หุ้นโลกฟื้น รับแรงส่ง Tech-AI ศูนย์วิจัยกรุงไทย แนะ กระจายลงทุนสะสมหุ้นคุณภาพ

วันนี้ (29 ก.ย.2569) ทีมกลยุทธ์การลงทุน ธนาคารกรุงไทย หรือ Krungthai Chief Investment Office (Krungthai CIO) ประเมินภาพรวมการลงทุนประจำสัปดาห์ ว่า ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัว โดยตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกา ปรับตัวขึ้น โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นตาม สะท้อนภาวะที่นักลงทุนยังเปิดรับความเสี่ยงเป็นรายกลุ่ม

หุ้นโลกฟื้น รับแรงส่ง Tech-AI  ศูนย์วิจัยกรุงไทย แนะ กระจายลงทุนสะสมหุ้นคุณภาพ

หุ้นโลกฟื้น รับแรงส่ง Tech-AI ศูนย์วิจัยกรุงไทย แนะ กระจายลงทุนสะสมหุ้นคุณภาพ

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 1.2% Nasdaq เพิ่มขึ้น 2.0% และ Dow Jones เพิ่มขึ้น 0.3% ได้แรงหนุนสำคัญจากหุ้น Technology และ AI ที่มีแนวโน้มการเติบโตของกำไรค่อนข้างชัดเจน ทำให้นักลงทุนยังเลือกเข้าลงทุนในกลุ่มที่มีปัจจัยพื้นฐาน และแนวโน้มกำไรเติบโต มากกว่าการเพิ่มความเสี่ยงในตลาดโดยรวม

อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินยังเผชิญแรงกดดัน จากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ โดย บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 16.4 จุดพื้นฐาน มาอยู่ที่ 5.16% ตามข้อมูลเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ขณะที่บอนด์ยีลด์ไทย 10 ปี เพิ่มขึ้น 4.7 จุดพื้นฐาน สู่ 2.35% ตามทิศทางตลาดโลก

หุ้นโลกฟื้น รับแรงส่ง Tech-AI  ศูนย์วิจัยกรุงไทย แนะ กระจายลงทุนสะสมหุ้นคุณภาพ

หุ้นโลกฟื้น รับแรงส่ง Tech-AI ศูนย์วิจัยกรุงไทย แนะ กระจายลงทุนสะสมหุ้นคุณภาพ

ด้านสินค้าโภคภัณฑ์ ราคาน้ำมันดิบ Brent เคลื่อนไหวเหนือระดับ 104.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความคาดหวังต่อความคืบหน้าการเจรจาในตะวันออกกลาง ขณะที่ราคาทองคำลดลง 2.1% มาอยู่ที่ประมาณ 4,284 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จากแรงกดดันของบอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นและเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ที่แข็งค่า

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิจัยกรุงไทย ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้นมากกว่าระดับ Neutral ในระยะกลาง โดยเน้นกลยุทธ์ Barbell กระจายการลงทุนระหว่างหุ้นกลุ่ม Quality Growth ซึ่งมีงบดุลแข็งแกร่งและแนวโน้มกำไรเติบโต กับกลุ่ม Healthcare เพื่อช่วยลดความผันผวนของพอร์ต

หุ้นโลกฟื้น รับแรงส่ง Tech-AI  ศูนย์วิจัยกรุงไทย แนะ กระจายลงทุนสะสมหุ้นคุณภาพ

หุ้นโลกฟื้น รับแรงส่ง Tech-AI ศูนย์วิจัยกรุงไทย แนะ กระจายลงทุนสะสมหุ้นคุณภาพ

ส่วนระยะสั้น แนะนำรอจังหวะตลาดปรับฐานหรือราคาหุ้นย่อตัว ก่อนทยอยสะสมหุ้นกลุ่ม High Beta โดยเฉพาะเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ ขณะที่ยังมีมุมมองเชิงบวกในระยะกลางต่อต่อธีมคอขวดด้านพลังงานและโครงข่ายไฟฟ้า (Power Bottleneck–Grid) และตลาดหุ้นเวียดนาม ส่วนหุ้นพลังงาน ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อในระยะสั้น

ด้านตราสารหนี้ แนะนำเน้นพันธบัตรอายุสั้นถึงปานกลาง ขณะที่หากหุ้นญี่ปุ่น และ Thai REITs รีบาวด์ แนะนำใช้จังหวะทยอยล็อกกำไร และปรับเข้าสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับความเสี่ยงมากกว่า

สำหรับทองคำ ยังมีบทบาทในการกระจายความเสี่ยง จากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงด้านการคลัง แม้ระยะสั้นยังเผชิญแรงกดดันจาก Real Yield และเงินดอลลาร์สหรัฐฯ โดยจับตาแนวรับสำคัญที่ 4,200–4,240 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และระดับ 3,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นจุดสำหรับทบทวนมุมมองการลงทุนระยะกลาง หากราคาปรับตัวต่ำกว่าระดับดังกล่าว

ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ รายละเอียดข้อตกลงการค้าระหว่าง สหรัฐฯ–จีน วันที่ 28 ก.ย. ตัวเลขจำนวนตำแหน่งงานว่างที่นายจ้างสหรัฐฯ เปิดรับอยู่ (JOLTS Job Openings) วันที่ 29 ก.ย. ดัชนีเงินเฟ้อ PCE วันที่ 30 ก.ย. และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ (Nonfarm Payrolls) วันที่ 2 ต.ค. เพื่อประเมินทิศทางเงินเฟ้อและแรงกดดันต่อบอนด์ยีลด์

นอกจากนี้ ต้องติดตามความคืบหน้าการเจรจาระหว่าง สหรัฐฯ–อิหร่าน โดยเฉพาะประเด็นการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เนื่องจากมีความสำคัญต่อทิศทางราคาน้ำมันและเงินเฟ้อโลก ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยกำหนดทิศทางตลาดสินทรัพย์เสี่ยงในระยะต่อไป

อ่านข่าว:

กรุงไทยชี้ Fed ลดแรงกดดัน แนะเพิ่มน้ำหนักหุ้นเทคฯ จับตาซัมมิตสหรัฐฯ-จีน

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ร่วง ดาวโจนส์ลดลง 631.21 จุด หลังเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย

เฟด ปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี

ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง รับแรงบอนด์ยีลด์พุ่ง-น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์