Stewardship กับบทบาทภาคประชาสังคม

Customers carry take-away food wrapped in plastic bags at a street market in Bangkok on September 10, 2024. (Photo by Chanakarn Laosarakham / AFP)

ปลายเดือนที่แล้วผมไปร่วมเป็นวิทยากรในงานประชุม “โครงการประเมินผลเชิงพัฒนาคณะกรรมการภาคีสานพลังพื้นที่เข้มแข็งและเครือข่ายอาสาภาคีสานพลังพื้นที่เข้มแข็ง 5 จังหวัด ภายใต้โครงการเสริมสร้างจังหวัดเข้มแข็งโดยใช้พื้นที่เป็นฐานและบรูณาการทุกภาคส่วน” ดำเนินการโดยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุขร่วมกับสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

โครงการนี้น่าสนใจมาก เพราะเป็นความร่วมมือของ 9 หน่วยงานด้านสุขภาพ สังคม และวิชาการที่รวมตัวเป็น “ภาคีอาสา” พัฒนาระบบการบริหารจัดการและการจัดสรรทรัพยากรท้องถิ่นให้คุ้มค่าใน 5 จังหวัดนำร่อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน เป็นตัวอย่างการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการพัฒนาทรัพยากรท้องถิ่นเพื่อประโยชน์ของประชาชนทั้งในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งตรงกับแนวคิด Stewardship ที่ผมบรรยายในวันนั้น คือปกป้อง รักษา และสร้างมูลค่าให้กับสิ่งที่มีอยู่ในสังคมเพื่อประโยชน์ของคนรุ่นต่อไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดหายไปในสังคมไทย และเป็นหลักที่คนไทยทุกคนควรยึดในการทําหน้าที่พลเมือง นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

อะไรคือ Stewardship อะไรคือ การปกป้อง รักษา และสร้างมูลค่าสิ่งที่มีอยู่เพื่อคนรุ่นต่อไป

คิดง่ายๆ เมื่อเราเกิดมาในสังคม ไม่ว่าในฐานะไหน ทำหน้าที่อะไร ในภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือภาคประชาสังคม ต้องนึกเสมอว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของเวลา ทุกคนที่เกิดมา ทุกรุ่นจะได้รับมอบสิ่งที่คนรุ่นก่อนหน้าได้สร้างไว้หรือทิ้งไว้ให้ ไม่ว่าสถาบันภาครัฐ ระบบราชการ โครงสร้างพื้นฐาน ความมั่งมีหรือยากจนของประเทศ ระบบธุรกิจ ทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม ความรู้ ชุมชน นี่คือสังคมที่เราได้รับมาจากการส่งต่อรุ่นต่อรุ่นของคนในสังคมเป็นสิบๆปีหรือร้อยปี ดังนั้น จุดทดสอบสําคัญจึงไม่ใช่เราประสบความสําเร็จแค่ไหนในช่วงชีวิตเรา แต่เราได้ทิ้งอะไรไว้ให้กับคนรุ่นต่อไปเมื่อเวลาของเราจบลง และสิ่งที่เราทิ้งไว้ให้หรือส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปนั้นดีกว่าตอนที่เรารับมาหรือไม่ นี่คือ แก่นแท้ของ Stewardship คือปกป้อง รักษา และสร้างมูลค่าสิ่งที่ได้รับมาเพื่อส่งต่อให้คนรุ่นต่อไปที่ดีกว่าที่ได้รับมา เป็นหลักการสำคัญมากทั้งในระดับครอบครัว องค์กร นโยบายสาธารณะ และประเทศ

ดังนั้น ในการทําหน้าที่ที่มีผลต่อส่วนรวม ไม่ว่าเราจะอยู่ในภาครัฐหรือเอกชน ต้องนึกเสมอว่าเรากําลังทิ้งอะไรไว้ให้กับคนรุ่นต่อไปจากการตัดสินใจของเราวันนี้ หมายถึง ผลที่จะมีต่อเศรษฐกิจ องค์กร สิ่งแวดล้อม ระบบการศึกษา โครงสร้างพื้นฐาน ระบบราชการ คุณภาพสังคม การบังคับใช้กฏหมาย และชื่อเสียงประเทศ ดังนั้น วิถีคิดของนโยบายสาธารณะจึงไม่ใช่แค่ทําวันนี้ให้ดี แต่ต้องส่งผลที่ดีให้กับอนาคตหรือคนรุ่นต่อไปด้วย เป็นการมองภาพยาวที่สําคัญสำหรับการตัดสินใจและทํานโยบาย และเป็นสิ่งที่สังคมไทยขาด เพราะมักมุ่งผลระยะสั้น แต่ไม่นึกถึงผลระยะยาว

