ช้อปแล้วอย่าลืมทวงเงินคืน เปิดขั้นตอน Tax Refund ที่สนามบิน ซื้อแบรนด์เนมยังไงให้ได้เงินคืนคุ้มๆ
หนึ่งในความฟินที่สุดของการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยเฉพาะการไปเยือนขาช้อปปิ้งแดนสวรรค์อย่างฝั่งยุโรป ญี่ปุ่น หรือเกาหลี คือการได้เป็นเจ้าของกระเป๋า เสื้อผ้า หรือนาฬิกาแบรนด์เนมไฮเอนด์ในราคาถูกกว่าไทย
ความคุ้มค่าที่แท้จริงจะสมบูรณ์แบบไม่ได้เลย หากลืม "Tax Refund" หรือ “การขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม” ซึ่งเปรียบเสมือนส่วนลดท็อปอัพพิเศษ 5% - 15% ที่รัฐบาลประเทศนั้นๆ คืนให้กับนักท่องเที่ยวอย่างเรา
ทว่าหลายคนกลับต้องพลาดเงินคืนก้อนโต เพียงเพราะไม่รู้ขั้นตอนที่ถูกต้อง หรือทำผิดสเตปจนโดนปฏิเสธหน้าเคาน์เตอร์
ไทยรัฐออนไลน์ ได้สรุปขั้นตอนการทำ Tax Refund ที่สนามบินแบบเข้าใจง่ายเป็นข้อๆ พร้อมทริกซื้อแบรนด์เนมยังไงให้ได้เงินคืนกลับมาคุ้มค่าที่สุดมาฝากกัน
1. เช็กความพร้อมตั้งแต่หน้าร้าน
นักท่องเที่ยวต้องพกพาสปอร์ตติดตัวเสมอ ก่อนจ่ายเงินช้อปปิ้ง ต้องแน่ใจว่าร้านที่ซื้อนั้นสามารถทำ Tax Free หรือ Tax Refund ได้หรือไม่ และแจ้งพนักงานทุกครั้งว่าต้องการทำ “Tax Free” หรือ “VAT Refund” พร้อมยื่นพาสปอร์ตเล่มจริง หรือรูปถ่ายหน้าพาสปอร์ตในบางประเทศ
โดยแต่ละประเทศจะมีกำหนดการซื้อขั้นต่ำต่อร้านหรือต่อวันไม่เท่ากัน เช่น ญี่ปุ่น 5,000 เยนขึ้นไป ส่วนทางฝั่งยุโรปแต่ละประเทศก็จะมีเกณฑ์ต่างกันออกไป
โดยเมื่อซื้อ และชำระสินค้าเสร็จพนักงานจะออก “แบบฟอร์มขอคืนภาษี” (Tax Refund Form) จากบริษัทเอเจนต์ เช่น Global Blue หรือ Planet ร่วมกับใบเสร็จรับเงิน สิ่งที่ต้องทำคือตรวจสอบชื่อ-นามสกุล และเลขพาสปอร์ตให้ถูกต้องทุกตัวอักษร
2. ขั้นตอนสำคัญที่สนามบิน ปั๊มตราศุลกากร “ก่อน” เช็กอินกระเป๋า
กฎเหล็กข้อที่หลายคนตกม้าตายมากที่สุด จำไว้ว่า “ห้ามโหลดกระเป๋าที่มีของที่ซื้อลงใต้เครื่องก่อนไปพบศุลกากรเด็ดขาด”
โดยขากลับให้ไปถึงสนามบินก่อนเวลาอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง คิว Tax Refund ที่สนามบินฝั่งยุโรปหรือเอเชียเมืองใหญ่มักจะยาวมาก การเผื่อเวลาคือสิ่งที่ดีที่สุด
โดยต้องมุ่งหน้าไปที่ ศุลกากร (Customs / Tax Refund Stamp) ก่อนเช็กอินขึ้นเครื่องบิน นักท่องเที่ยวต้องยื่นใบเสร็จ, เอกสาร Tax Refund, พาสปอร์ต และตั๋วเครื่องบินฉบับ E-ticket จากเช็กอินออนไลน์ ให้เจ้าหน้าที่ทำการประทับตรา ลงบนเอกสาร หรือสแกนผ่านตู้ระบบดิจิทัล เช่น ระบบ PABLO ในฝรั่งเศส หรือ DIVA ในสเปน
