นเป้าหมายสำหรับกล้องบนดาวเทียม นอกจากนี้ บริษัทยังติดตั้งแผ่นกระเบื้องและกลไกยึดหลายรูปแบบในตำแหน่งต่าง ๆ ของตัวยาน รวมถึงแผ่นกระเบื้องที่มีเซนเซอร์วัดแรง
นอกจากนี้ในช่วงการปล่อยยังได้ให้ Starship บินในรูปแบบที่ต้องเจอกับ Dynamic Pressure ที่สูงกว่าการทดสอบก่อนหน้า เพื่อเก็บข้อมูลว่า Heat Shield และจุดยึดของแผ่นกระเบื้องสามารถรับแรงระหว่างการไต่ระดับได้มากเพียงใด หากระบบสามารถรองรับ Dynamic Pressure ที่สูงขึ้นได้อย่างสม่ำเสมอ SpaceX จะสามารถปรับวิถีการบินเพื่อเพิ่มความสามารถในการขนส่ง Payload สู่วงโคจรได้ในอนาคต
Starlink V3 เป็นดาวเทียมรุ่นใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความจุของเครือข่ายอย่างก้าวกระโดด โดยดาวเทียมแต่ละดวงรองรับ Downlink ได้ราว 1 Tbps และ Uplink 160 Gbps เพิ่มขึ้นจาก Starlink V2 ประมาณ 10 และ 22 เท่าตามลำดับ พร้อมสร้างลำสัญญาณได้มากถึง 2,048 ลำในแต่ละทิศทาง ทำให้สามารถให้บริการผู้ใช้จำนวนมากขึ้นและจัดสรรความจุไปยังพื้นที่ที่มีความต้องการสูงได้ละเอียดกว่าเดิม นอกจากนี้ ดาวเทียมแต่ละดวงยังติดตั้ง Space Laser ความเร็ว 400 Gbps จำนวน 6 ชุด และระบบสื่อสารกับสถานีภาคพื้นดินที่รองรับได้ถึง 1.2 Tbps ขณะที่แผง Solar Array สามารถผลิตพลังงานได้ประมาณสองเท่าของรุ่นก่อน
เราอาจมองได้ว่า Starlink V3 เป็นการเพิ่มความหนาแน่นของโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตในอวกาศ โดยใช้จำนวนดาวเทียมต่อความจุที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม ตัวดาวเทียมมีขนาดใหญ่จนต้องพึ่ง Starship ในการนำขึ้นสู่วงโคจร ทำให้ความสำเร็จของ Starlink V3 เชื่อมโยงกับความพร้อมของ Starship โดยตรง
เที่ยวบินแรกหลัง SpaceX เข้า IPO ไปได้ค่อนข้างสวย
เที่ยวบิน 13 เป็นการทดสอบ Starship ครั้งแรกหลัง SpaceX เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้เที่ยวบินนี้มีความหมายมากกว่าการทดสอบทางวิศวกรรมตามปกติ Starship เป็นส่วนสำคัญของแผนการเติบโตระยะยาวของ SpaceX ทั้งในด้านการปล่อยดาวเทียม Starlink V3 การขนส่ง Payload ขนาดใหญ่ ภารกิจดวงจันทร์ของ NASA และการพัฒนาระบบขนส่งอวกาศที่มีต้นทุนต่ำลงจากการนำจรวดกลับมาใช้ใหม่ทั้งระบบ ด้วยเหตุนี้ นักลงทุนจึงไม่ได้ติดตามเพียงว่า Starship สามารถบินได้หรือไม่ แต่กำลังประเมินว่า SpaceX จะสามารถพัฒนายานให้มีความน่าเชื่อถือ บินได้บ่อย และเริ่มรองรับภารกิจที่สร้างรายได้จริงได้เมื่อใด
นอกจากนี้เรายังอาจมองได้ว่า สำหรับนักลงทุน การเลื่อนแต่ละครั้งหมายถึงเวลาพัฒนาและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงระยะเวลาที่ต้องรอก่อน Starship จะเริ่มสร้างรายได้จากการใช้งานจริง ก่อนการเข้า IPO SpaceX สามารถพัฒนา Starship ภายใต้สถานะบริษัทเอกชน ซึ่งเปิดพื้นที่ให้กับการทดลองและความล้มเหลวได้มากกว่า แต่หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ ความล่าช้าและผลการทดสอบแต่ละครั้งย่อมถูกนำไปประเมินร่วมกับแนวโน้มรายได้ ต้นทุน และมูลค่าในอนาคตของบริษัท
สิ่งที่น่าจับตามองในเที่ยวบินถัดไป
สำหรับ เที่ยวบินทดสอบที่ 14 สิ่งแรกที่ต้องจับตามองคือ SpaceX จะขยับ Starship จากการบินแบบ Suborbital ไปสู่การเข้าสู่วงโคจรเต็มรูปแบบหรือไม่ หลังเที่ยวบินที่ 13 สามารถปล่อย Payload จุดเครื่องยนต์ในอวกาศ และควบคุมการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศได้ครบตามแผน อีกประเด็นคือการนำ Super Heavy กลับมายัง Starbase เพื่อรับด้วยแขนกลของหอปล่อยอีกครั้ง เราอาจมองได้ว่า ในเที่ยวบินที่ 14 มีโอกาสขยับกลับไปสู่การทดสอบ Booster Catch ซึ่งจะนับว่าเป็นการ Catch รอบแรกของฐานปล่อยใหม่หมายเลข 2 ที่ Starbase
ส่วนเป้าหมายที่ยากกว่า คือการนำ Starship กลับมายังฐานปล่อยและรับตัวยานด้วยแขนกล ซึ่ง SpaceX ยังไม่เคยทดลองระหว่างเที่ยวบินจริง แม้ Ship รุ่น Block 3 จะถูกสร้างพร้อมจุดรับแรงสำหรับการ Catch แต่ SpaceX อาจยังเลือกให้การทดสอบรอบถัดไปกลับลงสู่มหาสมุทรเพื่อเก็บข้อมูล Heat Shield เพิ่มเติมก่อน
เรียบเรียงโดย ทีมงาน Spaceth.co