หลายคนคงนึกอยู่ในใจว่า แล้ว Stewardhip หรือการปกป้อง รักษา และสร้างมูลค่าให้กับสิ่งที่มีอยู่ ต่างกับ ธรรมาภิบาล หรือ Good Governace อย่างไร คําตอบของผมคือไม่ต่าง เพราะ stewardship เป็นส่วนต่อหรือส่วนขยายของธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลหมายถึงการทำวันนี้ให้ดีด้วยระบบงานที่ดี โปร่งใส ตรวจสอบได้ และการตัดสินใจที่ถูกต้อง (Fiduciary Duties) แต่Stewardship ไปไกลกว่า คือ เป็นธรรมาภิบาลบวกด้วยความรับผิดชอบระยะยาวต่อผลที่จะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจ หมายถึงต้องทําให้ดีวันนี้และสำหรับพรุ่งนี้ เห็นได้ว่า Stewardship ตั้งคําถามลึกกว่า ถามว่าสิ่งที่ทําวันนี้ ตัดสินใจวันนี้ จะทิ้งอะไรไว้ให้กับคนในสังคมรุ่นต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่อาจไม่นึกถึงหรือมองข้าม

แล้วทําไมบทบาทภาคประชาสังคมจึงสําคัญในเรื่องนี้ ผมคิดว่าคำตอบส่วนหนึ่งมาจากสถานการณ์โลกปัจจุบันที่ค่อนข้างยุ่งเหยิง ซับซ้อน เอาแน่เอานอนไม่ได้ เป็นผลจากภูมิรัฐศาสตร์ ที่ทําให้ความสัมพันธ์ทางการค้า การลงทุน รวมถึงการใช้เทคโนโลยี่เปลี่ยนไป ความไม่แน่นอนด้านนโยบายที่ได้กลายเป็นลักษณะสำคัญของเศรษฐกิจโลกไปแล้ว พัฒนาการอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี่ที่เปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตและการทำงานของคนในสังคม ความทรุดโทรมของสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อนที่ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป นอกจากนี้ ในหลายสังคมก็มีแรงกดดันจากสังคมสูงวัย ปัญหาการคลัง หนี้สาธารณะ ความเหลื่อมล้ำ และความไว้วางใจที่ลดลงของประชาชนต่อสถาบันในภาครัฐ

นี่คือสิ่งที่กําลังเกิดขึ้นซึ่งชี้ว่าความท้าทายของการเดินต่อไปข้างหน้าของแต่ละประเทศจะไม่ง่ายและอาจซับซ้อนเกินกว่าที่ภาครัฐหรือภาคธุรกิจจะบริหารจัดการตามลําพัง การแก้ไขอาจต้องมาจากการรวมพลังความร่วมมือของทุกฝ่ายในสังคมเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา ทั้งภาครัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม ภาครัฐมีความชอบธรรมทางกฏหมาย มีข้อมูล มีอํานาจที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง ภาคธุรกิจ มีทักษะ ความรู้ เทคโนโลยี่ ความสามารถในการบริหาร และทุน ส่วนภาคประชาสังคมมีความรู้ระดับพื้นที่ เข้าใจชุมชน มีความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน ชุมชนให้ความไว้วางใจ และพร้อมเป็นพลังที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง

ดังนั้น การทํางานร่วมกันของทั้งสามฝ่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม จึงสําคัญและเสริมซึ่งกันและกัน เป็นการระดมความรู้ความสามารถที่สังคมมีมาร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งจะช่วยให้การแก้ปัญหาประสบความสำเร็จ และอย่างที่ทราบ ในระยะยาว ความยั่งยืนของสังคมไม่ได้มาจากภาครัฐหรือภาคเอกชนฝ่ายเดียว แต่มาจากพลเมืองของประเทศ ชุมชน และการรวมตัวของคนในสังคมที่จะรักษา ปกป้อง และสร้างมูลค่าให้กับสิ่งที่มีอยู่เพื่อคนรุ่นต่อไป นี่คือ Stewardship และนี่คือความสำคัญของภาคประชาสังคม

วันที่ 15 ตุลาคม เดือนหน้า ซึ่งเป็นช่วงการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกที่กรุงเทพ มูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาลร่วมกับเครือข่ายจะจัดงานประชุม Regional Civil Society Forum ของภาคประชาสังคม ในหัวข้อ Advancing Inclusion, Resilience, and Sustainable Development ซึ่งจะพูดเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจ สังคมสูงวัย การดูแลปกป้องสิ่งแวดล้อม และบทบาทการเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาประเทศของภาคประชาสังคม โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากในประเทศและต่างประเทศ จึงอยากเชิญชวนผู้อ่านและเเฟนคอลัมน์ “เขียนให้คิด” เข้าร่วมงานสัมมนา ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยลงทะเบียนตาม QR Code ข้างล่าง เพื่อจะได้พบกัน

เขียนให้คิด

ดร. บัณฑิต นิจถาวร

ประธานมูลนิธินโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

[email protected]

เพิ่มเพื่อน