รวมถึงเตรียมสินค้าให้พร้อมโดนตรวจ โดยเจ้าหน้าที่มีสิทธิ์สุ่มตรวจดูสินค้าจริงที่ซื้อ โดยเฉพาะสินค้าแบรนด์เนม ดังนั้น “อย่าเพิ่งแกะป้าย หรือนำมาสวมใส่” และจัดวางไว้ในตำแหน่งกระเป๋าที่เปิดออกมาโชว์ได้ง่ายที่สุด
3. วิธีรับเงินคืน Cash หรือ Credit Card แบบไหนคุ้มกว่า
หลังจากได้ตราประทับจากศุลกากรเรียบร้อยแล้ว ให้ผ่านด่านตรวจหนังสือเดินทาง (Immigration) เข้าไปข้างในเพื่อรับเงินคืนที่เคาน์เตอร์ Tax Refund หรือหยอดเอกสารใส่ตู้ไปรษณีย์
รับเป็น “เงินสด”: ข้อดีคือได้เงินสดทันที สามารถนำไปช้อปปิ้งต่อใน Duty Free ได้เลย แต่ข้อเสียคือ มักจะมีค่าธรรมเนียมดำเนินการ (Handling Fee) ต่อใบเสร็จ และอัตราแลกเปลี่ยนอาจจะไม่ดีเท่าไร
คืนเข้า “บัตรเครดิต / Travel Card”: ข้อดีคือได้ยอดเงินคืนเต็มจำนวนมากกว่า ไม่โดนหักค่าธรรมเนียมเงินสด เพียงแค่กรอกหมายเลขหน้าบัตรลงในเอกสารแล้วนำไปยื่นที่ตู้ Tax Refund นั้นๆ ยอดเงินจะโอนกลับเข้าบัตรภายใน 5-14 วันทำการ (แนะนำให้ถ่ายรูปเอกสารที่ประทับตราแล้วเก็บไว้เป็นหลักฐานทุกครั้ง)
4. ทริกพิเศษสำหรับสายช้อปให้ได้เงินคืนทุกเม็ด
- ของลักชูรีมูลค่าสูง ให้ถือขึ้นเครื่อง: สำหรับกระเป๋าใบละหลายแสน นาฬิการาคาแพง หรืออัญมณี เจ้าหน้าที่ศุลกากรมักจะขอดูของจริงที่เคาน์เตอร์ Tax Refund ฝั่งด้านใน หลังผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้ว, ดังนั้น ให้ถือสินค้าเหล่านี้ใส่กระเป๋า Carry-on ติดตัวไว้เสมอ
- ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันติดตามเงินคืน: เอเจนต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Global Blue หรือ Planet Tax Free มีแอปพลิเคชันให้โหลด สามารถผูกพาสปอร์ตและบัตรเครดิตไว้ล่วงหน้า เมื่อช้อปปิ้งเสร็จเพียงแค่สแกน QR Code ในแอป ก็จะสามารถติดตามสถานะ ได้ตลอดเวลาว่าเงินคืนอนุมัติหรือโอนเข้าบัตรแล้วหรือยัง
- เลือกรูดจ่ายเป็น “สกุลเงินท้องถิ่น”: เวลาช้อปปิ้งแบรนด์เนมหน้าร้าน ให้เลือกตัดบัตรเป็นสกุลเงินของประเทศนั้นๆ เสมอ (เช่น อยู่ยุโรปให้เลือก EUR, อยู่ญี่ปุ่นเลือก JPY) เพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมการแปลงสกุลเงินสองต่อ (DCC) ซึ่งจะทำให้ราคาของแพงขึ้นโดยไม่จำเป็น
วางแผนขั้นตอนให้เป๊ะ เผื่อเวลาให้พร้อม และเก็บเอกสารให้ครบ เท่านี้ก็สามารถช้อปสินค้าแบรนด์เนมได้อย่างสบายใจ พร้อมรับเงินคืนเข้ากระเป๋าเอาไปต่อยอดทริปหน้าได้อย่างคุ้มค่าที่สุดแล้ว