T-POP Stage Show เวิร์คพอยท์ ภารกิจสร้างเวทีกลางและระบบนิเวศ

T-POP Stage Show เป็นรายการดนตรีที่เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ เปิดตัวในช่วงกลางปี 2021 ขณะที่กระแสเพลงป๊อปไทยกำลังถูกพูดถึง หลายคนมองว่านี่คือรายการให้ศิลปินได้โชว์ผลงานเต็มที่ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2022 เปิดเผยว่าทีมงานตั้งเป้าไว้ไกลกว่านั้น คือการสร้างระบบนิเวศให้วงการเพลงไทยแข็งแรงพอจะก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ

บทสัมภาษณ์เขียนโดยพู่กัน เรืองเวส ผู้ให้สัมภาษณ์คือ กร-ชลากรณ์ ปัญญาโฉม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานดิจิทัลของเวิร์คพอยท์ และกรรมการบริษัท ทีป๊อป อินคอร์ปอเรชั่น รวมถึงค่ายเพลง XOXO Entertainment อีกคนคือ เอก้า-ดร.สหพร ยี่ตันสี Group Head ฝ่ายผลิต ซึ่งเคยผลิตรายการอย่าง The Mask Singer, X Factor และ Wall Song

จุดเริ่มต้นจากเวทีต่างประเทศ
ภาพรวมการแสดงสดของศิลปินในรายการ T-POP Stage Show เวทีเพลงป๊อปไทย

ชลากรณ์เล่าว่าแนวคิดเริ่มก่อนช่วงโควิด จากการไปร่วมสัมมนาของแพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Google และ Facebook ที่นั่นมีผู้ชมต่างชาติทักถึงรายการอย่าง The Mask Singer และ The Rapper ทำให้เขาเห็นว่าดนตรีน่าจะเป็นคอนเทนต์ไทยที่ส่งออกได้ง่ายที่สุด และการสร้างคอมมูนิตี้จะช่วยให้ไปต่อได้ง่ายขึ้น เวิร์คพอยท์จึงแยกตั้งบริษัท ทีป๊อป อินคอร์ปอเรชั่น ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้

เหตุผลที่เลือกทำรายการทีวีก็เรียบง่าย เพราะปัจจุบันแทบไม่มีรายการเพลงแล้ว ต่างจากยุคโลกดนตรี 7 สีคอนเสิร์ต หรือยุค MTV และ Channel V ศิลปินหันไปโปรโมตผ่านช่องทางของตัวเอง ซึ่งทำให้ผลงานเข้าถึงแค่ฐานแฟนเดิม ทีมงานจึงมองว่าควรมีเวทีกลางที่ทุกคนใช้ร่วมกัน

ระบบนิเวศที่ไม่ได้มีแค่รายการ

ตามบทสัมภาษณ์ ระบบนิเวศนี้ประกอบด้วยหลายส่วน

รูปแบบรายการที่ปรับตามข้อจำกัดของทีวี

เอก้าเล่าว่าโจทย์แรกคืออยากทำสเตจโชว์ให้ศิลปิน เธอลองออกแบบหลายแบบ ทั้งหนึ่งสัปดาห์ต่อศิลปินหนึ่งคนแบบคอนเสิร์ต และแบบเกาหลีที่มีศิลปินหลากหลายในตอนเดียว แต่รายการทีวีไทยไม่ได้ยาว 3 ชั่วโมงเหมือนฝั่งเกาหลี จึงแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่ T-POP ในตำนาน T-POP ที่มีชื่อเสียง และ T-POP หน้าใหม่ พร้อม Special Stage ที่จับศิลปินที่ไม่เคยร้องด้วยกันมาร่วมงาน เมื่อรูปแบบเริ่มซ้ำ ทีมก็ปรับให้ยืดหยุ่นขึ้น

ศิลปินสนใจมาออกรายการ เพราะได้แสดงในสิ่งที่ถนัด ต่างจากเกมโชว์ที่บางคนเคอะเขิน และเป็นช่องทางให้ผู้ชมทีวีได้รู้จักศิลปินที่ปกติโตในโลกออนไลน์ ชลากรณ์ยังอยากให้คนทั่วไปเข้าใจว่า T-POP ไม่ได้มีแค่ศิลปินรุ่นใหญ่ที่คุ้นเคย

T-POP คืออะไรกันแน่

ชลากรณ์มองว่า T-POP คือเพลงป๊อปไทยทุกแนว ไม่ว่าจะเป็นอินดี้ แร็ป บอยแบนด์ เกิร์ลกรุ๊ป ป๊อปสีลูกกวาด หรือ R&B เขาเห็นว่าคนรุ่นต่างกันมีภาพของ T-POP ไม่เหมือนกัน แต่ควรรวมเป็นชื่อเดียวกัน เพื่อให้คนนอกประเทศหันมามอง เขายกตัวอย่างศิลปินไทยที่เคยไปไกลในเวทีต่างประเทศ เช่น T-BONE, Thaitanium, Phum Viphurit และ MILLI พร้อมชี้ว่าหากไม่มีคอมมูนิตี้ ความสำเร็จมักเป็นเรื่องเฉพาะชิ้นแล้วหายไป

ความท้าทายที่ยังเหลืออยู่

ทั้งคู่ยอมรับว่าคำว่า T-POP เริ่มติดหูแล้ว เห็นได้จากแพลตฟอร์มสตรีมมิงที่เริ่มมีเพลย์ลิสต์ T-POP แต่การสนับสนุนยังไม่พอ ชลากรณ์อธิบายว่ารายได้จากสตรีมมิงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ศิลปินจำนวนมากพึ่งการเล่นตามผับซึ่งจำกัดแนวเพลงและทำให้อายุการทำงานสั้น การขายสินค้าและอัลบั้มจริงจึงสำคัญ ส่วนเรื่องภาครัฐ เขามองว่ายังไม่ได้เข้ามาสนับสนุนเต็มตัวเหมือนญี่ปุ่นหรือเกาหลี และเข้าใจว่าการจัดสรรงบด้านนี้ไม่ง่าย ขณะที่เอก้าเห็นว่าควรผลักดันศิลปินไปพร้อมกัน ไม่ใช่รอให้ดังก่อนแล้วค่อยอ้างความเป็นไทย

ผู้เขียนบทสัมภาษณ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า โมเดลขายอัลบั้มแบบที่เห็นในเกาหลีและญี่ปุ่นอาจขัดกับประเด็นสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นอีกเรื่องที่อุตสาหกรรมเพลงไทยควรคำนึง

T-POP Stage Show จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนใหญ่ที่เวิร์คพอยท์ต้องการให้ศิลปินไทยมีทั้งเวที รายได้ และชุมชนผู้สนับสนุนที่ยั่งยืน ตามบทสัมภาษณ์ งาน T-POP Festival เริ่มจัดในวันที่บทความเผยแพร่ โดยรวบรวมศิลปินหลายเวทีไว้ในงานเดียวกัน